Post on 07/02/2019

เจ้ายอดศึก นักรบที่มี ‘นิมิต’ กับ 4 ทศวรรษบนสมรภูมิกู้ชาติไทใหญ่

เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2561 ดิฉันเดินทางไปยังภาคเหนือ จังหวัดชายแดนประเทศไทย และมีโอกาสพบกับ เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army-SSA) กับเพื่อนทหารไทใหญ่อีกหลายคน เราใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง สนทนาเกี่ยวกับเรื่องของการเมืองไทใหญ่-พม่า และปัญหาระหว่างชนกลุ่มน้อยในรัฐฉาน ซึ่งหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน

ล่าสุดทางกลุ่มกะเหรี่ยงคริสต์ KNU ได้ถอนตัวจากการประชุมสุดยอดสันติภาพ (Peace Summit) กับพม่าที่กรุงเนปีดอร์ เมื่อปลายเดือนตุลาคม ส่วนทางเจ้ายอดศึกผู้นำไทใหญ่ ก็ได้ออกมาพูดอย่างชัดเจนแล้วว่า ถ้าต้องรบกันอีกครั้ง สงครามจะขยายเข้าเมือง ไม่ใช่รบในป่าแต่เพียงอย่างเดียว

 

 

 

สงครามอันยาวนาน

ว่าถึงเรื่องการรบ  การทำสงครามยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในแผ่นดินพม่าหลังได้เอกราชจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ นับเวลาถึงปัจจุบันดูจะยาวนานเกินกว่า 60 ปีเข้าไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นสงครามกับฝ่ายพม่าเท่านั้น แต่ระหว่างชนกลุ่มน้อยด้วยกันเอง หรือระหว่างชาติพันธุ์เดียวกัน ดังเช่น กะเหรี่ยงคริสต์-กะเหรี่ยงพุทธ, ไทใหญ่ภาคเหนือ-ไทใหญ่ภาคใต้, ไทใหญ่กับว้า ปะหล่อง ปะโอ ฯลฯ ดูจะหนักหนาสาหัส ไม่มีลดถอย 

สงบระหว่างกันหรือระหว่างกลุ่มต่างๆ ไม่นาน ก็มาจับปืนยิงกันอีก อันนี้คือชีวิตปกติของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในแผ่นดินพม่าไปแล้วก็ว่าได้

ดิฉันยังจำได้ดีว่า ใกล้สงกรานต์ของปี พ.ศ. 2548 ครั้งเริ่มเข้าไปทำข่าวสงครามในรัฐฉานได้เพียงไม่นาน ห้วงเวลานั้นดิฉันได้สัมภาษณ์เจ้ายอดศึกทางโทรศัพท์ถึงสถานการณ์ชายแดน เจ้าบอกมาว่า พรุ่งนี้เจ้าต้องกลับขึ้นดอยไปเตรียมจัดกำลัง เตรียมทหารเพราะจะมีการรบครั้งใหญ่อีกไม่นานนี้

ดิฉันถามว่า มีข่าวมาแล้วหรือคะ ดูก็เรียบร้อยสงบดีนี่ เจ้าได้ข่าวมาจากสายข่าวในเมืองหรืออย่างไร

เจ้ายอดศึกตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ใช่ครับ ไม่มีข่าว แต่ผมต้องรีบกลับขึ้นดอยพรุ่งนี้ ช้าไม่ได้แล้ว”

หลังจากนั้นเพียง 2-3 วัน ประมาณช่วงวันสงกรานต์ของปี พ.ศ. 2548 กองทหารว้าแดง UWSA ภายใต้การนำของเหว่ยเซียะกัง ก็บุกขึ้นโจมตีดอยไตแลงอย่างหนักหน่วง ยิงถล่มทั้งปืนและระเบิดทั้งวันทั้งคืนอยู่ร่วม 20 วัน กว่าสงครามครั้งนี้จะยุติ ว้าแดงสูญเสียทหารไปหลายร้อยคน แต่ไม่อาจบุกยึดดอยไตแลงได้

ดิฉันติดตามทำข่าวสงครามครั้งนี้อยู่ตลอด และยังได้เข้าไปในสนามรบชายแดนดอยไตแลงในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548 เข้าไปดูพื้นที่จริง ถ่ายภาพทำสกู๊ปมาลงหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ได้คุยกับผู้นำทหารไทใหญ่หลายคน ทุกคนชื่นชมผู้นำของตนเป็นอย่างมากที่สามารถจัดเตรียมกำลังพลและอาวุธไว้รับมือได้ทันเหตุฉุกเฉิน แต่เมื่อดิฉันถามว่า ที่รับมือได้ทันนี้ เป็นเพราะมีสายลับ สายข่าว ส่งข่าวมาล่วงหน้าหรืออย่างไร–คำตอบที่ได้คือ ไม่ทราบ และความเงียบ

ดิฉันถามคำถามเดิมนี้กับเจ้ายอดศึกอยู่หลายครั้ง  ขอเจ้าช่วยบอกหน่อยเถิด ดิฉันอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้ารู้ได้ยังไงว่าจะมีการรบครั้งใหญ่ ถึงบอกว่าต้องกลับขึ้นดอยไตแลงมาจัดกำลังพล เจ้ารู้ได้อย่างไรหรือ ช่วยตอบเป็นวิทยาทานหน่อยเถิด ดิฉันอยากทราบจริงๆ

เจ้ายอดศึกหัวเราะขำ ขณะที่ดวงตานิ่งเฉยอยู่หลายปี จนเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เจ้าถึงได้ตอบคำถาม อธิบายให้ฟังอย่างละเอียดว่าเกิดอะไรกับตัวเจ้า จนทำให้เจ้ารู้ก่อนล่วงหน้าทุกครั้งที่จะเกิดอุบัติภัยครั้งใหญ่  ซึ่งดิฉันจดใส่สมุดบันทึกมาดังนี้

 

 

“เนื้อโต้ง”

เจ้ายอดศึกเล่าว่า ตั้งแต่เป็นทหารมา เจ้าผ่านการรบมามากกว่า 200 ครั้ง สิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งก็คือเจ้ายอดศึกจะคอยสังเกตร่างกายตัวเองอยู่ตลอด  หากมีอาการที่คนไทใหญ่เรียกว่า “เนื้อโต้ง” หรือในความหมายภาษาไทยก็คือ “เนื้อเต้น” ที่บ่าขวา นั้นน่ะ ต้องระวังแล้ว เหตุร้ายมาเยือนแน่ หลายสิบปีก่อนครั้งยังเป็นทหารคุมกำลังอยู่ในป่ารัฐฉาน ถ้ากล้ามเนื้อแถวบ่าขวาเต้นระรัวขึ้นมาเมื่อใด ต้องระวังอย่างที่สุด อีกวันสองวันจะมีการสู้รบอย่างหนักแล้ว 

ครั้งที่รบกับว้าเมื่อช่วงสงกรานต์ พ.ศ. 2548 ก็เหมือนกัน เจ้าบอกว่ากล้ามเนื้อบ่าขวาเต้นรุนแรงมาก มากกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมา ทั้งที่อาการ “เนื้อโต้ง” เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมานาน  อยู่ๆ มาเต้น ทั้งยังเต้นไม่หยุด ข่าวไม่ดีมาแน่ เจ้ารู้เลยว่าอีกไม่กี่วันจะต้องมีสงครามครั้งใหญ่ จะประมาทไม่ได้ ช้าไม่ได้ ต้องรีบมาเตรียมกองทัพเอาไว้

อาการเช่นนี้ เจ้ายอดศึกบอกว่า  “เหมือนผีตัว(ผีหรือเทพประจำตัว)มาเตือนผม มาให้สติผม ตอนว้าขึ้นมายิงไทใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2548 พอเนื้อเต้น ผมกลับขึ้นมาจัดกำลังพล สั่งลูกน้องทุกที่ เตรียมอาวุธ เตรียมรบได้ 2 วัน ว้ามายิงเราเลย

อาการเนื้อเต้นนี้ผมสังเกตตัวเอง  เริ่มมีอาการนี้มาตั้งแต่ผมเป็นรองกองพันเป็นต้นมา ถ้าเนื้อเต้นเมื่อไหร่ มีเรื่องทุกที บางครั้ง 2-3 วัน รบแล้ว บางครั้งแค่ 1 วัน”

ฟังเจ้าเล่ารายละเอียดนี้แล้ว ดิฉันก็ถามต่อว่า แล้วทหารเก่าๆ ไทใหญ่ เขาเคยบอกมาบ้างไหม ว่าถ้าไม่มีอาการเฉพาะตัวของใครของมัน เราจะสามารถสังเกตจากธรรมชาติรอบตัวได้ด้วยหรือไม่ มีสิ่งใดให้คอยจับสังเกตได้ด้วยหรือไม่

 “มีครับ” เจ้ายอดศึกให้คำอธิบายไปเป็นลำดับ

ทหารไทใหญ่รุ่นเก่าบอกกันมา เวลาเราตั้งค่ายในป่า ถ้ามีนกไพบินมาจากทางทิศเหนือ มาจับต้นไม้ นั้นน่ะนกมาบอกเราแล้ว แป๊บเดียวเสียงปืนแตก เห็นนกไพบินมาแบบนี้เมื่อใด ต้องเก็บของ เตรียมอาวุธ หรือย้ายแคมป์ ต้องเตรียมตัว จะสู้ หรือจะถอย

แล้วยังมีอีกบางครั้ง นกกาดำบินจากทางเหนือ บินมาวนรอบ แล้วบินออกไป นั้นน่ะกาดำมาเตือน ถ้าเราดื้อ ไม่ย้ายที่ เสียงปืนแตกแน่ ย้ายถึงจะรอด

ตอนขุนส่าวางอาวุธ MTA ล่มสลาย ผมข้ามน้ำสาละวินกลับเข้าไปก่อตั้งกองทัพขึ้นใหม่ในรัฐฉาน ช่วงอยู่ในป่ารัฐฉาน เห็นกาดำบินมาบ้าง นกไพบินมาบ้าง อย่างที่ผู้ใหญ่เตือนไว้ ผมเคยไม่เชื่อ ไม่ย้ายที่ ไม่ย้ายอยู่หลายครั้ง อยากรู้จะเป็นอย่างไร เสียงปืนแตกทุกที ทุกครั้งไม่มีพลาด อันนี้แหละ ผีมาบอก มาเตือนเรา”

 

 

“นิมิต” นักรบ

ตลอด 40 กว่าปีในชีวิตนักรบของเจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉาน เจ้าใช้ “นิมิต” ในการรบมาตลอด ทั้งอ่านเอาจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อตัวตนเอง สังเกตจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดูนก ดูต้นไม้ ฟังเสียงส่ำสัตว์นานา ใช้บ่งชี้ทันท่วงทีในการรับมือกับศัตรู การรบ การเอาตัวรอดจากเหตุการณ์วิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน

วิถีที่เจ้ายอดศึกและทหารไทใหญ่ใช้กันอยู่ ไม่มีในตำราการรบยุคใหม่ๆ แต่เป็นหนทางของโลกโบราณ นักรบโบราณ ที่ทหารไทย ทหารมอญ ทหารกะเหรี่ยง ทหารไทใหญ่ เคยใช้มาอย่างช่ำชอง ซึ่งพื้นฐานที่ทำให้เกิดนิมิต อ่านนิมิตรอบตัวได้อย่างแม่นยำนี้ เจ้ายอดศึกเล่าถึงที่มาไว้ว่า

 “ตอนอายุ 8-9 ขวบ ผมบวชเณรที่วัดเมืองหนอง ได้พบพระดี-เจ้าส่าตอ เป็นพระเถระมีชื่อ อายุราว 45-50 ปี  เขาเป็นเจ้าอาวาสสอนเด็กในวัด ก่อนอ่านหนังสือ เขาจะให้เด็กให้เณรนั่งสมาธิก่อน 5 นาที ฝึกให้นิ่งในใจเป็นก่อน แล้วค่อยมาอ่านหนังสือ พออ่านหนังสือเสร็จ เขาให้เด็กๆ มาสวดมนต์ไหว้พระ  แล้วให้โอวาท พูดกับเด็กทุกคืน ย้ำให้เด็กเข้าใจ จำให้ได้ 3 ข้อคือ

1. การอ่านหนังสือ ต้องตั้งสติ ตั้งสมาธิเสียก่อน ถ้าไม่ตั้งสมาธิจะอ่านหนังสือไม่ได้ ไม่เข้าหัว ฝึกตั้งสมาธิเอาไว้ แล้วสมาธิจะอยู่กับตัวเราตลอดไปจนตาย สมาธิมีความสำคัญมากขนาดไหน ตอนนี้เด็กๆ จะยังไม่รู้หรอก แต่เวลาเณรเวลาเด็กๆ เติบโต ทำงานใหญ่ขึ้นมา จะรู้เอง จะเห็นความสำคัญของสมาธิด้วยตัวเอง ตอนนี้พวกเณรพวกเด็กยังไม่รู้ แต่ฝึกไปเถิด ทำให้ติดเป็นนิสัยมั่นคงเอาไว้

เจ้าส่าตอสอนผม สอนเด็กสอนเณรที่เรียนหนังสือกับเขาทุกคน ผมฝึกมาแบบนี้ ได้หัดทำสมาธิมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวน้อยแล้ว

2. การศึกษาสำคัญมาก คนไม่มีการศึกษาจะไม่มีความรู้ คนไม่มีความรู้จะไม่เจริญ สร้างฐานะไม่ได้ ความรู้ รู้ดีชั่วทำให้เป็นคนดี ไปอยู่ที่ไหนก็จะยังเป็นคนดี ถ้าเรามีความรู้แล้วคนไม่ดีมาชักชวนให้ไปทำไม่ดี เราจะไม่ไป เราจะป้องกันตัวเองได้ เพราะเรารู้แล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ดังนั้น คนต้องมีการศึกษา จะทิ้งการศึกษาหาความรู้ไม่ได้

3. เป็นคน จะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือแก่เฒ่า ให้มีสติตลอด”

ในการรบ เจ้ายอดศึกใช้ใจที่เป็นสมาธิรับมือกับปัญหา เจ้าอ่านนิมิตที่ปรากฏให้เห็น ส่วนวิธีวางแผนการรบนั้น เจ้าฝึกทหารไทใหญ่ให้เรียนรู้และใช้อยู่ 4 ขั้นตอนหลักดังนี้คือ

1. ส่วนที่วางแผน ต้องเป็นหน้าที่ที่ปลอดภัยที่สุด ต้องเลือกพื้นที่ที่ไม่อยู่ในสนามรบ ต้องแยกออกมา และเราต้องฝึกให้ทหารมีความรู้ความเข้าใจระหว่างกัน ชนิด “เข้าตีนเข้ามือ” ภาษาไทยก็ประมาณเข้าขากัน สอดคล้องกัน

2.ต้องเข้าแทรกซึมในหน้าที่ต่างๆ ของศัตรู ส่งสายลับเข้าไปหาข่าวทุกวิถีทาง ข่าวลึกเท่าไหร่แม่นยำเท่าไหร่ โอกาสรบชนะจะมีสูง

3. เราต้องตรวจหาเป้าหมายที่เราจะโจมตี จะยึดให้ได้เร็วที่สุด พื้นที่ไหนที่จะโจมตีให้ได้ยึดให้ได้ ต้องจัดการให้เร็วสุดกว้างสุด

4. ต้องเข้าใจด้วยว่า การยึดพื้นที่ให้ได้ ไม่ใช่แค่การรบ แต่ต้องยึดใจประชาชนให้ได้ด้วย

“นี่แหละคือวิถีนักรบที่ผมเรียนรู้มา และถ่ายทอดให้ทหารไทใหญ่รุ่นหลัง”

บันทึกเรื่อง “นิมิตนักรบ” จากประสบการณ์หลากหลายนานาของเจ้ายอดศึกเอาไว้ ดูคล้ายๆ ดิฉันกำลังเขียนประวัติศาสตร์ในโลกร้อยกว่าปีก่อนอย่างไรชอบกล เพราะวิถีของทหารไทใหญ่นี้มีหลายภาคส่วนที่ห่างไกลกันนักกับโลกปัจจุบัน แต่สิ่งเหล่านี้คือแนวทางของทหารไทใหญ่และประชาชนไทใหญ่ที่กำลังทำงานกู้ชาติ สร้างชาติกันอยู่

การสู้รบของพวกเขา ไม่เพียงแต่รับมืออยู่กับพม่า หรือนานาชาติพันธุ์ที่กำลังแย่งพื้นที่อยู่ในรัฐฉาน หากวิถีแห่งนักรบโบราณเช่นนี้ ยังเผชิญหน้าอยู่กับการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแสนสาหัสในโลกยุคดิจิตอล ซึ่งต้องอาศัยสติปัญญาในการอ่านโลก ทันโลก ซึ่งทั้งหมดทุกหนทางล้วนอยู่ภายใต้สภาพ “ธรรมดาโลก” ที่จะก้าวหน้า ถอยหลัง ล้าหลัง ล้ำสมัย รุดหน้าขนาดไหน ต่างล้วนมี “บทจบ” ที่ต้องจบ ต้องเสื่อมสภาพเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันทั้งสิ้น

การรับมือกับทุกสภาพที่ต้องเผชิญนี้ เจ้าเรียนรู้ด้วยตนเอง มาจากการฝึกสมาธิในวัยเด็ก จนได้พัฒนามาสู่การอ่านนิมิต ใช้มาตลอดชีวิตทหารป่า กระทั่งนำมาใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์ของตน นี่คือภาวะที่ได้มาจากจิตใจอันเข้มแข็ง ด้วยพื้นฐานการฝึกสมาธิ-สติ มาอย่างต่อเนื่อง ดังที่เจ้ายอดศึกเคยกล่าวไว้ว่า

“กำลังใจนั้นสามารถได้จากคนรอบข้าง แต่จิตใจที่เข้มแข็งนั้นต้องสร้างด้วยตัวเอง”

 

เรียบเรียงจากบทความ “นิมิตนักรบ” ตอนที่ 1 และ 2 ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 2562

เรื่อง : นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน : นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว เป็นชาวเมืองเพชรบุรีโดยกำเนิด จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผ่านการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยศิลปากรตามลำดับ มีความสนใจในศาสตร์และศิลป์อย่างกว้างขวางหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องญาณทัศนะ ดวงดาว ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระที่มีความมุ่งมั่นจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ชีวิตผ่านตัวอักษรของเธอ

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ