Post on 04/12/2019

ลูอิส แฮมิลตัน ขับดุทลายกำแพงสีผิว ซิ่งระห่ำสู่แชมป์โลก 6 สมัย

นักกีฬาอาชีพ ไม่ว่าจะแข่งกีฬาประเภทไหนล้วนใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่งจะขอไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์แค่สักครั้งก็เกินพอ แต่สำหรับนักแข่งรถสูตรหนึ่ง (Formular 1 – F1) อย่าง ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) เขาไปไกลกว่าที่ใครหลาย ๆ คนฝันมากแล้ว เพราะเขาเพิ่งได้แชมป์สมัยที่ 6 มาหมาด ๆ หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2019 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2019

และดูท่าความทะเยอะทะยานของเขายังไม่หมดลงง่าย ๆ เชื่อว่าเขาน่าจะคว้าแชมป์เพิ่มอีกหลายสมัย จนลบสถิติ 7 แชมป์ของยอดนักขับระดับตำนาน ไมเคิล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher) ได้ในอนาคตอันใกล้ แล้วกลายเป็น The Great One เพียงหนึ่งเดียว

จริง ๆ แล้วในฤดูกาลล่าสุด แฮมิลตันซึ่งลงแข่งให้กับทีม Mercedes ได้แชมป์อย่างไม่เป็นทางการไปตั้งแต่จบสนามที่ 19 United States Grand Prix ที่สหรัฐอเมริกา หลังคะแนนสะสมของเขาทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง วัลเทอร์รี บอททาส (Valtteri Bottas) เพื่อนร่วมทีมชนิดต่อให้เขาเก็บแต้มเพิ่มไม่ได้เลย และบอททาสเข้าป้ายอันดับ 1 ในสนามที่เหลือก็ไล่เขาไม่ทัน และในเรซสุดท้าย Abu Dabi Grand Prix เขายังโชว์เหนือเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกนำขาดตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นการปิดปีอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

การจะเป็นแชมป์ F1 ได้ต้องมีหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ประการแรกต้องเก่งและมีความสามารถจริง ๆ ซึ่งแฮมิลตันมีแน่นอน แต่จะเก่งอย่างเดียวไม่ได้ ยังต้องมีรถที่ดี มีทีมเก่งกาจคอยวางแผนและเกื้อหนุนกัน (โดยเฉพาะทีมพิทเปลี่ยนอะไหล่ระหว่างแข่ง) และต่อให้มีหมดทุกอย่าง หากขาดดวงเข้าไปด้วย โอกาสจะได้ยืนละเลงแชมเปญบนโพเดียมก็คงไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ

ตลอดชีวิตการเป็นนักแข่ง F1 ของแฮมิลตันมีทุกอย่างดังที่กล่าวมา ถึงเขาจะทำผิดพลาดอยู่บ้างประปราย แต่ก็ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับความผิดพลาดของนักขับคนอื่น แถมเขายังพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เหมาะเหม็งหลายครั้งราวโชคช่วย สามารถหาจังหวะแซงหน้าคนที่ทำพลาด แล้วขึ้นไปคว้าชัยแทนได้บ่อยครั้ง

เห็นเขาเก่งกาจเกินใครแบบนี้ แต่เส้นทางกว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ง่ายเลย แฮมิลตันเผชิญกับอุปสรรคมามากกว่านักขับคนไหน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสรรคทางชนชั้น เขามาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานปากกัดตีนถีบในฮาร์ทฟอร์ดเชอร์ ประเทศอังกฤษ พ่อแม่ของเขาแยกทางกัน บ้านของเขาไม่มีเงินมาก แอนโทนี (Anthony Hamilton) พ่อของเขาต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงลูกชายในแต่ละวัน การจะหาของขวัญมาให้เขาได้สักชิ้นหนึ่งเลือดตาแทบกระเด็น แต่แล้ววันหนึ่งพ่อเจียดเงินซื้อรถบังคับวิทยุของเล่นให้ตอนอายุเพียง 5-6 ขวบ ผลปรากฏว่ามันกลายของเล่นเปลี่ยนชีวิต และทำให้เขาหลงเสน่ห์ในความเร็วมาตั้งแต่นั้น

แต่การเป็นคนจนที่ชื่นชอบกีฬาราคาแพงอย่างรถแข่ง แน่นอนว่ามาพร้อมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล กระนั้นพ่อของเขาก็บ่ยั่น พร้อมจะทำงานหนักถึง 4 งานเพื่อให้ลูกชายได้ไปแข่งรถโกคาร์ท แม้จะมีหลายครั้งที่เขาหาเงินไม่พอให้ลูอิสไปแข่งได้จริง ๆ แถมรถที่เขาได้ขับก็ไม่ใช่รถสภาพดี เท่ และเฉียบเหมือนรถของเด็กบ้านรวยคนอื่น ๆ

ความทุ่มเทของพ่อทำให้ลูอิสยกย่องเขามาตลอดว่าเป็นยอดวีรบุรุษ และมีส่วนสำคัญให้เขาก้าวมาถึงจุดนี้ได้ แม้กระทั่งเมื่อเขาได้แชมป์โลกมาครองหลายสมัย เขาก็ไม่เคยลืมพ่อของเขาเลย และจะให้สัมภาษณ์ถึงทุกครั้งที่มีโอกาส

นอกจากยากจนแล้ว อีกอุปสรรคที่ลูอิสต้องพานพบมาตลอดคือเรื่องสีผิว เขาเป็นคนผิวดำ (พ่อของเขาเป็นคนอังกฤษผิวดำ แต่แม่เป็นคนผิวขาว) สีผิวที่แตกต่างทำให้หลายครั้งเขาถูกเหยียดหยาม ล้อเลียน และไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีเท่าไหร่เมื่อเทียบกับนักเแข่งผิวขาวคนอื่น ๆ

ถึงคำพูดและการกระทำแย่ ๆ ก็กลายมาเป็นแรงฮึดให้เขาฝ่าฟันทุกอย่างแล้วเอาคืนในสนามแข่ง รถอาจจะสู้ไม่ได้ แต่เขามีความบ้าเลือด บ้าดีเดือดไม่เป็นสองรองใคร และมันทำให้เขากลายเป็นแชมป์ไล่ตั้งแต่สนามเล็ก ๆ ไต่เต้าไปแข่งรายการใหญ่อีกมากมาย

เขายังเคยก่อวีรกรรมสุดห้าวด้วยการไปแนะนำตัวกับ รอน เดนนิส (Ron Dennis) บอสใหญ่ของทีม F1 อย่าง McLaren ว่าอยากแข่งให้กับทีมนี้มาก ซึ่งในเวลาต่อมาเขาก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักขับรุ่นเยาว์ของ McLaren จริง ๆ ก่อนจะเดบิวต์เข้าสู่วงการ F1 อย่างเป็นทางการในปี 2007 โดยเริ่มจากการเป็นนักขับมือ 2 ของทีมรองจาก เฟอร์นันโด อลองโซ (Fernando Alonso) นักขับแชมป์โลก 2 สมัยที่เพิ่งย้ายมาจากทีม Renault ในตอนนั้น

และแฮมิลตันก็ฉายแสงความเป็นมนุษย์ต่างดาวตั้งแต่ปีแรกในลีก เขาเกือบคว้าแชมป์ F1 ได้ตั้งแต่ยังเป็น rookie แม้จะลงเอยด้วยอันดับที่ 2 ได้คะแนนรวมเป็นรอง คิมี ไรโคเนน (Kimi Räikkönen) จากทีม Ferrari เพียงแต้มเดียว แต่วินาทีนั้นคนทั่วโลกต่างคาดการณ์ว่าอีกไม่นาน เขาจะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดอย่างแน่นอน

และเวลาดังกล่าวก็มาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด ในปีถัดมาเขาสามารถพิชิตยอดเขาสุดหฤโหดจนได้ แถมเป็นการคว้าแชมป์ที่น่าจดจำด้วยในโค้งสุดท้ายของสนามสุดท้าย Brazilian Grand Prix เมื่อเป็นการตัดสินแชมป์ระหว่างแฮมิลตันกับ ฟิลิปเป มาสซา (Filippe Massa) นักขับจาก Ferrari ซึ่งเกิดความพลิกผันหลายตลบ

ในช่วงท้ายของเรซนั้นแฮมิลตันขับไม่ดีเท่าไหร่ อยู่ที่ลำดับ 7 ส่วนมาสซาชิงขับเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ไปก่อน หากทุกอย่างไม่ผิดพลาด หากแฮมิลตันไม่ได้เข้าเส้นชัยใน 5 อันดับแรก มาสซาจะได้แชมป์ไปครองอย่างเป็นทางการ และทุกอย่างก็เกือบจะออกมาเป็นเช่นนั้นแล้ว

แต่เนื่องจากวันแข่งมีฝนตกลงมาจนพื้นสนามเปียก ปรากฏว่า ทิโม กล็อค (Timo Glock) นักขับจากทีม Toyota ที่ประคองอยู่อันดับ 4 กลับขับพลาดเสียเองจนหล่นไปอันดับ 6 และเป็นแฮมิลตันที่หาช่องแซงขึ้นมาและเข้าเส้นชัยในลำดับที่ 5 จนได้ ส่งผลให้คะแนนโดยรวมดีดขึ้นมาเป็นที่ 1 ฉกถ้วยแชมป์จากมาสซามาครองแบบที่คนดูทั่วโลกไม่เชื่อสายตา การตัดสินแชมป์ของ F1 ในปีนั้นถูกยกย่องได้ว่าดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แม้สำหรับแฮมิลตันแล้ว ปีนั้นจะเป็นปีสุดหฤโหดและไม่มีความสุขเลยเนื่องจากความเครียดที่สั่งสมมาตลอดทั้งฤดูกาล

 

หลังได้แชมป์สมัยแรก ถึงแฮมิลตันจะยังเป็นนักซิ่งตีนผีอันดับต้น ๆ ของโลก แต่น่าเสียดายที่เขาไปไม่ถึงแชมป์โลกอีกเลยใต้ชายคา McLaren โดยมักจะจบที่อันดับ 4-5 เสมอซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ยอดนักสู้อย่างเขาพอใจ ในปี 2013 เขาจึงย้ายไปร่วมทีม Mercedes แทน และช่วงเวลาที่เขาอยู่กับทีม 7 ปีจนถึงปัจจุบัน Mercedes สามารถดึงเอาความเก่งกาจของเขามาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ จนสามารถคว้าแชมป์มาครองเพิ่มอีก 5 สมัย

ความสำเร็จของแฮมิลตัน มาจากสไตล์การขับที่ดุเดือดและดุดัน แซงได้เป็นแซงแบบเดียวกับไอดอลในวัยเด็กของเขาอย่าง อายร์ตัน เซนนา (Ayrton Senna) อดีตแชมป์โลกชาวบราซิลผู้ล่วงลับ เขาคือ The Fast and the Furious ขับระห่ำไปบี้นรก อย่าให้ใครเปิดช่องให้เด็ดขาด ต่อให้มีช่องนิดเดียว เขาก็จะหาทางมุดจนได้ แม้ช่วงหลัง ๆ ความบ้าเลือดของเขาจะลดมาพอสมควร แต่ความกระหายในชัยชนะ กระหายการเป็นแชมป์ไม่ได้ลดลงไปเลย

บางปีที่เขาได้แชมป์ไปตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาลดี (เช่นปีนี้) แต่สนามแข่งที่เหลือหลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้ขับกินลมชมวิวไปเรื่อย ทว่ายังมุ่งมั่นกับการเอาชนะสนามที่เหลือให้สมกับสปิริตนักกีฬาในตัว และให้สมกับที่คนดูทั่วโลกยอมจ่ายเงินราคาแพงเพื่อถ่อมาดูเขาเหยียบมิดไมล์

อีกหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จของแฮมิลตันนอกจากจะอยู่ที่สไตล์การขับและความมุ่งมั่นแล้ว เขาบอกว่าเขายังเผื่อเวลาไว้เอนจอยกับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตด้วย ไม่ได้คิดแต่จะเอาชนะอย่างเดียวจนตัดขาดทุกอย่างรอบตัว โดยเขาได้แนวคิดดังกล่าวมาจากหนังสือเรื่อง The Alchemist (1988) ของ เปาลู กูเวลยู (Paulo Coelho)

ปัจจุบันแฮมิลตันถือเป็นนักขับที่ได้ค่าตัวเยอะมากที่สุด ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาแตกต่างจากในอดีตลิบลับ เงินอาจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขาก็จริง แต่มันไม่ใช่อันดับ 1 เพราะยังไงก็ไม่มีอะไรที่เขารักมากกว่าการแข่งรถในสนามอีกแล้ว เขาชอบความท้าทาย และจะยิ่งชอบมากหากได้เผชิญกับนักขับรุ่นใหม่ ๆ ที่สรรหากลเม็ดทุกอย่างมาล้มเขา และตราบใดที่เขายังรู้สึกสนุกและมีไฟกับการแข่งแบบนี้ เขาก็จะยังไม่แขวนพวงมาลัยง่าย ๆ แน่นอน แม้ว่าเขาจะอายุ 34 ปีแล้ว และค่อย ๆ เข้าใกล้โค้งสุดท้ายของอาชีพเข้าไปทุกขณะ

แต่กว่าจะถึงวันนั้นจริง ๆ ขอให้แฟน ๆ จงดื่มด่ำกับความเร็วของเขากันให้เต็มอิ่ม เชื่อได้เลยว่าอย่างน้อยในช่วง 2-3 ปีถัดจากนี้ ชื่อเสียง เกียรติยศ และถ้วยรางวัลต่าง ๆ ที่จากเดิมก็มากโขอยู่แล้วจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และคงอีกนานหลายปีกว่าหาใครมาเทียบชั้น ลูอิส แฮมิลตัน ผู้นี้ได้

 

นักเขียนรับเชิญ: ปารณพัฒน์ แอนุ้ย

 

ที่มา:

https://www.theguardian.com/sport/2019/jun/07/lewis-hamilton-diversity-f1

https://www.theguardian.com/sport/2019/oct/25/f1-lewis-hamilton-scarred-for-life-childhood-racist-abuse

https://www.mirror.co.uk/sport/formula-1/lewis-hamilton-explains-wont-pursuit-20956407

https://www.mirror.co.uk/sport/formula-1/lewis-hamilton-opens-up-career-20928271

https://www.youtube.com/watch?v=03eJmbZ1eZc

https://www.youtube.com/watch?v=XHSeGou-pCI


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ จากอดีตช่างประปาสู่การเป็นนักสู้เงินล้าน เจ้าของฉายา “หมาบ้าไอริช”

ซน ฮึงมิน อปป้า นักฟุตบอลสเปอร์ส ผู้เป็นสตาร์ของซูเปอร์สตาร์เกาหลีใต้

เด็ก 10 คนกับฝันที่รวมเป็น 1 เรื่องราวของอดีตเด็กติดเกม แรปเปอร์ นักสู้ ที่ใช้ “ฟุตบอล” เปลี่ยนชีวิต


มาเรีย เทเรซ่า เด ฟิลิปปิส นักขับหญิงคนแรกที่เข้าแข่งขันฟอร์มูล่าวัน

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี เจ้าหงอกจอมทรนง

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน กุนซือศูนย์บาท เด็กช่างฝันจากฟาร์มโคนม ที่เนรมิตความสำเร็จจากการ “สร้างคน”

“โรดา มูลอดซี” เจ้าหญิงแห่งเวนด้า ผู้สละมงกุฎเพื่อค้าแข้งในลีกอาชีพ

แพทริค แซง โค้ชของ เอเลียด คิปโชเก้ ชายผู้สอนว่าความสำเร็จนั้นมาจาก “ความเชื่อ”