Post on 25/11/2019

ลีรอย โรซีเนียร์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลที่โดนไล่ออกเร็วที่สุดภายใน 10 นาที

ในฤดูกาล 2019-2020 พรีเมียร์ลีกอังกฤษมีผู้จัดการทีมหรือหัวหน้าผู้ฝึกสอนเป็นคนผิวดำกี่คน?

คำตอบคือ 1 คน นั่นคือ นูนู อึชปีรีตู ซังตู (Nuno Espírito Santo) จากทีมวูฟแฮมตันวันเดอร์เรอร์ส ที่มีปู่เป็นผู้อพยพชาวแอฟริกัน (Wolvesblog)

การเป็นโค้ชผิวดำยังคงเป็นเรื่องยากแม้แต่ในยุคปัจจุบัน ถึงแม้จะมีการรณรงค์ต่อต้านการเลือกปฏิบัติด้วยสีผิวหรือชาติกำเนิดอย่างกว้างขวาง แต่โอกาสที่โค้ชผิวดำจะได้คุมทีมในลีกสูงสุดของอังกฤษก็ยังคงมีน้อย (แต่ก็เคยมี ไม่ใช่ไม่เคยเลย เช่น รุด กุลลิท ตำนานกองกลางชาวดัตช์ที่เคยคุมเชลซี หรือ คริส ฮิวจ์ตัน อดีตกองหลังริมเส้นของสเปอร์ส ที่เคยคุมทีมในพรีเมียร์ลีกหลายทีม เป็นต้น)

มันจึงยิ่งยากขึ้นไปอีกหากย้อนกลับไปอีกสิบปียี่สิบปี หากได้รับโอกาสก็อาจเป็นเพียงแค่การขัดตาทัพ เหมือนเช่น ลีรอย โรซีเนียร์ (Leroy Rosenior) อดีตกองหน้าเชื้อสายเซียร์ราลีโอนของเวสต์แฮม ที่เคยได้รับการแต่งตั้งให้คุมทีมเล็ก ๆ แต่ก็ถูกไล่ออกภายใน 10 นาที ระหว่างที่เขายังอยู่ระหว่างการแถลงข่าวแต่งตั้งนั่นเอง  

ครอบครัวของโรซีเนียร์ย้ายมาอยู่อังกฤษในช่วงทศวรรษ 1950s โดยลงหลักปักฐานอยู่ในย่านบริกซ์ตัน ของลอนดอนใต้ เขาเกิดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1964 เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพให้กับทีมดังในลอนดอนอย่าง ฟูแลม ควีนส์พาร์กเรนเจอร์ส และเวสต์แฮม แต่ก็ต้องแขวนเกือกตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่า จึงหันไปเอาดีด้านการเป็นโค้ช ตามด้วยการเป็นนักวิจารณ์ฟุตบอล

โรซีเนียร์เจอกับการเหยียดผิวตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง ตอนที่เขาอายุได้ราว 17 ปี ขณะลงเล่นให้กับฟูแลม เมื่อเขาผ่านไปยังอัฒจันทร์ฝั่งแฟนบอลลีดส์ยูไนเต็ด แฟนบอลนับหมื่นของยูงทองก็กู่ร้องใส่เขาอย่างพร้อมเพรียงว่า “sieg-heil” พร้อมแสดงท่าสดุดีแบบนาซี ซึ่งโรซีเนียร์กล่าวถึงเหตุการณ์นั้นในภายหลังว่า 

“มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่ผมเคยเจอ ความเกลียดชังปรากฏชัดในสายตาพวกเขา หลังจบเกมผมกลับมาคิดว่า ผมควรจะเล่นต่อหรือไม่ ผมคิดถึงการเลิกเล่นขึ้นมาจริง ๆ เลย ณ ตอนนั้น

“แต่สุดท้าย ผมคิดว่า ยังไงผมก็ยังอยากเป็นนักฟุตบอล แล้วนั่นก็เป็นราคาที่ผมจำต้องยอมจ่าย” (Mirror)

เมื่อย้ายไปอยู่กับเรนเจอร์สในปี 1985 เพียงลงเล่นนัดเปิดตัวนัดแรกให้กับทีมทหารเสือราชินี (ฉายาในประเทศไทยซึ่งไม่ได้เชื่อมโยงกับฉายาในภาษาอังกฤษ เพราะคำว่า ควีนส์พาร์ก จริง ๆ เป็นชื่อย่านหนึ่งในลอนดอนซึ่งมาจากชื่อของสวนสาธารณะ ไม่ใช่ชื่อกองทหาร) ก็ทำให้ครอบครัวเห็นความโหดร้ายของการเหยียดผิวของแฟนบอลในสนาม จนพวกเขาไม่กล้าเดินทางไปให้กำลังใจเขาอีกเลย ซึ่งโรซีเนียร์เองก็เห็นด้วย เพราะมันดีกว่าที่เขาจะมากังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวจนไม่มีสมาธิในการเล่น 

ไม่เพียงแต่แฟนบอลในสนาม คู่แข่งของทีมตรงข้ามก็เหยียดเขาไม่แพ้กัน บางคนก็ล้อเขาว่า “เฮ้ย ไม่เคยเห็นหน้าเอ็งมาก่อนเลย เพิ่งลงจากเรือกล้วยเหรอวะ?” (เรือกล้วยเป็นคำที่ใช้ล้อผู้อพยพจากหมู่เกาะอินเดียตะวันตก เพราะกล้วยเป็นสินค้าสำคัญของพื้นที่แถบนี้ และผู้อพยพจากหมู่เกาะอินเดียตะวันตกก็มักจะเป็นอดีตทาสที่ถูกจับจากแอฟริกาไปขายอีกที คนกลุ่มนี้จึงมักเป็นคนผิวดำ แต่ในข้อเท็จจริงครอบครัวของโรซีเนียร์อพยพมาจากประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งคนล้อก็ไม่แยกแยะอยู่แล้ว) หรือบ้างก็ส่งเสียงขู่เหมือนเสียงไล่สัตว์ไม่ให้เข้าใกล้ก็มี

หลังจบเกมนักเตะผิวขาวที่เหยียดผิวเขาก็จะทำทีมาขอจับมือ แล้วก็บอกว่า ไม่เคืองกันนะ แค่ล้อเล่น” ซึ่งเป็นคำที่เขาได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลาการเป็นนักฟุตบอล จนเขาเลือกใช้มันเป็นชื่อหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง (Telegraph)

เมื่อต้องจบชีวิตการค้าแข้งก่อนระยะเวลาอันควร โรซีเนียร์หันไปจับงานเป็นผู้ฝึกสอน จนมีโอกาสได้แสดงฝีมือเต็มตัวในฐานะผู้จัดการทีมในปี 2002 ให้กับทอร์คีย์ยูไนเต็ด ทีมในลีกทู (อยู่ในลำดับที่ 4 ของระบบลีกอังกฤษรวมถึงพรีเมียร์ลีกด้วย) ซึ่งเขาพาทีมยกระดับขึ้นมาได้อย่างน่าชื่นชม เปลี่ยนจากทีมที่ลุ้นหนีตกชั้นให้ขึ้นมาอยู่ในครึ่งบนของตารางได้ในฤดูกาลแรก และพาทีมขึ้นสู่ลีกวันได้สำเร็จในฤดูกาลที่ 2 แต่อยู่ได้เพียงฤดูกาลเดียวก็ต้องตกลงไปอยู่ลีกทูเช่นเดิมในฤดูกาลที่ 3 และพอถึงครึ่งทางของฤดูกาลที่ 4 เขากับสโมสรก็ตกลงยกเลิกสัญญากันแต่โดยดี เมื่อผลงานของทีมยังเป็นที่น่าผิดหวัง

โรซีเนียร์เชื่อว่า การพาทอร์คีย์ขึ้นสู่ลีกวันได้สำเร็จน่าจะเป็นผลงานที่ทำให้ใบสมัครงานของเขาน่าสนใจสำหรับหลายสโมสร แต่ก็มีแค่ไบรตันทีมจากลีกสูงกว่าแค่ทีมเดียวที่สนใจในตัวเขา และติดต่อมาในเวลาที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุด แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้งานนั้น เมื่อตกงาน เขามีโอกาสได้แสดงฝีมืออีกครั้งกับเบรนต์ฟอร์ด ทีมจากลีกวัน ซึ่งช่วงแรกเขาทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจเมื่อสามารถพาทีมไม่แพ้ใครได้ 7 นัดติดต่อกัน 

แต่หลังจากนั้นโรซีเนียร์ก็ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้อีก และแพ้ถึง 7 จาก 11 นัด ทำให้เขาถูกไล่ออกตั้งแต่ยังแข่งได้ไม่ถึงครึ่งทาง และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้แสดงฝีมือในฐานะผู้จัดการทีม

อย่างไรก็ดี เรื่องไม่ได้จบลงแค่นั้น (ถ้าจบแค่นั้นผู้เขียนคงโดนด่า) เพราะโรซีเนียร์ยังได้สร้างตำนานเป็นผู้จัดการทีมที่โดนไล่ออกเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ในระยะเวลาเพียง 10 นาที หลังได้รับการแต่งตั้ง 

เรื่องมีอยู่ว่า ทอร์คีย์ยูไนเต็ดทีมเก่าของเขาในลีกทู เจอวิกฤตการเงินอย่างรุนแรงระหว่างฤดูกาล 2006-2007 ผลงานของทีมก็ย่ำแย่ มีการปลดผู้จัดการทีมมา 2 ครั้งก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งเป็นคนที่ 3 ของฤดูกาล

“ประธานโทรมาหาผมบอกว่า เขาอยากจะขายสโมสร แต่ตอนนี้ยังไม่มีผู้จัดการทีม จึงขอให้ผมไปออกงานแถลงข่าวให้หน่อย พอผมแถลงเสร็จ เขาก็โทรมาบอกผมว่า เขาขายสโมสรทิ้งไปแล้ว ระหว่างการแถลงข่าวxxลากนั่นแหละ” โรซีเนียร์กล่าว (อาจจะฟังดูแปลกแต่ก็ไม่แปลก เพราะในยามวิกฤตเช่นนั้น ประธานคนใหม่ก็อยากได้คนที่ตัวเองไว้ใจมากมาช่วยกู้สถานการณ์ ซึ่งประธานก็คงเห็นว่า โรซีเนียร์ยังไม่ใช่คนที่ใช่)

นับแต่นั้นมา โรซีเนียร์ก็ไม่ได้รับข้อเสนองานคุมทีมจากทีมระดับสโมสรอีกเลย (ไม่รวมคุมทีมชาติเซียร์ราลีโอนระยะสั้น ๆ) แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่สนใจของสื่อโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเขาก็ไม่ได้รังเกียจเพราะมันกลายเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เข้ามาทำงานสื่อรับหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ฟุตบอลแทน และมีโอกาสได้ผลักดันเรื่องการแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและการเหยียดผิวในวงการฟุตบอล

“ในฟุตบอลลีกมีผู้จัดการผิวดำแค่สามคนในตอนนี้ (2017) ผมว่ามันต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแล้วแหละ” โรซีเนียร์กล่าว ก่อนเสริมว่า “จอห์น บาร์นส์ (อดีตปีกผิวดำของลิเวอร์พูล) พูดไว้ดีมากเลยตอนที่บอกว่า ผู้จัดการทีมผิวดำจะมีโอกาสให้ล้มเหลวได้สักกี่ครั้งกัน”

โรซีเนียร์ผลักดันเรื่องการขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติและการเหยียดเชื้อชาติในวงการฟุตบอลมายาวนานนับสิบปี และได้รับตำแหน่งรองประธานกลุ่มที่เรียกว่า “Show Racism The Red Card” (แจกใบแดงให้การเหยียดเชื้อชาติ) ซึ่งการทำหน้าที่ในการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของเขาก็ได้เข้าตาของรัฐบาลจนทำให้ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติคุณชั้น MBE (Member of the Most Excellent Order of the British Empire-เป็นชั้นล่างสุดของลำดับอัศวิน จากทั้งหมด 5 ชั้น ซึ่งชั้นสูงสุดจะได้รับเกียรติเรียกว่า “เซอร์”) เมื่อปลายปี 2018

“มันก็ดีนะที่ได้ MBE มาต่อท้ายชื่อ ว่าแต่ผมจะใช้มันทำอะไรได้ในการผลักดันเรื่องนี้ (ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ)?” โรซีเนียร์กล่าว (BBC

“เราเพิ่งได้เห็นเหตุการณ์หมาด ๆ กับกรณีของราฮีม สเตอร์ลิง (ถูกแฟนเชลซีเหยียดในเกมที่แมนเชสเตอร์ซิตีแพ้ในบ้านเชลซี) มันก็ตลกนะ คนมักจะบอกว่า การเหยียดเชื้อชาติมันไม่มีแล้วตอนนี้ เพราะพวกเขาไม่เคยได้เห็นมันไง

“คุณจะไม่คิดว่ามันเกี่ยวกับคุณ จนกว่าคุณจะได้เห็นเอง ได้เจอกับตัวเอง สิ่งสำคัญในเรื่องเหยียดเชื้อชาติก็คือ มันจำเป็นต้องปรากฏบนหน้าสื่อเพื่อที่คุณจะได้รับการอุดหนุนในการทำหน้าที่และช่วยสร้างความสมัครสมานในสังคมต่อไป” อดีตกองหน้าขุนค้อนเวสต์แฮมกล่าวทิ้งท้าย

 

*แก้ไขข้อมูลคลาดเคลื่อนที่ระบุว่าไม่มีผู้จัดการทีมผิวดำเลยในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 วันที่ 26 พฤศจิกายน /2019 เวลา 15.30 น.


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

โมฮาเหม็ด ซาลาห์: ขวัญใจลิเวอร์พูล มุสลิมผู้ทำลายกำแพงศาสนาในอังกฤษ

เฉลิมพงษ์ พันธุ์ภู่ – “เนะ ปิงปองโนแฮนด์” นักตบลูกเด้งผู้ไม่เคยยอมแพ้

มาร์เซโล บิเอลซา น้ำใจนักกีฬา สำคัญกว่าชัยชนะ

ไมเคิล โอเว่น ตำนานหงส์ที่ยอม “ทรยศ” แฟนบอลเพื่อเป็น “แชมป์” กับผี

บิลลี บีน แห่งทีมเบสบอล Oakland Athletics วิเคราะห์สถิติตัวเลขเกมกีฬา ที่มาความเจ๋งของลิเวอร์พูล

พอล แกสคอยน์ นักเตะอัจฉริยะผู้ใช้เวลา 20 ปี ในการเอาชนะการติดแอลกอฮอล์

เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอแมนฯยูฯ อดีตนักบัญชี ชายผู้ที่แฟนบอลเรียก “ลอร์ดเอ็ด” กับชีวิตที่ตัวเลขพาไปเจอกับฟุตบอล

“สแตน สมิธ” กับเรื่องราวของเทนนิสสู่รองเท้าระดับตำนานของอาดิดาส “บางคนคิดว่าผมเป็นรองเท้า”