Post on 03/11/2020

มองอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 16 ผ่านภาพยนตร์ Lincoln(2012)

“รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จะไม่มีวันสาบสูญไปจากโลกนี้”…อับราฮัม ลินคอล์น (1809-1865) ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ อเมริกาคนที่ 16

แม้ว่าในกระแสการประท้วงเรียกร้องสิทธิ์คนผิวดำ Black Lives Matter ในช่วงเดือนมิถุนายน 2020 จะตั้งคำถามกับอับราฮัม ลินคอล์นในประเด็นการเลิกทาสในอดีต ระดับที่ต้องการทำลายรูปปั้นของลินคอล์น เพราะรูปปั้นทาสที่อยู่คู่กับรูปปั้นของเขานั้นดูต่ำต้อยไป และรูปปั้นดังกล่าว จัดสร้างขึ้นด้วยเงินภาษีของอัฟริกันอเมริกันผู้เคยได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาส(www.washingtonpost.com)

แต่ประวัติศาสตร์กระแสหลักที่รับรู้กันก็คือ อับราฮัม ลินคอล์น คือ ผู้ประกาศคำประกาศเลิกทาสที่สหรัฐอเมริกา…

.

วันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2013 ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาอย่าง บารัก โอบาม่า ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐอเมริกาในรอบที่ 2 นี่อาจจะเป็นหมุดหมายที่สำคัญว่า อเมริกันชนส่วนใหญ่ ได้ยอมรับสิทธิของคนอัฟริกันอเมริกันในเชิงการเมืองถึงระดับที่ยอมรับให้เป็นผู้นำในการใช้อำนาจบริหาร ณ “ดินแดนแห่งเสรีภาพ(?)” แห่งนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่า จนถึงทุกวันนี้ ที่สังคมอเมริกันก็ยังมีการเหยียดผิวและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่

เมื่อย้อนกลับไปประมาณ 150 ปีที่แล้ว ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1863 สหรัฐอเมริกาเพิ่งจะมีการประกาศเลิกทาส ท่ามกลางกองเลือดในสงครามกลางเมือง…

จากวันนั้น ในสังคมอเมริกันที่พยายามประคับประคองหลักการ “เสรีภาพและความเสมอภาค” ถูกทางบ้าง ผิดทางบ้าง เพื่อให้ประชาธิปไตยให้เดินไปข้างหน้าต่อไปเรื่อย ๆ

และบุคคลหนึ่งที่คนอเมริกันจะลืมไม่ได้ นั่นคือ ผู้ประกาศคำประกาศเลิกทาสในครั้งนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อเมริกาคนที่ 16…อับราฮัม ลินคอล์น

ชายรูปร่างสูงโปร่ง มีหนวดเคราอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้เดินทางจากท้องไร่ท้องนา สู่การเป็นทนายความ และได้ก้าวมาสู่เวทีทางการเมืองจนกลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ ผู้นี้ ชีวิตของเขาได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมากมาย และเรื่องราวของอับราฮัม ลินคอล์น ได้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Lincoln(ค.ศ. 2012)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หยิบยกเนื้อหามาจากส่วนหนึ่งของหนังสือที่มีชื่อว่า Team of Rivals : The Political Genius of Abraham Lincoln ผลงานเขียนของดอริส กูดวิน มาตีความโดยผู้กำกับรุ่นใหญ่อย่างสตีเฟ่น สปีลเบิร์ก แถมยังได้ดาราใหญ่ผู้ถนัดการแสดงแบบ Method Acting(การตีความดำดิ่งเข้าไปในจิตใจของตัวละคร) อย่าง เดเนียล เดย์-ลูอิส (ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง There Will Be Blood, My Left Foot และได้อีกรางวัลจาก Lincoln) มารับบทเป็นประธานาธิบดีผู้ปรากฏอยู่ในธนบัตร 5 เหรียญสหรัฐฯ อีกต่างหาก เสริมให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าดูยิ่งขึ้น

Lincoln ได้พูดถึงประวัติชีวิตของอับราฮัม ลินคอล์น ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกสังหารในโรงละคร อันเป็นช่วงที่สำคัญช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาเพราะเป็นช่วงที่สงครามกลางเมืองอเมริกายืดเยื้อมาสู่ปีที่ 4 สงครามครั้งนี้เป็นการรบกันระหว่างกลุ่มมลรัฐที่สนับสนุนรัฐบาลในการต่อต้านการขยายระบบทาส กับกลุ่มมลรัฐทางฝั่งใต้ที่ยังเห็นด้วยกับการมีระบบทาสจึงประกาศแยกตัวจากสหรัฐอเมริกาแล้วตั้งตัวเป็นสมาพันธรัฐ 

สิ่งที่ปรากฏในภาพยนตร์ Lincoln มิใช่ความตื่นตาในฉากสงคราม แม้ว่าช่วงเริ่มต้นภาพยนตร์จะปรากฏฉากเหล่านี้ก็ตาม แต่ในภาพยนตร์กลับเต็มไปด้วยความดุเด็ดเผ็ดมันในการปะทะคารมกันในสภาคองเกรส ในความพยายามที่จะยุติสงครามกลางเมือง และการถกเถียงที่จะผลักดัน/ต่อต้าน “ร่างบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 13” ที่เนื้อหาคือการประกาศห้ามมีทาสตลอดไป

ประธานาธิบดีลินคอล์น ซึ่งมีอำนาจด้านการบริหาร แม้ว่าจะไม่สามารถเข้าประชุมในสภาคองเกรสได้ แต่ก็พยายามกดดันให้ฝั่งคองเกรส ยอมรับร่างบทบัญญัตินี้ อันเป็นความฝันของลินคอล์นเองที่อยากเห็นแผ่นดินอเมริกาไร้ทาส

ด้วยพลังการแสดงของเดเนียล เดย์-ลูอิส แม้ว่าบุคลิกของลินคอล์นจะค่อนข้างเต็มไปด้วยท่าทีที่นิ่ง สุขุม การแสดงในแบบ “น้อยได้มาก”(Less is More) ของเขา ซึ่งแม้จะไม่ได้ออกแอ็คชันหวือหวามากมาย แต่กลับทำให้คนดูรู้สึกว่าเขาจับตัวละครตัวนี้ได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เขาทะเลาะกับภรรยาและลูกชาย, ฉากที่ประธานาธิบดีผู้นี้นั่งเงียบ ๆ อยู่ที่มุมห้อง หรือแม้ว่าจะไม่ปรากฏตัวอยู่ในฉากสำคัญ ๆ อย่างฉากการสาดเสียงสาดคารมใส่กันของผู้แทนฯในสภาคองเกรส หรือฉากท้าย ๆ อย่างฉากที่ลูกชายคนเล็กนั่งดูละครเวที แต่เรากลับรับรู้ได้ถึงออร่าและตัวตนของลินคอล์นที่กดดันถาโถมเข้ามาในฉากเหล่านี้ 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เข้าฉายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2012 ในสมัยบารัก โอบามา ทำให้ภาพยนตร์ได้รับการพูดถึงในวงกว้างเพราะรับพลังความรู้สึกร่วมกันในช่วงเวลาที่มีการผลักแคมเปญการเลือกตั้งประธานาธิบดี

สิ่งที่ชี้ชวนให้เห็นผ่านภาพยนตร์ Lincoln ก็คือ การปลูกต้นไม้แห่ง “เสรีภาพและความเท่าเทียม” บนสนามหญ้าที่มีชื่อว่า “ประชาธิปไตย” ให้เกิดขึ้นในสังคมการเมืองของตน 

พอได้เริ่มต้นปลูกแล้ว จะผิดจะถูกยังไง ผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ก็ช่วยกันประคับประคอง ตัดเสริมแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย บำรุงกันไปให้รากฐานมันค่อย ๆ แข็งแรง

ผ่านไปหลายร้อยปีเราจะเห็นความเติบโตของต้นไม้มั่นคงของต้นไม้ต้นนี้ ดังเช่นที่ภาพยนตร์ Lincoln ชี้ชวนให้เห็น

ภาพ: เดเนียล เดย์-ลูอิส จากภาพยนตร์ Lincoln


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล

Related

จากคนตุลาฯ สู่คนขับรถขยายเสียงให้ม็อบ ภารกิจส่งไม้ต่ออุดมการณ์ของ ‘ลุงสุธี’

เจสซี เฮล์มส ผู้เสนอ กม. บุก “เฮก” ชิงตัวทหารอเมริกันหากถูกจับขึ้นศาล ICC 

มนตรี พงษ์พานิช ลูกทุ่งกรุงเก่า และ อภิมหากฐินโฮปเวลล์

อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส: ผู้นำเผด็จการคนสุดท้ายแห่งทวีปยุโรป

ซูซุกิ นาโอมิจิ: วาทะ“พร้อมที่จะตายที่ฮอกไกโด” ของผู้ว่าฯ กับการต่อสู้ COVID-19

“ถ้าการเมืองดี ผมก็คงไม่ต้องบวชเรียนตั้งแต่แรก” สามเณรผู้เข้าร่วมการชุมนุม 14 ตุลา 63

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้แสดงนัยผ่านการ “เปิดบ้าน” สี่เสาเทเวศร์

พัลพาทีน แห่ง Star Wars วุฒิสภาผู้แทรกแซงการเมืองเพื่อเปลี่ยนระบอบปกครอง