Post on 25/08/2021

ลอเรล ฮับบาร์ด: จากดาวรุ่งหมดไฟ สู่นักกีฬาข้ามเพศผู้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้โอลิมปิก

“ฉันรู้ว่าการเข้าร่วมโอลิมปิกของฉันมันอื้อฉาว”

ลอเรล ฮับบาร์ด (Laurel Hubbard) นักยกน้ำหนักหญิงข้ามเพศชาวนิวซีแลนด์ กล่าวกับกองทัพสื่อมวลชนที่มาเฝ้าติดตามทำข่าวกันอย่างล้นหลาม แม้เธอจะไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ แถมยังเป็นนักกีฬาที่ไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลใดติดมือ

สาวนิวซีแลนด์ผู้นี้ลงแข่งยกน้ำหนักหญิงโอลิมปิก ‘โตเกียว 2020’ (+1) รุ่นน้ำหนักตัว 87 กก.ขึ้นไป เธอไม่สามารถผ่านท่าสแนตช์ ทำให้อดเข้าไปชิงเหรียญรางวัล และตกรอบไปก่อนใครเพื่อน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนใจในตัวเธอลดลง เพราะเธอถูกยกให้เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับกีฬาโอลิมปิก

ลอเรล ฮับบาร์ด คือสตรีข้ามเพศคนแรกที่ได้ลงแข่งโอลิมปิกในกีฬาประเภทเดี่ยว ส่วนนักกีฬาข้ามเพศแบบเปิดเผยคนแรกที่ได้ลงสนามโอลิมปิกตัวจริง คือ ควินน์ (Quinn) นักฟุตบอลหญิงทีมชาติแคนาดาใน ‘โตเกียว 2020’ ผู้ใช้ชื่อ – นามสกุลรวมกันเป็นคำเดียว และประกาศเป็น non-binary หรือผู้ปฏิเสธความเชื่อว่าโลกนี้มีแค่ 2 เพศเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ ลอเรล ฮับบาร์ด ได้รับการจับตาจากสื่อมากกว่าควินน์ อาจเป็นเพราะกีฬาที่เธอเล่นนอกจากจะเป็นประเภทเดี่ยว มันยังเป็นกีฬาที่เน้นใช้พละกำลังร่างกายเพื่อเอาชนะกัน ดังนั้น การเป็นเพศชายมาก่อน จึงเป็นประเด็นอ่อนไหว และทำให้เกิดคำถามว่า มันเป็นกติกาที่ยุติธรรมหรือไม่?

 

แบกทั้งลูกเหล็กและแรงกดดัน

ความจริงแล้วคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) องค์กรกำกับดูแลกีฬาโอลิมปิก เปิดโอกาสให้นักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2004 แต่ยังไม่มีนักกีฬากลุ่มนี้คนใดได้เข้าร่วมอย่างเปิดเผยจนกระทั่ง ลอเรล ฮับบาร์ด ได้ลงแข่งใน ‘โตเกียว 2020’

ลอเรล หรือชื่อเดิม กาวิน (Gavin) ฮับบาร์ด เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1978 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ พ่อของเธอเป็นถึงอดีตนายกเทศมนตรีนครโอ๊คแลนด์ และผู้ก่อตั้ง Hubbard Foods เจ้าของแบรนด์ซีเรียลชื่อดังของดินแดนที่ใช้ถ่ายทำหนัง ‘ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์’

ฮับบาร์ดเริ่มเข้าสู่วงการยกน้ำหนักตั้งแต่เด็กเพราะหวังว่ากีฬาชนิดนี้จะทำให้มีความเป็นชายชาตรีมากขึ้น ด้วยความทุ่มเทและเอาจริงเอาจัง เธอสามารถทำผลงานได้ดีถึงขั้นคว้าแชมป์เยาวชนชายระดับชาติในปี 1998 พร้อมทำลายสถิติของประเทศ สามารถยกน้ำหนักรวมได้ถึง 300 กก.

หนุ่มน้อยฮับบาร์ดกลายเป็นนักยกน้ำหนักดาวรุ่งพุ่งแรงจนแฟนกีฬาชาวนิวซีแลนด์ต้องจับตา ทว่าในปี 2001 ขณะอายุเข้าสู่วัย 23 ปี จู่ ๆ เธอก็หมดไฟตัดสินใจเลิกเล่นกีฬาชนิดนี้ และหายหน้าไปจากวงการนานถึง 11 ปี 

ฮับบาร์ดหวนกลับสู่เวทีแข่งขันอีกครั้งในปี 2012 พร้อมข่าวเซอร์ไพร์สแฟน ๆ ด้วยการประกาศว่าผ่าตัดแปลงเพศแล้ว และเลือกกลับลงแข่งในนามจอมพลังสาวภายใต้ชื่อใหม่ว่า ลอเรล

“มันแค่กลายเป็นความหนักเกินที่จะแบกรับไหว” เธอเปิดใจถึงเหตุผลที่หายไปจากวงการยกลูกเหล็กนานกว่าสิบปี หลังจากต้องสู้กับสิ่งที่เธอเรียกว่า “แรงกดดันในการพยายามทำตัวให้เข้ากับโลกซึ่งบางทีไม่ได้สร้างมาเพื่อคนอย่างฉันจริง ๆ”

การหวนกลับสู่วงการยกน้ำหนักบนเส้นทางใหม่ในฐานะจอมพลังสาวถือว่าทำได้ดี ลอเรล ฮับบาร์ดคว้าเหรียญทองรายการนานาชาติได้ 7 รายการ ก่อนประสบปัญหาบาดเจ็บที่ข้อศอก ทำให้ชวดลงแข่งกีฬาเครือจักรภพปี 2018 แต่ก็หายทันลงแข่งขันแปซิฟิกเกมส์ปี 2019 และคว้าเหรียญทองรายการดังกล่าว ก่อนจบอันดับ 6 ในศึกชิงแชมป์โลก และได้ไปแข่งขันโอลิมปิกเป็นครั้งแรก

คณะกรรมการโอลิมปิกนิวซีแลนด์ กล่าวถึงการส่งฮับบาร์ดไปร่วมแข่ง ‘โตเกียว 2020’ แม้วัยจะล่วงเลยไปถึง 43 ปี และเป็นนักยกน้ำหนักอายุมากที่สุดอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์โอลิมปิก โดยให้เหตุผลว่า ฮับบาร์ด คือ แบบอย่างของนักกีฬาที่ดี เธอเป็นผู้กล้าเปิดประเด็นว่าด้วยเรื่องความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

เกณฑ์คัดเลือกนักกีฬาข้ามเพศ

การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (inclusion) เป็นหนึ่งในหลักการที่ไอโอซียึดมั่นมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจัดการแข่งขันโอลิมปิกสมัยใหม่ โดยโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ ในปี 1896 แม้ปิแอร์ เดอ กูเบอร์แตง บิดาผู้ก่อตั้งโอลิมปิกยุคใหม่ ยังคงอนุญาตให้เฉพาะนักกีฬาชายเท่านั้นที่เข้าร่วมการแข่งขันได้

แต่อีก 4 ปีต่อมาใน ‘ปารีส 1900’ ไอโอซีเริ่มตระหนักถึงบทบาทของสตรี และอนุญาตให้มีผู้หญิงลงแข่งขันเป็นครั้งแรก ถึงแม้ปีนั้นนักกีฬาหญิงที่เข้าร่วมจะมีเพียง 22 คนจากนักกีฬาทั้งหมด 997 คน โดยกระจายอยู่ใน 5 ชนิดกีฬา คือ เทนนิส เรือใบ โครเกต์ (กีฬาโบราณคล้ายกอล์ฟ) ขี่ม้า และกอล์ฟ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไอโอซียังคงเดินหน้าส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ จนกระทั่ง ‘โตเกียว 2020’ สัดส่วนของนักกีฬาหญิงมีจำนวนมากที่สุดจนเกือบเทียบเท่านักกีฬาชาย โดยนักกีฬาที่เข้าร่วมทั้งหมดเกือบ 11,000 คน คิดเป็นนักกีฬาหญิงเกือบ 49% เพิ่มขึ้นจาก ริโอ 2016 ซึ่งมีผู้หญิงเข้าร่วมเพียง 45.6%

ส่วนการเปิดโอกาสให้นักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันโอลิมปิก แม้เพิ่งประสบความสำเร็จใน ‘โตเกียว 2020’ แต่ก่อนหน้านั้น ไอโอซีก็ไม่ได้นิ่งเฉย มีการปรับหลักเกณฑ์เพื่อกระตุ้นให้นักกีฬาข้ามเพศลงแข่งขันมาตลอด โดยในปี 2015 ไอโอซีอนุญาตให้นักกีฬาที่เปลี่ยนสถานะจากชายเป็นหญิง สามารถลงแข่งกีฬาประเภทหญิงได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแปลงเพศ ขอแค่ประกาศเป็นหญิงอย่างเปิดเผยมาอย่างน้อย 4 ปี และมีฮอร์โมนเพศชาย หรือเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าระดับ 10 นาโนโมล/ลิตร เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 12 เดือน

นอกจากนี้ ไอโอซียังเปิดโอกาสให้สหพันธ์กีฬาต่าง ๆ สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ของตนเองในการอนุญาตให้นักกีฬาข้ามเพศลงแข่งประเภทเดี่ยว โดยสหพันธ์กรีฑาโลกกำหนดมาตรฐานของเทสโทสเตอโรนของนักกีฬากลุ่มนี้ไว้ที่ระดับไม่เกิน 5 นาโนโมล/ลิตร เช่นเดียวกับสหพันธ์ยกน้ำหนักที่ใช้มาตรฐานเดียวกัน

จากข้อมูลขององค์การสาธารณสุขอังกฤษระบุว่า ปกติผู้ชายจะมีระดับเทสโทสเตอโรนระหว่าง 10 – 30 นาโนโมล/ลิตร โดยแต่ละคนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงอายุและช่วงเวลาของวัน ส่วนระดับเทสโทสเตอโรนของผู้หญิงจะอยู่แค่ 0.7 – 2.8 ดังนั้น นักกีฬาข้ามเพศที่ต้องการลงแข่งประเภทหญิง จึงต้องใช้ยาลดฮอร์โมนเพื่อกดระดับเทสโทสเตอโรนในร่างกายให้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

ส่วนนักกีฬาชายข้ามเพศที่เคยเป็นหญิงมาก่อนไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก เพราะร่างกายและสรีระเดิมที่ติดตัวมา ไม่น่าจะเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้นักกีฬาชายโดยกำเนิดทั่วไปรู้สึกวิตกกังวล

ความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม แม้ไอโอซีจะมีหลักเกณฑ์การวัดระดับฮอร์โมนเพศชายเพื่อคุมข้อได้เปรียบของนักกีฬาข้ามเพศที่เคยเป็นชายและมาลงแข่งในประเภทหญิงอย่างในรายของฮับบาร์ด แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เสียงวิจารณ์เรื่องความเหมาะสม และความยุติธรรมเงียบลง

“ทำไมเราไม่จัดการแข่งขันให้คนกลุ่มนี้แยกไปเลยล่ะ” ซิฟา เตาโมเอโป เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกตองก้า เสนอทางออกให้กับนักกีฬาข้ามเพศ

“ปัญหาก็คือ มันมีความไม่เท่าเทียมกันเมื่อฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเริ่มทำงาน เบื้องต้นก็คือการสร้างคุณลักษณะของเพศชาย ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดในช่วงเข้าสู่วัยรุ่นวัยหนุ่มสาว” รอส ทัคเกอร์ ศาสตราจารย์วิทยาศาสตร์การกีฬา และผู้จัดพอดแคสต์ Science of Sport กล่าวกับบีบีซี โดยยกผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า นักกีฬาข้ามเพศอย่างฮับบาร์ด มีความได้เปรียบนักกีฬาหญิงโดยกำเนิดทั่วไปจริง

“เรากำลังพูดถึงเรื่องกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมันในร่างกายที่ลดลง และขนาดของปอดและหัวใจที่ใหญ่ขึ้น ทั้งหมดนี้มีผลต่อการเพิ่มข้อได้เปรียบด้านความแข็งแรงและสมรรถภาพร่างกาย

“ทันทีที่ร่างกายได้รับผลกระทบจากเทสโทสเตอโรน คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการแค่ลดระดับเทสโทสเตอโรนลง

“เรายังมีผลการศึกษาที่ยืนยันเรื่องนี้และสรุปว่า แม้จะมีการกดเทสโทสเตอโรนให้ลดลงตามกติกา แต่ข้อได้เปรียบตกค้างที่ยังเหลืออยู่อย่างมีนัยสำคัญ มันทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในการข้ามเพศมาแข่งกีฬาประเภทหญิง”

ข้อถกเถียงนี้ดูเหมือนจะเป็นที่รับทราบของไอโอซี โดยไอโอซีเปิดเผยว่า หลังจบ ‘โตเกียว 2020’ จะมีการประเมินหลักเกณฑ์เรื่องนักกีฬาข้ามเพศอีกครั้งเพื่อพยายามหาจุดสมดุลระหว่าง 2 หลักการสำคัญของโอลิมปิก นั่นคือ หลักการว่าด้วยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และการให้ความยุติธรรม (fairness) อย่างเท่าเทียมกัน

“ฉันขอชื่นชมไอโอซีที่ยึดมั่นในการทำให้เกมกีฬาสามารถเข้าถึงได้ และหลอมรวมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน

“ฉันคิดว่าสหพันธ์ยกน้ำหนักโลกก็เช่นกันที่แสดงให้เห็นว่า กีฬายกน้ำหนักเป็นกิจกรรมที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้”

ลอเรล ฮับบาร์ด กล่าวขอบคุณผู้เกี่ยวข้องเพียงสั้น ๆ หลังเดินออกจากการแข่งขันโอลิมปิกโดยไม่มีเหรียญรางวัลติดมือ 

ถึงแม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปอย่างที่เธอและชาวนิวซีแลนด์คาดหวัง และ ‘โตเกียว 2020’ อาจเป็นโอลิมปิกครั้งสุดท้ายในชีวิตของนักยกลูกเหล็กวัย 43 ปี แต่อย่างน้อยการมาปรากฏตัวของลอเรล ฮับบาร์ด ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับกีฬาโอลิมปิก และทำให้เกิดข้อถกเถียงอื้อฉาวในทางที่ดี 

เป็นการจุดประกายและตอกย้ำให้สังคมรับรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่หญิงกับชาย แต่ยังมีความหลากหลาย และถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหันมาใส่ใจมากขึ้น เพื่อทำให้โอลิมปิกกลายเป็นมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

 

ข้อมูลอ้างอิง:

https://www.bbc.com/sport/olympics/58054891

https://www.nytimes.com/2021/08/02/sports/olympics/weight-lifting-Laurel-Hubbard-transgender.html

https://edition.cnn.com/2021/08/02/sport/laurel-hubbard-olympics-weightlifting-spt-intl/index.html

https://www.npr.org/sections/tokyo-olympics-live-updates/2021/08/02/1023724506/trans-weightlifter-laurel-hubbard-tokyo-olympics

 

ภาพ: Getty Images


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอแมนฯยูฯ อดีตนักบัญชี ชายผู้ที่แฟนบอลเรียก “ลอร์ดเอ็ด” กับชีวิตที่ตัวเลขพาไปเจอกับฟุตบอล

โลแกน พอล: จากยูทูเบอร์ผู้อื้อฉาว ก้าวสู่สังเวียนเพื่อลบคำสบประมาทว่าเป็นแค่ ‘มวยโชว์’

เด็ก 10 คนกับฝันที่รวมเป็น 1 เรื่องราวของอดีตเด็กติดเกม แรปเปอร์ นักสู้ ที่ใช้ “ฟุตบอล” เปลี่ยนชีวิต


นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาที่ปั้นทีมจนขึ้นจ่าฝูง

ซิมง เคียร์: กัปตันเดนมาร์ก ผู้พิสูจน์ความเป็นผู้นำที่วัดด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด

อดัม จอห์นสัน นักฟุตบอลที่อาชีพพัง เพราะล่วงละเมิดทางเพศแฟนบอลหญิงอายุ 14

เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน: คืนความสุขให้สาวกผี คุมทีม 7 ปี ถึงได้แชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก

นาโอยะ อิโนอุเอะ “ไอ้ปีศาจ” เจ้าของหมัดทำลายตับยิ่งกว่าแอลกอฮอล์