Post on 22/04/2022

‘PIECES OF MEMORIES’ ของวงดนตรีที่อยากยิ่งใหญ่ ความเห็นถึงตัวตน ดนตรี และพื้นที่ ฉบับ Lomosonic

“ผมอยากบอกว่าเราให้เกียรติทุกคนจริง ๆ นะ เราให้เกียรติแฟนเพลงมาก วิธีที่เราให้เกียรติแฟนเพลงได้ดีที่สุดคือการเล่นดนตรี”

“สำหรับผม Lomosonic เป็นวงร็อกที่ (อยาก) ยิ่งใหญ่ เพราะว่ายังไม่เคยยิ่งใหญ่เลย ก็เลยอยากรู้ว่าความยิ่งใหญ่มันเป็นยังไง”

“ผมว่าประเทศนี้ค่อนข้างดุดันกับศิลปะ และอ่อนโยนกับเอนเตอร์เทนเมนต์”

“เราก็ยังแบกความฝันของเรา ยังเป็นกลุ่มคนที่แบกความฝัน พร้อมจะไปให้ความสนุกด้วยการบริการทุกที่”

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งจากบทสนทนาร่วมสองชั่วโมง ที่ The People มีร่วมกับวงดนตรีที่ชื่อน่าจะคุ้นหูใครหลาย ๆ คน อย่าง ‘Lomosonic’ เจ้าของบทเพลงอย่าง ‘ขอ’, ‘กลัวว่าความคิดถึงของฉันจะทำร้ายเธอ’, ‘เพราะความรักมันไม่เลือกเวลาเกิด’ และอีกมากมาย ซึ่งไม่นานมานี้ พวกเขาเพิ่งปล่อยอัลบั้มล่าสุดประกอบไปด้วย 9 เพลง อันมีชื่ออัลบั้มว่า ‘PIECES OF MEMORIES’ คอนเซ็ปต์ของผลงานชุดนี้ตรงตามถ้อยคำ คือเป็นเรื่องราวของความทรงจำ โดยที่เราได้หยิบยืมโครงเรื่องดังกล่าวมาเป็นหัวข้อชวนพวกเขาคุยในครั้งนี้ด้วย

จากการเปิดบทสนทนาด้วยหัวข้ออย่าง ‘ความสุข’, ‘ความเศร้า’, ‘ ความเข้าใจ’ และ ‘ความทรงจำ’ ทำให้เราได้เห็นวงดนตรีวงนี้ในอีกแง่มุม ซึ่งอาจไม่ใช่แง่มุมแบบ ‘โลโมโซนิ้กกกก’ อย่างที่แฟนเพลงมักเห็นยามพวกเขาคว้าไมค์และเครื่องดนตรีขึ้นเวทีและทุ่มพลังทั้งหมดที่มีลงไปในทุก ๆ โชว์ การพูดคุยในวันนี้น่าจะเปิดโอกาสให้ผู้เขียนและผู้อ่านได้ทำความรู้จักพวกเขาในมุมที่จริงจัง เข้มแข็ง อ่อนไหว ตั้งใจ และเป็นปุถุชนเช่นเดียวกับคนทั่วไป เช่นกัน มันทำให้เราได้รู้ว่าพวกเขาเป็นนักคิดพอ ๆ กับที่เป็นนักปฏิบัติ และมี ‘สาร’ ที่อยากส่งไปให้ถึงผู้คนซ่อนอยู่ในทุก ๆ คำพูดและการกระทำ

นี่คือบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของวงดนตรี ‘เพลงข้น คนเครียด โชว์คลั่ง’ ที่แบกความฝันของตนขึ้นบ่าและประกาศอย่างชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่แบก ‘ความคาดหวัง’ ของใคร

 

The People: ความทรงจำแรกในชีวิตของคุณเป็นแบบไหน

บอย : ความทรงจำในโรงพยาบาล เย็บคิ้ว เย็บอะไร เพราะว่าซนมาก ตอนเด็ก ๆ สิบสี่ สะสมรอยบาดแผลบริเวณใบหน้าและหัว แผลแตกเยอะมาก ที่จำได้คือครั้งที่เอาผ้าเช็ดตัวพันคอเป็นซูเปอร์แมน ข้ามไปซื้อปลาหมึกย่าง ขาไปก็ปกติ ขากลับ ตู้ม โดนรถชน แล้วก็ผ้าเช็ดตัวมันติดไปในล้อ แล้วมันก็ควงสว่านอยู่ ผ้าเช็ดตัวติดกับล้อรถมอเตอร์ไซค์แล้วมันก็ลากไป เลือดอาบตัวแต่ว่าไม่ร้องไห้เลย ช็อกอยู่ ไม่ได้ช็อก อาจจะชา

ป้อม: ร็อกแอนด์โรลจังวะ

บอย: ร็อก ๆ 

ป้อม: ของผมนี่น่าจะสัก 3 ขวบกว่า ๆ คือมันเป็นช่วงก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล เป็นความทรงจำที่ว่าอยู่หน้าทีวีกับแม่ ผมตั้งคำถามว่าพี่ไปไหน พี่ชายไปไหน แม่บอกว่าพี่ชายไปโรงเรียน แล้วผมก็พูดว่า ผมอยากไปโรงเรียนบ้าง แค่นี้ ความทรงจำมันสั้นมาก มันมีแค่นั้นเองที่เราจำได้ เหมือนเป็นความต้องการแรกจากเราตอนที่เราจำได้ว่าเราเอ่ยปากขอว่าเราอยากได้สิ่งนี้

ออตโต้: ของผมจะเป็น บ้านผมจะมีผู้ชายอยู่ 3 คน พี่ชาย ผมคนที่สอง แล้วก็น้องชายอีกคนหนึ่ง แล้วตอนนั้นประมาณ 4 สี่ขวบ ที่บ้านอยากได้ลูกสาวมาก ก็เลยไปขอเจ้าแม่กวนอิม นี่คือความทรงจำแรกของผม แล้วหลังจากนั้นมาผมก็ไม่ได้กินเนื้อวัวอีกเลย (หัวเราะ) แล้วก็ได้น้องสาวเลยครับหลังจากนั้น

ปีติ: ก็ไม่มีอะไรเลยครับ จำได้ว่าอาจจะเป็นอนุบาล หรืออาจจะอยู่บ้าน นอนกลางวัน แล้วก็จะเห็นแต่พัดลมเพดานหมุน ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อยู่ดี ๆ ก็นึกขึ้นได้เป็นฉากนี้

ป้อม: ใช่ ความทรงจำจริง ๆ เป็นเรื่องฉาก 

ออตโต้: เอ้ยงั้นผมแถมให้ เป็นฉาก คือตอนนั้นแม่บอกว่าอายุประมาณ 5 ขวบ เป็นราวบันได ขึ้นไปชั้นสอง พี่ชายเอาเท้าพาดแล้วก็ไถลลงมา เราคิดว่าเราก็ทำได้ ก็ขึ้นมาชั้นสอง ก้าวข้ามราวบันไดแล้วก็ฟึ้บ ร่วงจากชั้นสอง หัวน็อกพื้นไม่มีสติเลย แม่ต้องวิ่งมา ตอนนั้นผมจำไม่ได้ มาจำได้ตอนมันจะต้องเข้าเครื่องไอ้นั่น อุโมงค์ นั่นคือภาพที่ผมจำได้ เข้าอุโมงค์ตั้งแต่เด็ก แม่บอกว่าไม่มีอะไร เข้าไปมีโดเรมอน แต่ก็ไม่มีนะ (หัวเราะ)

 

The People: ถ้าเกิดว่าเป็นความทรงจำแรกทางดนตรีล่ะ

ปีติ: ของผมเป็นแผลฝังใจมากกว่า เป็นแผลฝังใจทำให้ผมไม่อยากร้องเพลง ไม่อยากจับไมค์เลย คือตอน ป.2 เป็นช่วงที่ทุกคนต้องร้องเพลงในคาบดนตรี แล้วผมก็อาย ไม่กล้าร้อง แต่ทุกคนต้องไปหน้าเวทีแล้วก็จับไมค์ ร้อง ตอนผมขึ้นไปคืออาย ก็เลยร้องให้เบาที่สุด เบามาก พอร้องจบก็ลงมา แล้วครูเขาก็จะเพลย์แบ็กให้ทุกคนฟังแหละว่าแต่ละคนร้องเป็นยังไง พอถึงตาผม เสียงมันแทบไม่เข้าเครื่องเสียง แล้วทุกคนก็ได้ยินแบบงึมงำ ๆ จนแบบว่า เออ…ไม่อยากร้องเพลง แล้วครูคนนั้นเป็นเพื่อนแม่ด้วยนะ

ออตโต้: ของผมประมาณ 6 หกขวบ พ่อเขาวางแผนไว้อยากให้ลูกมีความสามารถพิเศษก็เลยจะเอาลูกไปเรียนดนตรี เขาก็เอาผมไปเรียนกีตาร์ แล้วตอนนั้นตอนเด็ก ๆ ผมจะตัวเล็กมาก ผมก็รู้สึกว่าทำไมเฟร็ตมันใหญ่ ผมเมื่อยมาก คิดว่าทำไมกูต้องเรียนกีตาร์ เพราะไม่มีอย่างอื่นให้เล่นอะเนอะ ก็เรียนไปสักประมาณอาทิตย์หนึ่ง ไม่ถึงเดือน ขอเลิก เขาเลยเอาผมไปเรียนอิเล็กโทน จากนั้นผมก็เรียนอิเล็กโทนตั้งแต่อายุ 6 ขวบถึงอายุประมาณ 13 – 14 มันมีทั้งหมด 8 เล่ม ผมเรียนไป 7 ไม่จบ แต่ก็คือความทรงจำของผมจนทุกวันนี้ว่าผมต้องไปเรียนดนตรีที่ยามาฮ่าหนึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เด็กยันโต

บอย: ผมจำความได้ก็เริ่มร้องเพลงแล้วครับ ตั้งแต่เด็ก แล้วก็ร้องเพลงเก่งมาตั้งแต่เกิดเลยครับ (หัวเราะ) รู้สึกว่าร้องเพลงแล้วรู้สึกเป็นที่รัก แต่มันก็อายนะ จริง ๆ มันก็อาย แต่ก็ทำทุกอย่างเพื่อเงินมาตั้งแต่ตอนนั้น เขาให้พันนึงนะเว้ย หาเงินจากการร้องเพลงครั้งแรก เขาให้ร้องมนต์สิทธิ์ คําสร้อยครับ ชุดสั่งนาง น่าจะ ป.3 ป.4 เราก็รู้สึกว่าอาจเป็นพรจากพ่อจากแม่ของเรา เพราะพ่อแม่ร้องเพลงเพราะมาก เขาจะร้องเพลงหนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือจีบกัน

ป้อม: ของผมจะเป็นความทรงจำประมาณสัก 9 ขวบครับ นั่งมอเตอร์ไซค์ไปกับพ่อ ตรงวงเวียนใหญ่ แล้วพ่อก็ซื้อเครื่องสเตอริโอโซนี่ ที่มันสามารถปรับอีควอไลเซอร์ (Equalizer) เอาเครื่องนั้นกลับบ้านแล้วพ่อก็ไล่เอาเทปทั้งหมดที่อยู่ในรถแกมานั่งฟัง เราก็เริ่มได้จับของละ เพราะว่าของมันตั้งอยู่ที่บ้าน เราก็ไล่ใส่ฟังไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมาจากพวกเพลงลูกทุ่ง แล้วก็มีเพลงลูกกรุง เพลงพวกชรัส เฟื่องอารมย์ มีคาราบาว มีทุกแบบ หลากหลายมาก พ่อผมเรียกได้ว่าเป็นนักฟังที่ดีคนหนึ่งเลย แล้วผมก็ได้จับ EQ ด้วย เริ่มจับย่านเสียงเป็นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเครื่องดนตรีไหนเป็นอะไร 

ผมมีพี่ชาย พี่ชายจะชอบปรามาสผมว่า มึงแยกกีตาร์กับเบสออกจากกันได้ไหม เหมือนกับมันท้าให้ผม ear training ตั้งแต่เด็ก เราก็เลยทำ ear training ด้วยตัวเอง ด้วย EQ ตั้งแต่เด็กเลย นี่คือ first touch ของผมกับดนตรี ก็เลยกลายเป็นว่าฟังเพลงหลากหลายมาก ยุ่งกับ EQ ตั้งแต่เด็ก เป็นสายที่ฟังอะไรก็จะชอบได้ หาอะไรฟังได้ตลอดเวลา หลังจากนั้นก็เริ่มมีรสนิยมในการซื้อเพลงของตัวเอง เทปวงแรกที่ซื้อก็จะเป็นเพลงแปลงของมนต์รักลูกทุ่ง แล้วก็ค่อย ๆ develop ฟัง เจ (เจตริน) แร็พเตอร์ อะไรพวกนี้ แต่ความทรงจำแรกมันเกิดมาจากเครื่องสเตอริโอโซนี่นั่นแหละ

บอย: ผมเคยขอให้แม่ซื้อเทปไมเคิล แจ็กสัน แล้วเพิ่งมารู้ตอนโตว่ามันคือของก๊อบจากจีน ก๊อบแบบเป็นวง cover

ปีติ: ประสบการณ์เดียวกัน jon bovi ชอบมากเลยอัลบั้มนั้น ทำให้ชอบ Bon Jovi เลย แต่พอฟังไปฟังมา เอ้า นี่มันคือ cover band (ทุกคนหัวเราะ) ก็ว่าอยู่ทำไมหน้าปก Bon Jovi ไม่เห็นมีอัลบั้มนี้

ป้อม: โคตรเฟี้ยวอะ ไม่มีในยุค streaming แน่นอน cover band โคตรตลก

The People: ความทรงจำแรกของคุณกับ Lomosonic เป็นแบบไหน

ป้อม: งั้นเดี๋ยวผมเรียงหินก้อนแรกให้เลย มีผมกับโต้ คือออตโต้มาชวนผมทำวง เพราะเขารู้ว่าผมทำเพลงของตัวเองเป็นเพลงแบบตลกโปกฮานี่แหละ ทำประมาณปีละ 100 เพลง คือตอนนั้นปีหนึ่ง ฟิตมาก ไม่เรียนหนังสือแล้ว คลั่ง ได้ของก็นั่งทำ ทำแต่เพลงไร้สาระ เพลงแบบแกล้งเพื่อน แซวแฟนตัวเอง ไร้สาระจริง ๆ แล้วก็ตอนนั้นจะเริ่มฟังเพลงที่ซีเรียสขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ลงลึกขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราเรียนสถาปัตย์ เราไม่ต้องอะไรกับใครมาก เราก็ฟังเพลงลึก ๆ ได้ ผมอยากทำเพลงแบบ french electronic pop แล้วออตโต้มาชวนทำวง ก็เลย เฮ้ย! เราทำวงเป็นพวก duo electronic แล้วกัน สองคน กะว่าจะเปิดดีเจ ตึบ ๆ ๆ ๆ เท่ ๆ โยกตัวแค่นี้พอ ซึ่งพอลงเอยก็เป็นแบบนี้นะ เป็น Lomosonic หัวฟูมาเลย แต่ first touch คืออยากทำ electronic french pop ครับ ของผม

ออตโต้: หินก้อนที่สอง พออยู่สองคนไปรู้สึกว่ามันไม่มีใครร้องดี นี่คือ point 

ป้อม: ใช่สิ วงอื่นมาตั้งหลายคนทำไมเรามีสองคน มันจะสนุกได้ไง ก็เลยลองเพิ่มเติมสมาชิก เรียกมือเบสมา ยืมด้วยนะ ยืมมาจากวงอื่น แล้วตอนนั้นก็มีนักร้องอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่บอย เป็นวง ไม่ใช่วงนี้หรอก แต่เป็นรากฐานของมัน แล้วอยู่ดี ๆ วันนั้นไอ้นักร้องมันไม่มา มันหนีไปไหนไม่รู้ ไอ้นี่ (บอย) เขาอยู่แถวนั้น เขาก็เลยเดินเข้ามาเสียบ มาถามพี่เล่นเพลงอะไร เฮ้ย! ผมร้องได้ มันบอกว่ามันร้องได้ แล้วเราก็รู้จักบอย รู้จักตอนมันเล่นดนตรีอยู่แล้ว ก็เลยทำมาด้วยกัน แล้วก็เป็นปีติ คนสุดท้าย ปีติก็จะอยู่รุ่นเดียวกับบอย เป็นเหมือนตัวละครลับ ในเกมคือคุณต้องเคลียร์หลาย ๆ ด่านถึงจะได้เจอ เพราะว่าบอยเป็นคนพาเข้ามา ยังไงนะ

บอย: ผมไปห้องมันครับ ห้องมันมีแอร์

ป้อม: อ๋อ มีแอร์ครับ 

บอย: มีแอร์ มีการ์ตูน มีวิดีโออะไรให้ดู ก็เลยเห็นว่ามันมีกีตาร์อยู่ในห้อง แต่ว่าเราก็รู้แหละ แต่ไม่มีใครรู้นะว่ามันเล่นกีตาร์ 

ป้อม: เขาเป็นประธานนักเรียน 

บอย: แล้วก็ชวนมา ด้วยเป้าหมายคือครองโลก เราจะยิ่งใหญ่ (หัวเราะ) เราจะทำวงนี่แหละครับ ทำวงอาชีพ

ออตโต้: ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอะไรยังไงนะ แต่ผมคือ ผมอยากมีอาชีพแล้ว

ป้อม: ส่วนผมอยากเล่นดนตรีต่อหลังจากเรียนจบ มันไม่มีเวทีให้เล่นแล้ว เรามีแต่ต้องทำเพลงของตัวเองเท่านั้น ไม่งั้นไม่ได้เล่นแน่

ปีติ: ส่วนมุมมองของผมก็ ถ้าย้อนกลับไปก็จะชอบเล่นกีตาร์ แต่ไม่ค่อยเล่นเป็นเพลง เพราะว่าไม่ชอบแกะเพลง ถ้าจะเล่นโซโล่ก็ไปหา tab มันจะเป็นตัวเลข แล้วก็เล่นตาม เล่นแบบไม่มีวงเพราะว่าไม่ค่อยแกะเพลง แต่ก็จะชอบไปอยู่ในสังคมที่เป็นดนตรีตลอด เพื่อน ๆ ผมก็จะจัดงาน underground มีปาร์ตี้ อะไรแบบนี้ ก็ค่อนข้างจะอยู่ในสังคมที่ฟังเพลงเฉพาะทางอยู่ประมาณหนึ่ง ช่วงนั้นก็จะเป็นแนว emo ฟังอยู่คนเดียว ไม่ค่อยแชร์เทสต์ จนเจอบอย ยังไม่ได้คิดจะทำวง แต่ก็มีวันหนึ่งบอยก็ชวนไปห้องซ้อม ตอนนั้นก็มีพี่ป้อม

บอย: ไม่ ชวนไปคอสโมก่อน ชวนปีติไปห้องพี่ป้อม แล้วไปนั่งฟังเพลงที่พี่ป้อมทำ แล้วก็จำได้ว่าตอนนั้นนั่งกระป้อกลับ มันถามว่า เชี่ย! เราจะทำเพลงแบบนี้จริง ๆ เหรอวะ

ป้อม: ทำเพลงแบบว่าตลก ๆ 

ออตโต้: มันก็ต่อยอดมา

ปีติ: แล้วก็ ถ้ากลับมาอีกช่วงหนึ่งก็คืออยู่ในห้องซ้อมแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้มาแจมอะไร เหมือนมาดูซ้อมเฉย ๆ ตอนนั้นวงเล่นเพลง ‘ยื้อ’ แต่ผมนึกว่าเป็นเพลงที่แต่งกันเอง เพราะว่าไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทย เลย เฮ้ย! เพลงนี้แม่งเท่อะ แล้วก็ต่อมาก็เอากีตาร์มาแจมเลย บอกผมเล่นเพลงไม่เป็นเพลงนะ แต่ก็คือจะรู้ทฤษฎีบ้างว่าก็วิ่ง ๆ อยู่ในสเกลนี้แหละ

ป้อม: แต่วันแรกที่เราเล่นด้วยกัน คือเราไม่ได้เล่นอะไรเพลงอื่นเลย เรานับคอร์ดแล้วก็ซัดกันเลย

ปีติ: ใช่ ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นมันจะจูนกันยาก 

ป้อม: จริง ๆ วันนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะได้เพลงหนึ่งที่อยู่ในอัลบั้มแรกของ Lomo ด้วยนะ แต่ก็ได้แค่ groove เพลง

ปีติ: ก็เข้ามาแบบงง ๆ เหมือนกัน

The People: จุดไหนที่เริ่มจริงจังกับการทำวงดนตรีวงนี้

ป้อม: มันจริงจังพอสมควรมาตลอดนะ แต่ที่ผมจำได้ว่า ‘จริงจัง’ จริง ๆ คือวันที่มานั่งทำ sign contract ร่วมกัน ทุกคนน่าจะเรียนจบแล้ว แต่ว่าผมยัง เพราะว่าสถาปัตย์เรียน 5 ปี ออตโต้ 5 ปี ส่วนสองคนนี้ที่เป็นรุ่นน้องเรียนจบแล้ว แล้วก็ไปกินข้าวนั่งคุยกัน ตอนนั้นเรามี deal กับค่ายเพลง smallroom ไว้ แต่ยังไม่ sign contract กัน วันนั้นเป็นวันที่เราได้ตกลงว่าเราจะทำอีกสัก 5 ปีนะ ถ้าไม่เห็นผลอะไร เราจะเลิก มันมีตัวเลขกำหนดให้ เพราะว่าผมเรียนจบแล้วก็ต้องทำงาน แล้วผมจะออกไปทางไหนล่ะ ผมจะ run career เต็มที่ ทำงานแบบพุ่งไปเลยดีไหม หรือว่าจะทำงานแล้วก็แบ่งเวลามาทำดนตรีด้วย เราเลย deal กันที่ 5 ปี เพราะฉะนั้นก็จะเป็นวันที่เรียกว่าจริงจังโคตร ๆ แต่จริง ๆ ก่อนหน้านั้นก็จริงจังอยู่แล้ว อย่างวันที่เข้าไปส่ง demo กันก็จริงจัง

ปีติ : เพราะว่ามันสนุกมากกว่า ก็เลยทำมาเรื่อย ๆ แล้วส่วนใหญ่ตอนนั้นก็ใช้ห้องผมเป็นห้องอัดเดโม เป็นช่วงเวลาที่ตื่นมาแล้วงานมันอยู่ข้าง ๆ คอมพิวเตอร์อยู่ข้าง ๆ ไมค์อยู่ข้าง ๆ ตื่นมาก็ทำแต่ดนตรีเลย

ป้อม: มันเป็นช่วงที่หอผมอยู่ห่างกับปีติแค่ 300 – 400 เมตรเอง ผมไปค้างห้องปีติก็มี 

ออตโต้: ผมว่าความสนุกมันพาต่อยอดไปเรื่อย ๆ ในเรื่องของความจริงจังขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะว่าจากความเสี่ยงแล้วมันได้ต่อยอดแล้วเราก็อยากจะใช้เวลาในด้านนี้มากขึ้น

ป้อม: แล้วผมก็จะมีเพื่อนเล่นกีตาร์ด้วย ช่วงแรกผมจะติดไปเล่นกีตาร์ห้องปีติบ่อย

บอย: ผมจริงจังตั้งแต่วันแรกเลย ผมจะโดนล้อตั้งแต่เด็กว่าเป็นคนจริงจังเกินเหตุ ซึ่งผมไม่เสียใจเลยที่ผมจริงจัง และผมจะจริงจังกว่านี้อีก 

 

The People: เนื่องจาก Theme ของอัลบั้มนี้เป็นเรื่อง ความสุข ความเศร้า และความเข้าใจ เลยอยากรู้ว่าช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ช่วงไหนมีความสุขที่สุด เศร้าที่สุด และเข้าใจที่สุด

ป้อม: ผมว่าความสุข ถ้าเอาแบบว่าสุขสุด ๆ มันต้องเป็นตอนที่เราไม่ต้องคิดเรื่องเงิน ไม่ต้องคิดอะไรเลยเรื่องโครงสร้าง ว่าจะราคาขายยังไง ไม่ต้องมี technician ที่เราต้องดูแลเขา คือช่วงที่เราเป็นตัวเรามาก ๆ สนุกที่สุด เจ็บตัวได้มากที่สุด จะหลั่งเลือดจะอะไรยังไง วันพรุ่งนี้กูฟื้นกลับมาแน่นอน เป็นฟอร์มของเด็กหนุ่มมาก ๆ ตอนนั้นสนุก แต่ในส่วนของที่เป็นความเศร้า ผมคิดแบบนี้ครับ คือผมเลือกจะไม่จำอารมณ์ความรู้สึกตรงนั้น เราจำแค่บทเรียนพอ และนั่นคือความเข้าใจด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าปฏิเสธมัน แกล้งลืมมันไปนะ แต่เราเก็บไว้แค่บทเรียน แล้วถือว่าตัดจบ ไม่เก็บดอกเบี้ยอีก เท่านั้นเลย

ออตโต้: ผมว่าจริง ๆ มันก็ต้องชอบทุกตอนนะความสุข อยู่ด้วยกันมันก็มีความสุข แต่ว่าถ้าชอบที่สุดก็คงง่าย ๆ ผมชอบเวลาเดินทาง เพราะว่าช่วงเวลาเดินทางมันได้อยู่ด้วยกัน เดินทางบนรถตู้หรือใด ๆ ก็ตาม มันมีการแชร์กัน การฟังเพลง การพูดคุยกัน เมาท์มอยใด ๆ ก็ตามจะอยู่ในช่วงเวลานั้น ไม่รู้ว่าอาชีพอื่นจะมีอะไรแบบนี้แค่ไหน แต่ผมว่าอาชีพผมกับวงที่ทำกัน ช่วงเวลานั้นมีความสุข 

ส่วนความเศร้า คิดได้เมื่อกี้เลย ช่วงโควิด-19 นี่แหละ คือช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาภายใน 3 ปีเราออกไป 2 อัลบั้ม 13 เพลง มันไม่ถูกเอามาใช้อย่างเต็มที่ มันน่าเศร้ามากเลยนะ คือ เราตั้งใจทำเท่ากันทุกครั้ง แต่ว่าสุดท้ายมันโชว์ได้แค่ในดิจิทัล หรือว่าออนไลน์ มันไม่สามารถเอาไปเล่นสดได้ ซึ่งวงเราอะ เราชอบเล่นสด อันนี้โคตรเศร้า เกิดมาไม่เคยรู้สึกว่าการเล่นดนตรีแม่งต้องเศร้าขนาดนี้

ป้อม: ตอนนั้นมันมีความรู้สึกนี้ด้วย เดี๋ยวก็สมหวังเดี๋ยวก็ผิดหวัง เพราะว่าเขาจะมีคิวจองมา เราก็อยากไปเล่น สุดท้ายก็อกหักเพราะว่ามีโรคระบาด ต้อง cancel นะ มันก็อกหัก อกหักจนพักหลัง ๆ เริ่มจะชินชา มันแย่มากนะ คือเราต้องการเล่นสด เราต้องการไปเล่นแล้วก็ได้รับสิ่งที่คนดูให้เรา เราให้คนดู มันมีค่ามากกว่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ชอบเงินนะ เราชอบ (หัวเราะ)

ปีติ: ผมชอบความทรงจำในช่วงที่อยู่ด้วยกัน ทำเพลงด้วยกัน มันเหมือนว่าเรากำลังสร้างสิ่งใหม่ ๆ แล้วพอมันเป็นรูปธรรมขึ้นมา ถึงจะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ แต่เราชอบมาก ไม่รู้หรอกว่ามันขายได้ไหม แต่เราได้สร้างสิ่งที่เราชอบ ที่เราอยากฟังมัน ผมว่ามันก็สนุกดี ส่วนความเศร้า มันมีอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ไม่รู้ว่ามันเป็นความทรงจำหรือเป็นแค่ความรู้สึก ความรู้สึกว่าถ้าตัวเองเก่งกว่านี้วงก็จะได้ไปไกลกว่านี้ มีความคิดอะไรแบบนี้อยู่เยอะเหมือนกัน  ถ้าเราหล่อ เป็นเซเลบโซเชียลฯ หรืออะไรที่ทำให้วงไปได้ไกลกว่านี้ บางทีก็คิดว่าถ้าไม่มีเราอยู่ วงนี้อาจจะดังกว่าก็ได้ ช่วงโควิด-19 มันก็อาจจะทำให้คนฟุ้งซ่านหรืออะไรเยอะอยู่ แต่นั่นก็อาจเป็นแค่ความรู้สึกที่เคยคิดเฉย ๆ 

บอย: สำหรับผม ความสุข ทุกอย่างที่เป็น Lomosonic ครับ ความเศร้า ไม่มี ความเข้าใจก็เท่าที่เห็น (หัวเราะ) จากความเข้าใจตอนนี้ ความสุขของผมคือการเข้าไปในที่ที่รู้สึกว่าไม่ต้องกระอักกระอ่วน มันคือที่ที่เราเป็นเจ้าของ มันคือที่ที่เราไปแล้วไม่รู้สึกว่าอยากจะเดินออกจากตรงนั้น เพราะว่าผมเป็นมนุษย์ที่ดื้อ ไม่ให้ใครบังคับตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พ่อแม่บังคับไม่ได้ ก็ลูกเนรคุณคนหนึ่ง (หัวเราะ) หมายถึงว่าก็มีบางอย่างที่เขาไม่ได้อยากให้ผมเป็น แต่ผมก็ดื้ออยู่พอสมควร ความเศร้าก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหรอก เวลาออกไปเล่นแล้ว มันเหมือนเราไปเป็นตัวทำเงินให้เขา เหมือนเราพาคนมากินเหล้าหรือเปล่าวะ อันนี้เศร้า รู้สึกตัวเองไม่มีค่าเลย ตรงนั้นก็เลยกลายเป็นความเข้าใจทุกวันนี้ว่า

ป้อม: มันเป็นอาชีพ

บอย: ใช่ มันคือกาลเทศะ เวลากับสถานที่ เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ก็จริง แต่ในส่วนที่เราควบคุมได้ เราทำกันดีที่สุด จนสุดท้ายมันประกอบมาเป็นความเข้าใจที่ค่อนข้างเสถียรนะ เพราะว่าสุดท้ายพอผมดังขึ้น ผมจะควบคุมทุกอย่างให้ได้ (หัวเราะ) ผมจะไม่ปล่อยให้ใครสามารถมาหยิ่งทะนงกับผมได้ ไม่ปล่อยให้ใครมานั่งในโชว์ผมได้ ผมจะชี้ ลุกขึ้นมา (หัวเราะ) ก็ไม่ขนาดนั้น ทุกอย่างที่มันแสดงออกมา มันต้องมาจากพื้นฐานความเข้าใจนะ ในทุก ๆ คืน ในทุก ๆ อย่างที่เราทำ เราเล่น มันจะปราศจากเหตุผลอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันจะปราศจากอารมณ์ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ผมไม่ได้มีความสุขนะเวลาผมด่าใครแล้วเกิดปัญหา หรือว่ามันไปเกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด แต่ว่าเคยมีเพื่อนในวงนี่แหละ พูดว่ามันไม่มีใครจ่ายเงินมาให้มึงมาเป็นตัวเองให้คนอื่นดูหรอก

ป้อม: ผมนี่แหละบอก

บอย: ใช่ แต่ว่าผมก็ไม่ได้อยากจะด่าคนนะ ถ้าคือมันแบบ เข้าไปแล้วทุกอย่างฟึ่บขึ้นมา เคยเห็นต้นไมยราบใช่ไหม เวลาแตะมันหุบใช่ปะ แต่ถ้าเราถ่ายออกมาแล้ว reverse ถ้าเข้าไปในร้านแล้วทุกคน ตู้ม! อย่างนี้ ผมต้องไปพูดทำไม ผมก็เล่นดิ สนุกจะตาย แต่ผมไม่ได้มองว่าผมไปทำสงครามในทุกคืนหรอก ผมขึ้นไปเพื่อที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วผมตั้งใจมาก ผมจะไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาในกาลเทศะของเราแล้วมาทำเรื่องเศร้า สักวันหนึ่งเรื่องเศร้ามันต้องหมดไป เราไม่ได้ต้องการให้ใครมากราบไหว้เรานะ ผมจะไม่ค่อยชอบรับเกียรติยศอะไร มันหนักไป ผมไม่อยากไปเป็นกำลังใจเดียวของใคร ไม่มีทางอะ

The People: อยากให้ขยายความประโยค ‘ไม่มีใครจ่ายเงินให้เรามาเป็นตัวเอง’ 

บอย: ใช่ คือเราว่า เราเคยมีภาพที่ใครเขาจำ พอวันหนึ่งเราเข้าใจแล้วเรารู้สึกว่าเราอยากจะลดถอย เราอยากจะตัดทอน เราจะไม่อยากด่าคนแล้ว เราไม่อยากตะโกน ไม่อยากตะคอก เราอยากขึ้นไปเล่นดนตรี อ้าว! ไม่ชอบเฉย 

เขาจ่ายมาเพื่อเขาอยากจะเห็นสิ่งนั้น เขาอยากเห็นความเป็น Lomo นั่นแหละ ความเป็น Lomo ที่เขาเข้าใจ คือสิ่งที่เราสื่อสารไป 100 มันไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจทั้ง 100 หรอก แต่เราก็มีสารที่อยากส่งออกไป และดีใจถ้ามีคนที่รับสารไปแล้วเข้าใจสิ่งที่เราอยากจะสื่อ มีคนส่งรูปใบเรียนจบมาให้ มันดีใจยิ่งกว่าได้รับรางวัลศิลปินยอดเยี่ยมประจำปีอีก เพราะอันนี้มันคือรางวัลที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต เพราะว่าเขาเห็นเราพูด ซึ่งมันไปในลักษณะท่าทางที่ดุด่า แต่เขาเข้าใจ และเขาไปต่อยอดได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังยืนยันว่าเราไม่รับเป็นไอดอลของใคร 

ก็คนอะ วันหนึ่งเดี๋ยวมาผิดหวัง โห! ผมผิดหวังในตัวพี่จริง ๆ เลยอะไรอย่างนี้ เมื่อก่อน พอออกไปทำอะไรที่มันเป็นตัวเองแล้วคนชมกลับมา เอิด (ภาษาใต้ มีความหมายไทยกลางคล้ายคำว่า เหิมเกริม, เหลิง, กร่าง) อยู่แล้วแหละ ใครก็อยากได้ยินแต่คำชมปะ แต่ตอนนี้ไม่อยากรับ จะดีใจลึก ๆ ถ้ามันถูกต่อยอด เขากลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ ถ้าเขาเป็นโรคแล้วมาเจอเราแล้วเขาดีขึ้น ถ้าเขาเรียนจบ ถ้าเขาตั้งใจ มันดีกว่าไอ้เรื่องความเศร้าเมื่อกี้ที่ผมบอก ผมไม่ได้พาให้ใครมากินเหล้า 

แต่คนไม่เข้าใจก็มีนะ อย่างเล่นคอนเสิร์ตใหญ่เราไม่พูดเลยนะ เพราะว่าเราคิดว่าเราได้ป่าวประกาศอยู่แล้ว แต่บางคนที่เขามาดูคอนเสิร์ตใหญ่ เขาไม่เคยไปดูตามโชว์ต่าง ๆ ไง เราก็เลย เอ๊ย! เราพลาดตรงนี้ไปหรือเปล่า กับการที่ไม่ compromise มันก็ต่อยอดมาว่าต่อไปเราจะเป็นตัวเองยังไงให้มันอยู่ตรงกลางมากที่สุด ให้เป็นประโยชน์กับทุกคนมากที่สุด ให้แม้กระทั่งคนที่เดินเข้ามาเพื่ออยากกินเหล้าประชดความรักก็ยังได้อะไรกลับไป ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ต้องไปส่งต่ออะไรให้ใครบ้าง 

ไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่งนะ แต่ผมว่าพวกเราไม่ต้องพิสูจน์เรื่องความสามารถเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เรนจ์เสียง เรื่องสมรรถภาพหรือพละกำลังแล้ว ที่เรากำลังทำคือเราอยากเป็นตัวเองให้มันเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ แล้วก็ดีกับชาวบ้าน

 

The People: Lomosonic ที่แต่ละคนอยากให้มันเป็น หรืออยากให้คนอื่นมองเข้ามาเห็นวงดนตรีวงนี้ในรูปแบบไหน

ป้อม: ผมไม่สนใจเรื่องคนอื่นมองเข้ามาเลย ผมสนใจแค่ว่าผมมองคนที่อยู่กับผมมา 10 กว่าปีตรงนี้ยังไง ผมรู้สึกกับเพื่อนทุกคนเหมือนเพื่อนมหาวิทยาลัยเหมือนเดิมเสมอ มันค้างอยู่ในสภาพนั้นตลอดกาล เหมือนกับที่ผมคบเพื่อนคนไหนก็ตาม ผมเหมือนเดิมเสมอ ผมถึงไม่สนใจเรื่องคนนอกเลยว่ามันจะยังไง

คือผมรู้สึกว่าโลกข้างนอกนี้คือเราแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลยนะ แล้วก็มีกับระเบิดอยู่เยอะ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะทำให้เราเป๋ไป ดังนั้นผมเลยต้องกลับมาตั้งมั่นตรงฐานแรกที่สุดของผมว่า ในสายตาที่มองสมาชิกแต่ละคน เราเห็นเป็นเพื่อนมนุษย์ เห็นเป็นเพื่อนร่วมเรียนดีไซน์มาด้วยกันด้วย นั่นคือสิ่งที่ผม appreciate ทุกคนเรียนดีไซน์มาหมด เราคุยภาษาแบบนี้ได้ ภาษาแบบที่ผมใช้คุยกับวง ผมไม่สามารถใช้คุยกับคนข้างนอกได้เลย ภาษาที่ผมคุยกับออตโต้อย่างนี้ คือผมคุยกับคนข้างนอกไม่ได้ นึกออกไหม หรือวิธีการทำงานที่เราทำกันเองแบบนี้ ผมเอาไปใช้ทำงานกับที่ออฟฟิศไม่ได้ เราสามารถ conduct วิธีการทำงาน conduct วิธีการ communicate ได้ สร้าง culture ของตัวเองได้ในทุก ๆ แบบ ขอแค่เราคุยกัน ผมมองแบบนั้น มันเลยเหมือนเป็น group of design students เหมือนเดิมตลอดกาล แล้วเวลาที่มันผ่านไปเรื่อย ๆ โจทย์ชีวิตก็จะให้เรา design อะไรใหม่ ๆ หา tools ใหม่ ๆ มาเพื่อข้ามผ่านพาร์ตต่าง ๆ ในชีวิตไปได้ แล้วก็ช่วยกัน design ต่อ 

บอย: สำหรับผม Lomosonic เป็นวงร็อกที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่ายังไม่เคยยิ่งใหญ่เลย ก็เลยอยากรู้ว่าความยิ่งใหญ่มันเป็นยังไง ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วความยิ่งใหญ่มันจะว่างเปล่า แต่กูยังไม่เคยยิ่งใหญ่เลย กูอยากรู้ว่าความว่างเปล่ามันเป็นยังไง ยังไม่รู้เลยว่าไปยืน stadium นั้นมันเป็นยังไง ก็อยากไป

ป้อม: อยากรู้สึกว่างเปล่าจัง

บอย: อยากรู้สึกว่างเปล่าจัง ยังไม่อยากเป็นคนที่บอกว่าจะไปทำไม อ้าว! ผมยังไม่เคยไปเลยอะ อันนี้ส่วนตัวนะ ผมอยากไปยืนอยู่ตรงนั้น คนจะหัวเราะเยาะผมตลอด มันเป็นไปไม่ได้หรอก การที่วงหนึ่งจะไปยืนบน stadium จะไปราชมังฯ (ราชมังคลากีฬาสถาน) อะไรอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้ เอ้า! ก็มันมีสิทธิ์ที่จะฝันแล้วอะ มึงมีสิทธิ์ที่จะฝันแล้วอะ ต้องฝันให้ใหญ่ดิ แล้วถ้ามันมีโอกาสได้ไปยืนเล่นบนราชมังฯ ก็ไม่ได้มองว่าจะมาตอบแทนคนอื่นด้วยความสำเร็จหรอก วันรุ่งขึ้นผมก็คงไปขี่มอเตอร์ไซค์เล่นเหมือนเดิม แต่ผมอยากรู้ไง ผมทำตรงนี้อยู่เพื่ออะไรอะ ยิ่งใหญ่ดิ ตอนนี้ราชมังฯ ใหญ่สุดแล้ว ถ้ามันมีเปิดแคมเปญว่าไปเล่นต่างประเทศก็อยากไป ยิ่งเยอะยิ่งดี 

ผมชอบเล่นที่คนเยอะ ๆ ยิ่งสุดลูกหูลูกตาแบบตอนที่ขอนแก่นวันนั้น หนึ่งแสนห้าหมื่นคน หนึ่งแสนห้าหมื่นคนเลยเหรอ เราแม่งไม่รู้ตัวว่าเราใช้พลังงานไปขนาดไหน แล้วภาพที่มันเกิดขึ้นมันขนาดไหน พอลงมาแล้วแบบ รู้สึก เออ…มันนอนไม่หลับ มันอยากทำอีก มีสูงอีกก็ไปอีกอะ สำหรับผมมันไม่มี burn out

เพราะฉะนั้นผมมองว่า Lomosonic เป็นยังไง ผมว่าถ้ามันบินได้สูงขึ้นไปอีกก็ไป แล้วก็ถ้ามันได้เงินด้วยก็ดี อยากเท่ อยากโก้ อยากรวยแล้วอยากเท่ด้วย เป็น Lomo แล้วรวย แล้วเท่ 

ตอนที่วงไปเล่นต่างประเทศเราก็น่าจะเห็นภาพเดียวกันแหละ ว่าเรากำลังสู้เพื่ออะไรสักอย่าง อย่างเราไปจีนอย่างนี้ ก็มีสภาวะเป็นแค่วงตัวเปล่า เหมือนวันแรกที่เราไปเล่นแฟตเฟสติวัล หน้าเวทีมีอยู่ 5 คน วันนั้นเลย ต่อให้มึงเอิดว่ามึงเล่นในเมืองไทยแล้วมีคนดูเยอะขนาดไหน แต่พอไปอยู่ตรงนู้นอะ มึงแค่เด็กเพิ่งทำวง เออ…ดี อันนั้นแหละดีเลย กลับมาแล้ว โอโห!

ป้อม: เป็นไงล่ะมึงมีเท่านี้แหละ

บอย: นี่แหละ มันก็ประกอบเป็นความเข้าใจให้วงดนตรีวงนี้เห็นอะไรมากขึ้น ผมอยากไป stadium นะ ผมบอกเลย หัวเราะผมได้เลย ชี้หน้าผมได้เลย แล้วสุดท้ายผมก็รู้สึกว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้ก็ได้ แต่ขอให้ได้พยายามก่อน แล้วถ้าสมมติมันบังเกิด บังเอิญไปถึงได้ ตอนคุณกลับมาสัมภาษณ์เราจะได้กลับมาบอกว่า (ทำเสียงเข้ม) ผมว่ามันว่างเปล่าเหลือเกิน (หัวเราะ) อยากพูดคำนี้ (เพื่อน ๆ ตบโต๊ะถูกใจ) โหยมันว่างเปล่าเหลือเกิน รู้สึกเศร้า เศร้าที่ได้เล่น stadium

แต่ผมว่าเชื่อเถอะ ถ้ามันเกิดมีบุญบารมีถึงตรงนั้นได้ ผมว่าเหวอกันหมดแหละ 4 คนนี้ 

ออตโต้: ผมมองว่า Lomosonic เป็นกลุ่มคนที่แบกความฝันพร้อมกับงานบริการ ที่แต่ก่อนเคยได้รับเกียรติมากกว่านี้ ทุกวันนี้เวลาผ่านไป แทนที่การได้รับเกียรติมันน่าจะสูงขึ้น แต่คนเริ่มให้เกียรติกันน้อยลง อาจด้วยความที่เป็นโซเชียลฯ พวก distance มันไม่เหลือ สมัยก่อนถ้าอยากเจอพี่โป่ง หิน เหล็ก ไฟ เจอยากนะ ทุกวันนี้มันไม่มี distance นั้น ไม่ได้บอกว่าเรายิ่งใหญ่มาจากไหน แต่ว่าน่าจะให้เกียรติกันแต่ว่าเราก็ยังแบกความฝันของเรา ยังเป็นกลุ่มคนที่แบกความฝัน พร้อมจะไปให้ความสนุกด้วยการบริการทุกที่

ปีติ: ถ้าจะบอกว่าเรื่องเกียรติ อยากจะขยายเรื่อง privacy ของศิลปิน เพื่อนต่างประเทศผมมักจะถามว่าเฮ้ย! ประเทศยูสามารถเดินเข้าไปขอถ่ายรูปศิลปินในที่สาธารณะ ระหว่างที่เขาใช้ชีวิตส่วนตัวได้เลยเหรอ ที่ประเทศเขาทำไม่ได้นะ มันเป็นการก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวเกินไป 

ออตโต้: ไม่ได้ถือตัวนะ แต่ว่ามันคือสิ่งที่ควรจะเป็น standard ในด้านดี แต่ทุกวันนี้ อย่างเมื่อวานก็เพิ่งเจอ มันมีคน set standard ใหม่ แต่อาจจะในอีกด้านว่าเขาจะ live ไปด้วยตลอดเวลาที่ดูการแสดงสด คือพอมันมีคนทำ พฤติกรรมที่มันไม่ปกติ มันก็จะถูกทำต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันไม่ควร

บอย: ผมอยากบอกว่าเราให้เกียรติทุกคนจริง ๆ นะ เราให้เกียรติแฟนเพลงมาก วิธีที่เราให้เกียรติแฟนเพลงได้ดีที่สุดคือการเล่นดนตรี คนอาจจะติดภาพเราจาก body surf คนอาจจะติดภาพกักขฬะ อวัจนภาษา ภาษาที่มันดูล่อแหลม ผมอาจจะเสียดายนิดหนึ่งว่าคนไม่ได้มองว่า Lomosonic เป็นวงที่เล่นดนตรีได้เนี้ยบ ซึ่งมันก็ไม่ได้เนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วหรอก แต่ความที่เรามองไปสู่คนดู แล้วเรามีความคิดอยู่ในหัวตลอด คุยกับเพื่อนตลอด เล่นดนตรีให้ดีที่สุดนะ ขอเนี้ยบนะ ขอมาตรฐานนะ นี่คือสิ่งที่เราให้เกียรติเขามากที่สุด

แต่มันก็จะมี ผมจะนิยามว่าคอนเสิร์ตที่มันองค์ลงอยู่บ้าง อย่างพวก Cat T-shirt อะไรงี้ โห! ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ร้องเหมือนคนหลักพันอะครับ ร้องมาเป็นเสียงเดียว แล้วไม่มีดำน้ำ ไม่มีอะไรเลยวันนั้น สำหรับเรานั่นคือเกียรติที่เราได้รับเลยนะ คือการได้รับเกียรติสูงสุดมากกว่ารางวัลใด ๆ เพราะวงเรามีชีวิตอยู่เพื่อเล่นดนตรี 

ป้อม: ผมว่าประเทศนี้ค่อนข้างดุดันกับศิลปะและอ่อนโยนกับเอนเตอร์เทนเมนต์ครับ อ่อนโยนกับความบันเทิง แต่ว่าดุดันกับศิลปะ 

ปีติ: สำหรับผมก็เป็นสถานที่ที่สนุกครับ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ได้ทำเพลง ก็มองเป็นสถานที่มากกว่าเป็นบุคคลครับ

ป้อม: คือมันก็สนุกแหละ แต่เราเพิ่งประชุมกับทีม gienie มา เก็บข้อมูลทั้งหมดกับการทำงานมาด้วยกัน ได้ข้อสรุปว่าวงดนตรีนี้ ถ้า ‘เพลงข้น คนเครียด โชว์คลั่ง’ เอนเกจเมนต์จะเยอะมาก ถ้าวาไรตี้ ยิ้มแย้มแจ่มใส ฮ่า ๆ งี้ เด็กแม่งด่าเลยอะ พี่แม่งปลอม แต่ผมว่ามันสนุกนะ กับการที่ได้เป็นตัวเอง

ปีติ: เพราะว่าผมว่าคงไม่มีวงไหนที่จะรับไป เพราะว่าส่วนตัวผมอาจจะเรียกว่า ก็ไม่ได้ถึงเกณฑ์มาตรฐานของมือกีตาร์อาชีพ

ป้อม: ผมด้วย ผมเล่นด้วย 3 นิ้ว (หัวเราะ) มันเป็นเรื่อง serve กันมาก ๆ ปีติมีสิ่งที่ผมไม่มี ผมก็มีบางอย่างเหมือนกัน แล้วเราก็ trade กัน สนุกดีครับ

 

The People: เห็นด้วยในประเด็น privacy นักดนตรีไทย ว่าทุกวันนี้อาจให้คุณค่ากับความเป็นส่วนตัวของศิลปิน หรืออาชีพใด ๆ ก็ตามที่เป็นที่รู้จักน้อยไปสักหน่อย

ป้อม: พอเขาเชื่อว่าเราเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เราต้องให้เขาได้ตลอดเวลา ซึ่งมันไม่ใช่ 

บอย: ผมว่ามันเป็นเรื่องค่านิยม กับอุปาทานในสังคมที่คิดว่า พี่บอยแม่งต้อง โลโมโซนิ้กกกกก ได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าผมดุกลับไป ผมก็จะกลายเป็นจำเลย เมื่อเราเสิร์ฟเขาไม่ได้ เขาก็จะสงสัยว่าทำไมถึงให้ไม่ได้ 

ผมเป็นคนพูดเบามากนะในชีวิตประจำวัน แล้วก็เป็นคนพูดช้ามาก ผมเนิบนาบมากเวลาอยู่บ้าน แต่คนจะคิดว่าผมจะต้อง เฮ้ยยย! (ตะโกน) ยังงี้ตลอดเวลา สวัสดีครับ The People! (ตะโกน) อย่างนี้เหรอ อันนี้เป็นเสียงที่ใช้เวลาอยู่บนเวที คนก็เลยอาจจะเข้าใจว่าผมเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่จริง ๆ ผมก็คือคนธรรมดา ผมไม่ชอบคนมาพูดคำหยาบใส่ด้วยซ้ำ

ผมว่าการเคารพพื้นที่ส่วนตัวศิลปินบ้าง เข้าใจความแตกต่างระหว่างเวลางานกับความเป็นมนุษย์ของเขาบ้าง อันนี้ผมว่าเป็นค่านิยมที่ควรสร้างนะ มันเป็นผลดีกับวงการด้วย คุณจะไม่ทำให้ศิลปินป่วย แล้วศิลปินก็ไม่ต้องมานั่งกังวล ผมว่าคนที่ดังไปแล้วเขามี manual ของเขาแหละ แต่คนที่กึ่งสุกกึ่งดิบอะ ยาก อาจจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ปัจจุบันศิลปินป่วยกันเยอะ เปลืองเงินไปหาหมออีก 

ให้ personal space กับศิลปินมันดีนะเว้ย ยกตัวอย่างตัวเองก็ได้ เรารู้สึกดีมากเลยนะ วันนั้นที่นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านแล้วก็ได้ยินซุบซิบแหละ ทำเป็นใส่หูฟัง เฮ้ยพี่บอย ๆ แล้วมีน้องคนหนึ่งพูดว่า ให้ความเป็นส่วนตัวเขาหน่อยดีกว่า เราอยากจะหันกลับไปแล้วแบบว่า มาถ่ายรูปด้วยกันไหมครับ อย่างนี้เลย แต่ผมไม่มีความสามารถขนาดนั้น ผมไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองดัง อันนี้พูดจริง ๆ นะ ไม่ได้พูดเอาเท่ Lomo ไม่ได้ดังขนาดนั้น 

ออตโต้: เคยไปต่างจังหวัด ไปทัวร์ แล้วเจ้าของร้านให้นอนม่านรูด อันนี้เรื่องจริง ม่านรูดไม่เท่าไร ไม่จัดการห้องให้สมบูรณ์ดีด้วย

บอย: เป็นม่านรูดที่เพิ่งใช้

ออตโต้: ต้องขอย้าย

บอย: แล้วถ้าสมมติว่าวงโวยวายกลายเป็นวงไม่น่ารัก ทีมงานที่ไปกับเราก็ปรึกษากันว่า เราควรจะเป็นวงที่น่ารักนะ ต่อให้เขาเปิดม่านรูดที่เขาเพิ่งอึ๊บกันเราก็ต้องรับให้ได้ แต่จริง ๆ คือถ้าเขาคิดสักนิด เขาจะไม่จอง ไม่ต้องถึงขนาดไปจองแบบห้าดาวให้กันก็ได้ แค่เอาใจเขามาใส่ใจเราสักหน่อย

ป้อม: คือมันจะคล้าย ๆ กับเวลาผมตั้งสเตตัสถึงแฟนเพลงที่ไม่ค่อยมีมารยาท แล้วก็มีน้องคนหนึ่งมาแบบว่า หนูขอโทษนะ หนูเคยทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า คือจริง ๆ พอเราพูดเรื่องแบบนี้ออกไป สุดท้ายมันจะไปไม่ถึงคนที่ไม่มีมารยาทจริง ๆ กลายเป็นคนที่มีมารยาทกลาง ๆ คนปกติดีต้องมารู้สึกผิดแทน เหมือน feedback แม่งไม่ใช่อะ แต่เราก็ถ้าไม่ได้ระบายออกมาบ้างมันก็รู้สึกไม่ดี

ปีติ: ดีนะผมเป็นคนเก็บกด

บอย: (หัวเราะ) ไม่ต้องหวังว่าถึงระดับมหภาคอะไรหรอก ตอนที่เราเริ่มตั้งวงดนตรี เราพูดคำนี้ตลอดแหละ เราอยากเปลี่ยนแปลงโลกว่ะ แล้วเราก็คิดว่าการเริ่มจากตัวเองมันใช้ได้นะ ง่าย ๆ คิดถึงคนอื่น เหมือนที่คิดถึงตัวเอง 

แต่ทุกวันนี้ผมว่ามันก็ดีขึ้นนะ จะสามารถตอบแบบน่าหมั่นไส้ได้ว่าชื่อเสียงทำให้ทุกอย่างโอเคขึ้น แต่มันตอบที่ไม่ถูกต้องนะ เพราะคนควรจะให้เกียรติกันอยู่แล้ว ศิลปินจะได้ไม่ต้องป่วยเป็นโรค ศิลปินทั้งหลาย ไม่ได้มีความเรื่องมากอะไรเลย ไม่ต้องดูแลกันเกินจำเป็น ผมต่อคิวได้ ผมซื้อของเต็มราคาตลอด แต่ถ้าเขาอยากจะทรีตเราก็อยากให้มันทรีตเท่ากัน เพราะทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน

The People: อะไรที่อยากเล่าเกี่ยวกับอัลบั้ม PIECES OF MEMORIES

บอย: PIECES OF MEMORIES คือการทำงานแบบไม่มี reference เป็นเพลงที่เขียนกันในช่วง new normal นี่แหละ แล้วก็ wrap up concept กันทีหลัง โดยไม่รู้ตัวว่าที่ตัวเองเขียนไป 9 เพลง บรรยากาศและ concept มันเกี่ยวกับการจากลาทั้งหมด อธิบายง่าย ๆ ก็คือเหมือนเราจะเรียนจบแล้วเราย้ายหอ เราจะตัดทุกอย่างที่เคยเก็บไว้ทิ้งไป ตั๋วรถเมล์ เราเก็บมัน เราดูมัน เราทิ้งมัน เพื่อที่จะไปข้างหน้า

 

The People: ถ้าเป็นสิ่งที่เราอยากสื่อสารออกไปจากอัลบั้มนี้ล่ะ

บอย: ก็เป็นหนึ่งอัลบั้มจาก Lomosonic ที่เราตั้งใจทำ แล้วก็อยากเอาไปเล่นคอนเสิร์ตให้สนุก

ป้อม: ผมอยากได้อัลบั้มไทยร็อกเท่ ๆ เท่านั้นเอง อะไรก็ได้ แต่ว่าต้องเท่ ชุดนี้ เท่พอ (หัวเราะ)

บอย: เรื่องความกลมหรือว่าวิธีการทำงานมันก็ลงตัวขึ้นด้วยประสบการณ์ ทำงานมา ก็คงจะต้องดีขึ้นแหละนะ (หัวเราะ) ก็อยากได้อัลบั้มที่ดี เราเชื่อว่าในส่วนที่เราทำก็เป็นเพลงที่กระบวนการหรือว่าทุกอย่างไม่มีอะไรต้องทำเพิ่มแล้ว เสร็จสมบูรณ์แล้วสำหรับอัลบั้มนี้

 

The People: ในอัลบั้ม PIECES OF MEMORIES มีเพลงหนึ่งชื่อว่า ‘ได้โปรดจำฉันไว้’ อยากรู้ว่าแต่ละคนอยากให้คนในยุคข้างหน้าจดจำ Lomosonic ไว้อย่างไร

ป้อม: ส่วนตัวเลยนะ อย่างที่ผมเคยบอก คือผมไม่สนใจเลยว่าจะยังไง อยากจะจำยังไงผมควบคุมไม่ได้ แต่ผมว่าเราน่าจะทำได้ดีพอที่เขาจะจดจำว่าเราเป็นมืออาชีพ

บอย: นึกถึงกันบ้างก็พอ ส่วนความยิ่งใหญ่มันก็คงแล้วแต่เขา อาจจะเคยช่วยชีวิตใครด้วยเพลงก็ดีมากเลยนะ หรือว่าอาจจะเป็นแค่วงที่แพลม ๆ พูดมาก ก็ยังถือว่าจำกัน เจอหน้ายิ้มให้กันก็พอ สุดท้ายมันก็ต้องลืมอยู่แล้ว เราก็ต้องหายไป ก็ไม่แปลก จะอยู่ยงตลอดไปก็คงไม่ได้หรอก สุดท้ายก็ต้องลืม 

ปีติ: ผมอยากให้จำในฐานะที่เราเป็นนักประพันธ์มากกว่า เป็นคนสร้างเพลง เพราะว่าชอบฟังเพลง พออยู่มานานก็คิดว่าชอบสร้างเพลง ชอบมากกว่าเล่นสดด้วย ประมาณนี้ อยากให้จำเพลง

ออตโต้: ส่วนผมก็คงอยากให้จำโชว์นั่นแหละ ทำทุกอย่างบนเวทีเพื่อให้ทุกคนมีความสุข ถึงเวลามันจะผ่านไป กายภาพเราอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เราทำบนเวทีก็ยังคงคิดเหมือนเดิมอยู่แล้ว ว่าอยากให้ทุกคนมีความสุข เต็มที่เท่าที่ร่างกายเราไหว อันนี้พูดเผื่อในอนาคตนะ

ป้อม: ถ้าชอบเราโดยไม่บูชาเราจะดีมากเลยนะ อยากให้ชอบ ไม่อยากให้บูชา

บอย: อยากให้เก็บไว้ในใจ นึกถึงเราแล้วออกไปทำสิ่งดี ๆ มากกว่า ไม่ต้องมาชมกันหรอก


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว

Related

ส้ม มารี: จากเจ้าของเพลงเศร้าในโลกดนตรี สู่เจ้าของห้องต้องมนตร์ในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์

ภูมิ เอื้อชูเกียรติ – Defying Decay: เสียงตะโกนใน ‘The Law 112: Secrecy and Renegades’ และวัฒนธรรมไร้ที่พบปะทางดนตรีในไทย

ติ๊ก ชิโร่: มือกลองที่เริ่มจากของในห้องครัว สู่ศิลปินที่รักดนตรีมามากกว่า 35 ปี อย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

เสน่ห์ ทับทิมทอง: ครูมวยผู้พาเสน่ห์มวยไทยไปเยือนกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

ฉัตรชนก วงศ์วัชรา: นักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังโลโก้หนังภาษาไทย ทั้ง ‘กันดั้ม’ ‘โจโจ้’ และ ‘ดาบพิฆาตอสูร’

ดุจดาว พรหโมบล: Spider-Man : No Way Home กับการตลาดสายฮีโร่ของ ‘โซนี่ พิคเจอร์ส’

ศุภธัช มะเฟือง: เสียงของนักเรียนไทยผู้ใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซีย ตั้งแต่ยุคก่อนโควิด-19 จนถึงการคว่ำบาตร

จ๋าย ไททศมิตร: เรื่องราวชีวิตของชายที่เตือนตัวเองเสมอว่า ‘จงเป็นมนุษย์’