Post on 11/06/2019

และแว นอยะธา ทหารพม่า ยกอยุธยาตีแตกยาก ดั่ง “เมืองคนบิน”

นายทหารพม่าผู้มีราชทินนามว่า และแว นอยะธา นามเดิมคือ อูเมี๊ยตต่าเหน่ (พ.ศ.2266-2334) ได้เข้าร่วมรบในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดยมากับทัพของเนเมียวสีหบดี ซึ่งยกทัพเข้ามาทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ ผ่านเข้ามาทางเมืองเชียงใหม่ ลำปาง สวรรคโลก พิชัย พิษณุโลก นครสวรรค์ สิงห์บุรี  มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา

สิ่งที่น่าสนใจคือเขาเล่าเหตุการณ์เสียกรุงศรีฯ ครั้งที่ 2 และแสดงทัศนะต่อเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในงานเขียนของเขาโดยเปรียบเมืองอยุธยาเป็นเมืองคนบิน!

การเล่าเหตุการณ์เสียกรุงศรีฯ ครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 มีเรื่องเล่ามากมายหลายกระแสเสียง แต่เรื่องเล่าที่มักนำมาเล่าและผลิตซ้ำในนิยายและละครอิงประวัติศาสตร์ไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือ การไล่ตามหาตัวผู้ร้ายที่คิดคดทรยศบ้านเมือง ตามหาว่าใครเป็นคนเปิดประตูให้ข้าศึกเข้ามาในกรุงศรีฯ ถามหาว่าใครเป็นไส้ศึกเพื่อจะรุมประณาม หรือการกล่าวหาว่าเป็นเพราะราชวงศ์บ้านพลูหลวงนั่นแหละ ซึ่งทั้งหมดยังผูกติดอยู่กับชุดความรู้กรณีกรุงแตกภายใต้กรอบโครงเดิม ๆ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมานาน

แต่ในที่นี้ เราลองมามองเรื่องเล่าของนายทหารพม่าผู้รู้เห็นเหตุการณ์กรุงศรีฯ แตกกันบ้าง

และแว นอยะธา อาศัยเหตุการณ์ที่ตนได้พบเห็นและมีส่วนร่วมมาเป็นวัตถุดิบเรียงเป็นบทร้อยกรองที่ไพเราะและพรรณนาเหตุการณ์ครั้งนั้นได้อย่างละเอียดลออ บทร้อยกรองของเขามีชื่อว่า “โยดะยาหน่ายหม่อกูน” หรือที่ผมแปลว่า ลิลิตโยดะยาพ่าย/ลิลิตอยุธยาพ่าย

โยดะยาหน่ายหม่อกูน เป็นงานประพันธ์ประเภทหม่อกูนซึ่งคล้ายลิลิตของไทย มีวัตถุประสงค์ในการแต่งเพื่อประกาศเกียรติคุณบุคคลสำคัญ เช่น กษัตริย์ หม่อกูนใช้คำประพันธ์ประเภทกลอนสี่แบบพม่าคือ บาทหนึ่งมีสี่พยางค์รับส่งกันไป มีจำนวน 46 บท

เนื้อหาของลิลิตโยดะยาพ่าย แบ่งเป็น 5 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วยส่วนที่ 1 ว่าด้วยพันธกิจการตีกรุงศรีฯ เป็นมรดกที่พระเจ้ามังระต้องสานสืบต่อจากพระเจ้าอลองพญาซึ่งทำค้างมือไว้ และกล่าวถึงการรวบรวมกองทัพพม่าเพื่อไปตีล้านนาและล้านช้าง รวมถึงระบุชื่อแม่ทัพนายกองที่สำคัญ  

ส่วนที่ 2 ว่าด้วยการยกทัพจากล้านนา ไล่ตีเมืองรายทางลงมายังกรุงศรีฯ ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการตั้งรับศึกอย่างเข้มแข็งของอยุธยา และการรบเพื่อหาทางเข้าปิดล้อมกำแพงกรุงศรีฯ แบบปิดตาย ส่วนที่ 4 ว่าด้วยสภาพกรุงศรีฯ ก่อนกรุงแตก ฝ่ายอังวะใช้วิธีขุดอุโมงค์เข้าไปเผาฐานรากกำแพงจนพังครืนลงมา ทำให้ทัพอังวะสามารถเข้าเมืองได้ และส่วนที่ 5 ว่าด้วยการบำเหน็จรางวัลอวยยศแก่แม่ทัพนายกอง ประกาศสรรเสริญเกียรติคุณของพระเจ้ามังระ และบรรยายความสูญเสียที่เกิดขึ้นของทั้งสองฝ่าย

การอ่านงานวรรณกรรมชิ้นนี้พบว่า สิ่งที่นายทหารรายงานสดจากค่ายปากน้ำประสบหรืออาจเป็นค่ายโพธิ์สามต้น ใน พ.ศ.2310 เล่าว่าการที่จะพิชิตกรุงศรีฯ ให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากกว่าทุกเมืองที่เคยไปมา เพราะเขาเล่าว่าชัยภูมิของอยุธยาได้เปรียบและเป็นเมืองที่มีที่ตั้งดีเยี่ยม ทัพอังวะเข้าปิดล้อมกรุงศรีฯ ทุกทิศทางเป็นเวลานานกว่า 14 เดือน เขารายงานว่าทางกรุงศรีฯ มีการเตรียมรับศึกเป็นอย่างดี โดยใช้วิธีรับศึกด้วยวิธีอุทกปราการใช้มวลน้ำเป็นปราการป้องกันกรุง

ยุทธวิธีอุทกปราการ ทำให้ทัพอังวะต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธี เขารายงานว่าแม่ทัพใหญ่คือเนเมียวสีหบดี เรียกนายกองต่าง ๆ ประชุมด่วน เพื่อวางหมากรุกฆาตกรุงศรีฯ ใหม่ มีมติให้ใช้กลศึกของพระมโหสถคือการขุดอุโมงค์สายเข้าไปในเมือง กลศึกพระมโหสถนี้ นักวิชาการสมัยใหม่เรียกว่า “tunnel warfare”

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ก็มิได้เป็นข้อมูลใหม่อะไร เพราะมีเล่าอยู่ในพงศาวดารไทยและพม่า แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เมื่ออ่านงานของนายทหารผู้นี้คือ ฝ่ายอังวะตะลึงในความยิ่งใหญ่ของกรุงศรีฯ เขากล่าวย้ำแล้วย้ำอีกไว้ในลิลิตโยดะยาพ่ายว่า กรุงศรีฯ เข้มแข็งและมั่งคั่ง ทหารกรุงศรีฯ รบป้องกันพระนครอย่างแข็งขัน  

เมื่ออ่านถึงกลอนบทที่ 32  ผมสะดุดโดนกับคำเปรียบที่นายทหารกวีผู้นี้ใช้เปรียบกรุงศรีฯ ว่า ขนาดปิดล้อมชนิดปิดตายมานานแล้วยังไม่สามารถตีเมืองได้ ชะรอยว่าจะเหมือนกับ “เมืองคนบิน”

พอพูดว่าตียากเหมือน “เมืองคนบิน” แวบแรกทำให้นึกถึงเมืองเป๊ะตะโนหรือเมืองพิษณุอันเป็นเมืองในวัฒนธรรมปยู ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5-7 ร่วมสมัยกับยุคทวารวดีในดินแดนไทย เมืองเป๊ะตะโนนี้ก็พิชิตได้ยากมาก สมัยพระนางปั่นถวานั่งเมือง เวลามีศัตรูมารุกรานจะตีกลองใบใหญ่มหึมาเป็นสัญญาณ สิ้นเสียงกลองจะมีมวลน้ำหลากไหลมาตามคูคลองที่เป็นปราการ เอ่อท่วมรอบเมืองทำให้ศัตรูจมน้ำตาย

แต่ และแว นอยะธา เปรียบอยุธยากับเมืองคนบิน เมืองเป๊ะตะโนไม่มีเรื่องคนบิน ตำนานเมืองคนบินอยู่ในราชวงศ์ปกรณ์ยะไข่ ในตอนต้น ๆ เล่าว่า พี่น้องวาสุเทวะทั้งสิบ ซึ่งเป็นเจ้าชาย มีเจ้าชายวาสุเทวะเป็นพี่ใหญ่ ต้องการเข้าตีเมืองตั่นดแว (เมืองท่าโบราณที่มีความสำคัญอยู่ในรัฐยะไข่) แต่ไปตีกี่ครั้งกี่หนก็ไม่ได้เสียที เพราะเมืองตั่นดแวเป็นเมืองติดทะเล มีแม่น้ำล้อมรอบ ด้านหลังเป็นภูเขาสูง เมืองนี้มีเหล่ายักษ์เฝ้ารักษาเมืองจำนวนมาก  

นายทหารผู้นี้รายงานว่า กองทัพอังวะยกมาแบบมืดฟ้ามัวดิน นอกจากพลอังวะแล้วยังมีไพร่พลที่ตีเก็บได้ตามรายทาง ไม่ว่าจะเป็น ไพร่พลเชียงใหม่ ลำปาง เงี้ยว ลื้อ เขิน ลาว  สวรรคโลก พิชัย พิษณุโลก ฯลฯ เติมเพิ่มสมทบกันเข้าไปอีกพสุธากระหน่ำระส่ำระสาย นั่นยังไม่พอ ยังขนอาวุธปืนใหญ่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “มยะตะปู่” มีปากกระบอกปืนกว้าง 4-6 นิ้ว ลำปืนยาว 4-6 ฟุต น้ำหนักเบาขนย้ายได้ง่ายและมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาอีกเป็นจำนวนมาก มยะตะปู่เป็นอาวุธที่สำคัญในกองทัพพม่า พบหลักฐานว่าเริ่มใช้มากตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15    

การปิดล้อมตีกรุงศรีครั้งนี้ต้องใช้ทั้งพละกำลังอาวุธที่ทันสมัย แค่นี้ไม่พอยังต้องมีปฏิภาณไหวพริบ ปัญญาและความเพียรเป็นเลิศอีกด้วย เขารู้สึกว่าทำไมเมืองนี้ถึงได้เข้าตีได้ยากเย็นเช่นนี้ จึงยกเปรียบเมืองอยุธยานี้ว่าเหมือนกับ “เมืองคนบิน”

ความลับของเมืองนี้คือ ถ้ามีศัตรูบุกเข้ามารุกรานถึงชานเมือง ตัวลาที่อยู่นอกกำแพงเมืองจะคอยทำหน้าที่ตรวจจับคนแปลกปลอมเข้าเมือง และจะให้เสียงเป็นสัญญาณว่ามีศัตรูบุก พอคนในเมืองได้ยินเสียงลา ยักษ์เฝ้าเมืองจะร่ายมนต์วิเศษทำให้คนที่อยู่ในเมืองทั้งหมดบินได้ คนในเมืองจะบินหลบหนีออกไปหลบอยู่ที่เกาะลับกลางมหาสมุทร เมื่อศัตรูยกทัพกลับ ลาตัวเดิมจะให้เสียงสัญญาณความปลอดภัย ผู้คนจะบินกลับเข้าเมืองดังเดิม เป็นอยู่อย่างนี้ ทำให้เมืองนี้ไม่เคยเสียแก่ศัตรู

ฝ่ายเจ้าชายวาสุเทวะพร้อมด้วยพี่น้องจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไร จึงไปขอคำปรึกษาจากฤษีตนหนึ่ง ฤษีแนะนำว่าให้ไปประจบลาตัวนั้น ทำทีว่าเข้าไปขอเป็นลูกน้องลา พี่น้องวาสุเทวะทั้งสิบเข้าไปลูบหางลา อ้อนวอนคุกเข่าแทบเท้าลาเพื่อขอสวามิภักดิ์และล่อลวงให้ลาตัวนั้นบอกความลับ  

เมื่อพี่น้องวาสุเทวะเข้ามาประจบประแจงเป็นลูกน้อง ลาก็หลงเผยความลับว่าให้ลอบเข้าเมืองตอนเที่ยงคืนพอดี ใช้ตอม่อเหล็กปักไว้ที่ประตูเมืองทั้งสี่ แอบซุ่มที่ประตูเมืองและเตรียมวงแหวนเหล็กกลมติดไว้ที่ปลายท่อนเหล็ก เมื่อลาตัวนั้นส่งสัญญาณให้เสียงเหมือนทุกครั้งว่ามีศัตรูบุกรุกมา ให้พี่น้องวาสุเทวะนำวงแหวนเหล็กที่ติดไว้กับท่อนเหล็ก สวมลงไปที่ตอม่อเหล็กที่ปักไว้ตามประตูเมือง จะทำให้มนตร์ของยักษ์เสื่อม คนในเมืองก็ไม่สามารถบินหนีออกไปที่เกาะลับได้ เมื่อทำตามนั้น พวกพี่น้องวาสุเทวะก็สามารถเข้าไปในเมืองเพื่อจับตัวกษัตริย์ที่บินหนีไม่ได้แล้วสังหารเสีย จากนั้นก็ยึดและเข้าปกครองเมืองคนบินนี้แทน

การยกอุปมา “เมืองคนบิน” ทำให้เห็นว่าอังวะต้องใช้วิทยายุทธ์หลากหลายในการพิชิตกรุงศรีฯ เข้าทำนองว่าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ข้อมูลที่เอามาตีแผ่ทำให้เห็นฝ่ายตรงข้ามมองกรุงศรีฯ ว่ามิได้อ่อนแอและเข้าตีได้โดยง่าย ตรงกันข้ามกรุงศรีฯ ก็ยื้อเวลาป้องกันพระนครจนสุด ๆ แล้วแต่เสียเปรียบมากเพราะถูกปิดตาย ไม่มีกำลังพลมาเติม และฝ่ายตรงข้ามก็รู้ความลับเรื่องมวลน้ำแล้ว

การยกอุปมาว่าอยุธยาดั่งเมืองคนบิน อาจมองว่าเป็นการเสริมให้เห็นความเก่งกล้าของอังวะขึ้นไปอีก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง สอดคล้องกับที่ปิดล้อมกรุงศรีฯ อยู่เป็นปีกว่า จนหลังวันกรุงแตกนายทหารยังรายงานว่าเหมือนโลกแตกถล่มทลาย อุทกปราการรอบกรุงแดงฉานไปด้วยดอกบัวแดงที่ลอยเหนือผิวน้ำ นั่นคือสภาพหลังกรุงแตกซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดและศพคนตาย กลายเป็นความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย

ถ้าเราขยับขยายมุมมองออกไปอีกด้วยการมองว่า สงครามอังวะกับอยุธยาสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์โลก กรณีกรุงศรีฯ แตกเป็น trend ตามทฤษฎี Domino คือล้มตามกัน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกันในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวคือ กรุงศรีฯ แตก เสียกรุงตั้งกรุงธนฯ-กรุงเทพฯ ค.ศ.1767-1791 ราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟูของพม่าล่มสลายเพราะกบฏมอญ ตั้งวงศ์อลองพญา ค.ศ.1752 ตระกูลเหงียนกับตระกูลตรินห์ของเวียดนามรบกันแยกตัวจากกัน ค.ศ.1773  อาณาจักรมะตะรัมในอินโดนีเซียล่ม เกิดขั้วอำนาจใหม่คือราชวงศ์ยกยาการ์ต้าและสุราการ์ตา ค.ศ. 1756

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า และแว นอยะธา เป็นอีกผู้หนึ่งที่ควรพิจารณาในฐานะผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในเวลาที่นักประวัติศาสตร์พูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงกรุงศรีฯ แตก เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ว่า เราเล่าอย่างไรและเขาเล่าอย่างไร ซึ่งอาจช่วยปรับมุมมองและขยายองค์ความรู้ให้กว้างขวางออกไป และเข้าใจกรณีกรุงแตกได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

เรื่อง: วทัญญู ฟักทอง

ภาพ: รูปวาดนายทหารร่วมสมัย (มิใช่ภาพ และแว นอยะธา) ของห้องสมุด วิคตอเรีย อัลเบิร์ต (Victoria and Albert Museum) 

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

ยูจีน สไตแนก ผู้เสนอ บำบัดเกย์ด้วยการปลูกถ่ายอัณฑะ

ปีเตอร์ เฟกเตอร์ การตายที่น่าสลดใจข้างกำแพงเบอร์ลิน

มาร์ทิล แลงส์ดอร์ฟ คนสร้าง นาฬิกานับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก

รู้จัก ชิเงรุ มิซึกิ เจ้าของผลงาน อสูรคิทาโร อดีตทหารเกณฑ์ที่เสียแขนซ้ายในสงครามโลกครั้งที่ 2

แม่ชีแหม่กีง แม่ชีหัวก้าวหน้าแห่งเมียนมา เปลี่ยนแม่ชีสีชมพูเป็นเพศชาย

เลนนี บรูซ ใช้ “ตลก” ท้าทายขีดจำกัดการแสดงความคิดเห็น

ควีนแอนน์ ประมุขอังกฤษคนสุดท้ายที่ใช้อำนาจแทรกแซงรัฐสภา

ผู้มีสถานะได้เปรียบทางสังคมในสหรัฐฯ (เคย) ใช้แบบทดสอบความรู้ กีดกันประชาชนจากการเลือกตั้ง