Post on 19/10/2020

La Revolution: ซีรีส์แฟนตาซีที่มีพื้นหลังเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789

“คุณอาจได้ยินเสียงที่อยู่นอกรั้วบ้านเบาบางแบบเสียงกระซิบ

แต่ความโกรธเคืองได้ปะทุอยู่เต็มท้องถนนแล้ว”

“กษัตริย์หาใช่นาย” คือหนึ่งในคำเปิดของซีรีส์แอ็กชัน-แฟนตาซี อิงประวัติศาสตร์ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐเมื่อปี 1789 เรื่อง ‘La Revolution’ (ปฏิวัติเลือด) ที่จะเล่าเรื่องราวของกลุ่มคนที่มี ‘เลือดสีน้ำเงิน’ ในเมืองเล็ก ๆ ช่วงปี 1787 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง กับการต่อสู้กับกลุ่มผู้ต่อต้านที่เรียกตัวเองว่า ‘ภราดรภาพ’ ที่อยากล้มระบอบการปกครองแบบเก่าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตัวเอง ส่วนประชาชนตาดำ ๆ ก็ต้องเจ็บช้ำกับความจนและอดอยากกันต่อไป

สภาพสังคมของฝรั่งเศสช่วงปี 1787-1789 อยู่ในช่วงทรุดโทรม ขณะที่ชนชั้นปกครองมีคฤหาสน์หลังใหญ่ มีคนรับใช้เต็มวัง สังสรรค์กันอย่างเพลิดเพลินได้ทุกวันเพราะมีทรัพยากรจำนวนมากอยู่ในมือ ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านต้องอยู่ในชุมชนแออัด สภาพมอซอตลอดเวลา ไม่มีปัญญาหาอาหารมากินได้อิ่มท้อง ต้องเดินย่ำในโคลนตม หลายคนกลายเป็นขอทาน ทำงานหนักให้ตายอย่างไรก็ไม่มีวันรวยได้ แต่ชนชั้นสูงก็ไม่ได้สนใจชีวิตของประชาชนเท่าไรนัก ก็เพราะมันช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่พวกคุณไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยหรืออยู่ในครอบครัวชนชั้นสูง

“คนที่ไม่เคยท้องว่างย่อมไม่รู้ว่าความหิวโหยเป็นอย่างไร”

นอกจากปัญหาเรื่องชนชั้นและเศรษฐกิจ ในเมืองยังเกิดปัญหาคนหายไม่เว้นแต่ละวัน ชีวิตของประชาชนไม่ต่างอะไรจากสัตว์ ผู้ปกครองไม่เคยมองเห็นคุณค่าหรือชีวิตของคนที่ต่ำกว่า จะไม่ยอมพูดคุยด้วยเพราะไม่อยากสุงสิง เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีและฐานันดรของตัวเองจนหลงลืมความเห็นอกเห็นใจ และทำเรื่องเลวร้ายผิดศีลธรรมกับประชาชนตาดำ ๆ ได้โดยไม่รู้สึกผิด เพราะพวกเขาไม่ได้มองคนเท่ากันตั้งแต่แรก

เมื่อขุนนางน้ำดีบอกกับชนชั้นนำคนอื่น ๆ ว่า อย่าให้ชาวบ้านอดอยาก ไม่อย่างนั้นจะเกิดการก่อกบฏ แต่พวกเขากลับไม่แยแสบอกว่ากลุ่มภราดรภาพก็เป็นแค่พวกเร่ร่อนที่มีจำนวนเพียงหยิบมือ เลดี้ เอลีซ เดอ มองตาจี แนะนำให้เปิดยุ้งข้าวแจกจ่ายข้าวจำนวนมหาศาลที่ขุนนางทุกคนเก็บไว้ สร้างบ้านพักที่ดีขึ้น ยกเลิกการเก็บภาษีที่ไม่สมเหตุสมผล เหล่าขุนนางก็ประชดประชันว่าแล้วทำไมไม่ล้มเลิกอภิสิทธิ์ที่เรามีอยู่เสียเลย แสดงให้เห็นว่าคนที่ไม่รับฟังไม่ว่าจะยกเหตุผลถึงคุณธรรมหรือความเป็นมนุษย์มาพูด ถ้าคนไม่อยากฟัง พูดอย่างไรเขาก็ไม่ฟังอยู่ดี

ถึงชนชั้นสูงส่วนใหญ่จะไม่รับรู้ถึงภัยจากการกระทำของตัวเอง ทว่ามีชนชั้นปกครองเหลี่ยมจัดมากประสบการณ์บางคนก็ยังรู้สึกหวาดระแวงกับการลุกฮือของปวงชน และก็เป็นจริงอย่างที่พวกเขาระแวง ชาวบ้านหลายคนเริ่มรวมกลุ่มกันต่อต้านผู้มีอำนาจ เหล่าขุนนางจึงต้องวางแผนการมาโต้ตอบกลุ่มผู้ต่อต้าน ทำการสังหารได้โดยไม่รู้สึกรู้สา เพราะถึงจะกลัวการลุกฮือ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ยังไม่ต้องการมอบอาหารที่อิ่มท้องหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ La Revolution ก็ไม่ลืมพูดถึงประเด็นลูกน้องใต้บังคับบัญชาที่บางคนมองว่าเขาต้องทำตามหน้าที่ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ทุกคนที่ทำตามคำสั่งเพราะจำยอม แต่พวกเขายอมทำตามสั่งเพราะความพึงพอใจส่วนตัวที่จะได้รังแกและทรมานผู้คนโดยไม่มีความผิดต่างหาก

“รู้หรือเปล่าว่าจะเป็นอย่างไรถ้าประชาชนรู้ว่าผู้ปกครองของตนเป็นฆาตกร

พวกเขาจะเผาปราสาทของเรา พวกเขาจะเอาหัวเราเสียบไม้”

La Revolution อ้างอิงประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสหลายประเด็นด้วยกัน บ้างก็เป็นเรื่องจริง บ้างก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง แต่การหยิบเอาตัวละครเพศหญิงมาเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักหลายคนก็ไม่เกินความจริงในหน้าประวัติศาสตร์เท่าไรนัก แม้ในยุคสมัยดังกล่าวจะเป็นยุคที่สตรีไม่มีบทบาททางการเมืองมากนัก แต่พวกเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของการก่อการปฏิวัติ เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้กับการก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางสังคม เพราะหญิงสาวชาวนาคือชนชั้นล่างสุดของพีระมิดทางสังคม การลุกฮือของพวกเธอจึงเป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้จริง ๆ  

“ทำไมคนบางจำพวกถึงยอมรับสภาพชีวิตตัวเองไม่ได้เสียที ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้มีอำนาจก็จะยังคงเป็นผู้มีอำนาจ”

สำหรับใครที่คาดหวังจะได้เห็นการเมืองฝรั่งเศสช่วงปี 1789 แบบเข้ม ๆ หรือหวังจะได้เห็นฉากประหารชีวิตด้วยกีโยตินของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต อาจจะต้องผิดหวังกันเล็กน้อย เพราะ La Revolution ซีซันนี้จะเริ่มปูเรื่องราวความเป็นมาของเลือดสีน้ำเงิน การต่อสู้ของชาวบ้านเมืองมองตาจีและเหล่าภราดรภาพที่ห่างไกลจากเมืองปารีส แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เรารอคอยที่จะดูซีซันต่อไปได้ไม่น้อย เพราะยังมีปริศนาอีกมากที่ยังไม่ได้เปิดเผย และคนส่วนใหญ่ก็หวังจะได้เห็นกีโยตินในซีรีส์เรื่องนี้กับตาสักครั้ง  

บางคนที่ดูจนจบซีซันแรกอาจรู้สึกว่าเรื่องราวของ La Revolution มันช่างคลับคล้ายคลับคลากับซีรีส์เกาหลีเรื่อง Kingdom เสียเหลือเกิน แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องราวการต่อสู้ของชนชั้นล่างกับชนชั้นอภิสิทธิ์ ไม่ว่าเล่าเมื่อไหร่หรือแตะประเด็นชนชั้นมากน้อยแค่ไหน ก็มักสร้างความรู้สึกคล้อยตามให้ผู้ชมได้เสมอ

“ว่ากันว่าผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ พวกเขาลืมบอกว่ามันถูกเขียนขึ้นใหม่ตามกาลเวลา ถูกแปลงโดยหนังสือ ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยผู้คนที่ไม่ได้เจอมากับตัว คุณอาจจะไม่เชื่อสิ่งที่ฉันเล่า คิดว่ามันคือฝันร้ายของเด็กคนหนึ่ง แต่ทั้งหมดคือความจริงที่ฉันเห็น และจะบอกให้คุณฟังว่า ยุคแห่งความมืดมนกลายเป็นการรู้แจ้งได้อย่างไร”

 

ที่มา

https://www.netflix.com/th-en/title/80992775

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์

 


นักเขียนผู้สนใจการเมือง เฟมินิสต์ และการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBTQ+

Related

“ปีเตอร์ ชาน” “LEAP ตบให้สนั่น” ภาพยนตร์เปิดตัวอันดับ 1 BOX-OFFICE ที่ทำให้ชาวจีนเสียน้ำตาที่สุดของปีนี้

สัมภาษณ์ เจสัน มราซ อัพเดทชีวิต 5 ปี จากการทำสวนอะโวคาโด ถึงตัวตนในปัจจุบัน

เดอะ แรม ปีศาจผู้อยู่เบื้องหลังความหลอนของแอนนาเบล

คุโรซึมิ โอโรจิ: โชกุนผู้โง่เขลาแห่งดินแดนวาโนะ ที่ใช้อำนาจโจรกดขี่ประชาชน

ลัตตา คาเร: หญิงชราที่ลงวิ่งแข่งด้วยเท้าเปล่าเพื่อหาเงินไปรักษาสามี

ริก อัลเลน มือกลองแขนเดียวแห่งวง Def Leppard ชายผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

จอห์น เลนนอน กับวาทะพาซวย “The Beatles เป็นที่นิยมมากกว่าพระเยซู”

พอล แม็กคาร์ตนีย์: ความฝันที่แปรเปลี่ยนเป็นบทเพลงฮิตตลอดกาล – Yesterday