Post on 26/08/2021

Love Actually: หลากเรื่องเล่าแห่ง ‘รัก’ จะสุข…เศร้า…เหงา…ซึ้ง แต่ความรัก ก็ยังสวยงาม

(เพราะต้องอธิบายฉากโดยละเอียด จึงจำต้องมีการเฉลยฉากสำคัญในหนัง)

“เมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกแย่กับสถานะที่เป็นอยู่ของโลกปัจจุบัน ผมจะนึกถึงประตูผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินฮีทโธรว์ คนทั่วไปมักจะคิดว่าพวกเราอยู่ในโลกแห่งความโลภและความเกลียดชัง แต่ผมไม่คิดแบบนั้น ผมคิดว่าความรักมีอยู่ทั่วทุกที่ บ่อยครั้งที่มันดูเหมือนแสนจะธรรมดา แต่ความรักก็ยังอยู่ตรงนั้น พ่อกับลูกชาย แม่กับลูกสาว สามีและภรรยา คู่รักหนุ่มสาว เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ เมื่อไหร่ที่เครื่องบินลงจอดที่ทวินทาวเวอร์ เท่าที่ผมรู้ไม่มีโทรศัพท์จากผู้โดยสารคนไหน ได้รับข้อความที่มีแต่ความเกลียดชังเลย มีแต่ข้อคว ามแห่งความรัก ถ้าคุณมองดูดีดี ผมแอบรู้สึกได้ว่า คุณจะรู้ว่าความรักนั้น จริง ๆ แล้วอยู่รอบตัวเรา”

บทบรรยายเริ่มต้นของหนัง บวกกับภาพผู้คนกอดกันด้วยรอยยิ้มที่ประตูผู้โดยสารขาเข้า จากหนังรักอมตะคลาสสิค Love Actually (2003) นำมาซึ่งความซาบซึ้งใจ และความเศร้าใจในคราวเดียวกัน เพราะภาพการเดินทาง และความสับสนวุ่นวายในสนามบิน ต่างถูกแทนที่ด้วยความเงียบเหงา แต่ถึงกระนั้นหลายสิ่งหลายอย่างในหนังก็ยังสามารถชุบชูใจให้รู้สึกอิ่มเอมกับความรักหลากหลายเช่นเดิม แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาได้ 18 ปีแล้วก็ตาม Love Actually ยังคงเป็นหนังรักยุคใหม่ที่คนเลือกใช้เปิดในตอนเทศกาลแห่งความสุข โดยเฉพาะเทศกาลคริสต์มาส ที่หนังเรื่องนี้ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 10 หนังที่คนชอบดูในเทศกาลคริสต์มาสมากที่สุด

เพราะอะไร หนังรักยุ่งเหยิงของตัวละครมากกว่า 20 ชีวิต ถึงได้เป็นที่รักของคนทั้งโลก เรามาทำความรู้จักนิยามรักแต่ละด้านของหนังเรื่องนี้กัน

เพราะทุกสิ่งอย่างในบทความนี้ ถูกขึ้นต้นด้วยคำว่า “รัก” รักที่ต่างรูปรอย ต่างรูปแบบ

 

รักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง Pulp Fiction

คอหนังหลายคน ต่างรู้จักชื่อของ ริชาร์ด เคอร์ติส ในฐานะเจ้าพ่อหนังรอมคอม (โรแมนติก+คอเมดี) ยุคใหม่ จากบทหนังมากมายที่เขาเขียน ไม่ว่าจะเป็น Four Weddings and a Funeral (1994), Notting Hill (1999) และ Bridget Jones’s Diary (2001) หรือก่อนหน้านี้เขาก็เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ มิสเตอร์บีน จนกลายเป็นคาแรคเตอร์อมตะนิรันดร์กาล

ริชาร์ด เคอร์ติส จึงเป็นมือวางอันดับต้น ๆ ของการนำเรื่องขำขัน ตลกเสียดสีในแบบอังกฤษ ผสมผสานกันกับเรื่องโรแมนติกได้อย่างแยบยล ใครจะไปคาดคิดว่า จะมีหนังที่เปรียบงานวิวาห์กับงานศพได้อย่างเฉียบแหลม หรือเปลี่ยนพล็อตน้ำเน่าดอกฟ้ากับหมาวัดให้มีเสน่ห์และความใหม่ เขาจึงเป็นที่จับตาทันทีเมื่อได้รับโอกาสให้ได้กำกับงานเป็นเรื่องแรก ซึ่งมันก็ทำให้เขาเครียดในความคาดหวังของแฟน ๆ เช่นเดียวกัน

 

พล็อตหนัง 2 เรื่อง ถูกวางไว้อย่างคร่าว ๆ เรื่องรักของสาวใช้กับนายกรัฐมนตรี และ การพักใจของชายที่ตกหลุมรักหญิงสาวต่างชาติ แต่สุดท้าย ริชาร์ด ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอ ไหน ๆ จะเปิดตัวในฐานะหนังที่กำกับเรื่องแรกแล้ว มันต้องมีความแปลกใหม่มากกว่านี้

จนกระทั่งเขาได้ดูหนัง ของ โรเบิร์ต อัลท์แมน เจ้าพ่อหนังหลายชีวิตที่ชอบเสนอเรื่องราวหลากหลายผู้คนเช่น The Player (1992), Short Cuts (1993), Gosford Park (2001) และหนังอาชญากรรมเลือดสาด อย่าง Pulp Fiction (1994) ของเควนติน ทารันติโน่ ที่ตัวละครมีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน เขาจึงมีความคิดว่า “จะดีไหม หากหนังเรื่องนี้ จะเป็นหนังหนังรักหลากนิยาม โดยนำเสนอผ่านเรื่องราวหลายชีวิตที่เกี่ยวพันกันในวันแห่งความสุขอย่างเทศกาลคริสต์มาส” ว่าแล้วริชาร์ดก็หยิบคาแรคเตอร์มากมาย มาเป็นตัวแทนความรักในหลากหลายมุมมองจนได้เป็น 9 คู่รัก 10 เรื่องราว ที่เรียกทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตา 

 

รักคือการเสียสละ 

ความรักของเพื่อน เมื่อมาร์ก (แอนดรูว์ ลินคอล์น) เพื่อนของเจ้าบ่าวปีเตอร์ (ชูวิเท็ล เอจีโอฟอร์) ที่ลั่นระฆังวิวาห์กับจูเลียต (เคียร่า ไนท์ลีย์) แต่ในความเป็นจริงมาร์กนั้นรักจูเลียตมาก แต่ก็ได้แค่เก็บไว้ในใจ เขาเก็บความรู้สึกไว้ผ่านการถ่ายวิดีโองานแต่ง ที่เลือกซูมแค่หน้าจูเลียต แล้วเลือกที่จะหันหลังหักห้ามความรู้สึกไว้ แต่จูเลียดไม่เข้าใจว่าทำไมหลังงานแต่ง มาร์ก ถึงเลือกที่จะห่างเหินไปจากเธอ จนกระทั่งวันคริสต์มาสวันแห่งการพูดความจริง มาร์กจึงไม่อาจเก็บกลั้นความรู้สึกนี้ไว้ได้

เรื่องราวของการแอบรักคนที่มีเจ้าของและยอมสละให้เพื่อนรัก เป็นพล็อตธรรมดาสามัญของหนังรักมากมาย แต่ริชาร์ดก็เปลี่ยนให้มันซาบซึ้งใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นฉากเปิดวิดีโอที่มีแต่หน้าของคนรัก หรือซีนคลาสสิคอมตะตลอดกาล นั่นคือฉากแสดงความจริงใจผ่านการเปิดป้ายในคืนวันคริสต์มาส ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังหลายต่อเรื่อง กระทั่งหนังไทยเองอย่าง ปิดเทอมใหญ่…หัวใจว้าวุ่น (2008) ก็ยังเคยอ้างอิงถึงฉากนี้เช่นกัน 

 

รักคือมิตรภาพที่เหนือกว่าคำว่าเพื่อน

นักดนตรีที่เต็มไปด้วยอีโก้ แถมยังเป็นคนปากเสียระดับหาตัวจับยากอย่าง บิลลี่ แมค (บิล ไนท์ลีย์) มีซิงเกิ้ลต้อนรับวันคริสต์มาสอย่าง Christmas is All Around ที่ต้องไปเดินสายโปรโมทตามรายการวิทยุต่าง ๆ ก็ไม่วายสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับผู้จัดการส่วนตัวอย่าง โจ (เกรกอร์ ฟิชเชอร์) ที่ต้องตามขอโทษในพฤติกรรมมุทะลุของแก แต่ในคืนวันคริสต์มาสนั้นเอง เพลง ๆ นี้ก็สามารถขึ้นอันดับ 1 ได้สำเร็จ แต่ภายใต้ความสำเร็จนั้น บิลลี่ กลับเลือกมาฉลองเหงา ๆ กับผู้จัดการส่วนตัวของเขาแทน

ถือเป็นมิตรภาพอันแสนงดงามระหว่างศิลปินสุดหยาบ กับผู้จัดการสุดติ๋ม ที่แสดงให้เห็นมิตรภาพอันแสนยิ่งใหญ่ ของเพื่อนรักทั้ง 2 ที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่เมื่อคนหนึ่งแรงเป็นไฟ อีกคนกลับเย็นดุจน้ำ มิตรภาพของทั้งคู่จึงเป็นหยินหยาง ที่ทำให้ทั้งคู่ คือเพื่อนรักที่ดีต่อกัน ท่ามกลางบทเพลงที่เหมือนริชาร์ดจะแซวตัวเขาเอง เพราะเพลง Christmas is All Around นั้นดัดแปลงมาจาก Love is All Around ของ Wet Wet Wet ที่เป็นเพลงเอกของหนังเรื่อง Four Weddings and A Funeral ที่ริชาร์ด เคอร์ติสเป็นผู้เขียนบทนั่นเอง

 

รักไม่จำกัดภาษา

ความซวยของนักเขียนนิยายสยองขวัญอย่าง เจมมี (โคลิน เฟิร์ธ) เขาถูกแย่งคนรักโดยน้องชายของเขาเอง เจมมี จึงหนีรักไปพักร้อน ที่ฝรั่งเศส โดยได้ ออเรเลีย (ลูเซีย โมนิซ) แม่บ้านชาวโปรตุเกส มาดูแลให้ แม้ความต่างทางภาษาจะทำให้ต่างคนต่างไม่สามารถสื่อสารได้เต็มที่ แต่ออเรเลียก็ซื้อใจเจมมีได้ การจากลาของทั้ง 2 ทำให้ทั้งคู่เลือกที่จะร่ำเรียนภาษาของกันและกัน เพื่อหวังว่าจะสักวันโลกจะเหวี่ยงทั้ง 2 คนมาหากัน

หนึ่งในคู่รักที่มีซีนไคล์แมกซ์ในช่วงท้าย เมื่อเจมมี ตัดสินใจเรียนภาษาโปรตุเกส เพื่อจะกลับไปขอออเรเลียแต่งงาน ทำให้ทั้ง 2 ค้นพบว่า “หัวใจทั้ง 2 ล้วนสื่อสารตรงกัน” และการตกหลุมรักใครสักคนไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกันเสมอไป 

 

รักชืดก็มีวันจืดจาง

ความรักที่เนิ่นนานจนมีพยานรักเป็นลูกทั้ง 2 นำพาให้ทั้ง แฮร์รี (อลัน ริคแมน) และ แคเรน (เอ็มมา ธอมป์สัน) ที่ต่างอยู่ทนและทนอยู่ จนความรักค่อย ๆ จืดจาง กระทั่งของขวัญที่มอบให้ในวันคริสต์มาส ที่แคเรนแอบเห็นในเสื้อโค้ทนั้น เธอหวังว่ามันจะเป็นเซอร์ไพรซ์ที่เธอจะได้รับ…แต่มันก็ผิดหวัง เมื่อสร้อยเส้นนั้นกลับไปอยู่ในคอของเลขาสาวของสามี ทำให้แคเรนต้องหลั่งน้ำตาฉลองวันแห่งความสุข ด้วยความเสียใจในความไม่เอาไหนของสามี

ความรักของแฮร์รี และแคเรน เป็นตัวแทนของรักสุดช้ำ ที่ทำให้หนัง Love Actully มีมิติมากกว่าหนังรักสดใสทั่ว ๆ ไป เมื่อในความเป็นจริง มีหลายต่อหลายคู่ที่จำต้องทนอยู่อย่างขมขื่น เพื่อผลักดันให้คำว่า “ครอบครัว” ยังดำเนินไปต่อ แม้ว่าในความเป็นจริง ความรักจะจืดจางและพังทลายมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม

 

รักต้องกล้า

ความเศร้าของแดเนียล (เลียม นีสัน) ที่สูญเสียคนรักไปก่อนเวลาอันควร เหลือเพียงลูกติดของเธอในวัย 11 ปี ที่น่าจะเข้ากันยากเอาไว้ดูต่างหน้า จนกระทั่งเขาได้ลองเปิดใจ และรับรู้ว่าสิ่งที่ปั่นป่วนหัวใจหนุ่มน้อยคนนี้ ไม่ใช่แค่แม่ที่จากไปเพียงอย่างเดียว แต่สาวน้อยที่เขาแอบรักอยู่นั้นกำลังเดินทางไปอเมริกา เขามีเวลาไม่นานต้องซ้อมตีกลองเพื่อโชว์ในคืนคริสต์มาสเพื่อมัดใจ แต่มากกว่านั้นคือความกล้าหาญที่จะบอกรักกับเธอ 

เพราะเวลาเป็นของมีค่า และความตายนั้นก็ไม่เคยบอกกับเราว่าจะมาเมื่อไหร่ คู่รักพ่อ-ลูก คู่ นี้จึงเป็นตัวแทนของการผลักดันความกล้าเพื่อที่จะบอกรัก ก่อนที่ทุกอย่างจะสายจนเกินไป 

 

รักของท่านผู้นำ

การเป็นผู้นำประเทศของท่านนายกรัฐมนตรี (ฮิวจ์ แกรนต์) อาจจะความมีคาดหวังว่าหญิงสาวที่จะมาเคียงข้างนั้นต้องสมกัน แต่ทว่าท่านผู้นำโสดคนนี้กลับหลงรักในสาวผู้อาจจะต่ำต้อยหากเทียบกับฐานะ แต่เมื่อมองค่าความเป็นคนที่เท่ากันแล้ว นาตาลี (มาร์ติน แมคคัตชอน) ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่น ๆ เลย ขณะเดียวกันตัวนายกฯ เองก็เป็นเพียงคนธรรมดา เมื่อได้ยินเพลงที่ชอบก็อยากเต้น เขามีเพียงหัวโขนในการปกครองประเทศ แต่กับหัวใจนั้นนาตาลีได้ครอบครองเขาไปเรียบร้อยแล้ว จนสุดท้ายเขาจำต้องเชิญเธอออกจากงานเพื่อไม่ให้คิดเกินเลยไปกว่านี้ แต่หัวใจก็เรียกร้องให้เขาต้องเคาะประตูเพื่อเรียกร้องให้เธอกลับคืนมา

หนึ่งในเรื่องราวเซอร์ไพรส์ชวนฝัน ที่ผู้กำกับริชาร์ด มอบให้ในหนังเรื่องนี้ เพื่อบอกว่าทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และในท่ามกลางความเป็นไปไม่ได้นั้น ความรักจะเป็นสิ่งที่สร้างปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ให้ทุกหัวใจเสมอ รวมไปถึงการมีนายกฯ ในอุดมคติแบบในหนังอีกด้วย ซึ่ง โทนี แบร์ ที่ดำรงตำแหน่งนายกในช่วงนั้นก็หัวเสียไม่ใช่น้อยเมื่อในปี 2005 ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานร่วมกันกับสหรัฐฯ นั้น ไม่ได้ครึ่งในแบบที่ฮิวจ์ แกรนต์ทำในหนังเลย จนเขาต้องให้สัมภาษณ์ว่า “”ผมรู้ว่ามีพวกเราบางคนอยากให้ผมทำแบบเดียวกับที่ฮิวจ์ แกรนต์ทำในหนัง แต่ความแตกต่างระหว่างหนังดี ๆ กับชีวิตจริง ก็คือ ในชีวิตจริง วันรุ่งขึ้น หรือปีข้างหน้า ผลร้ายอาจจะเกิดขึ้นตามมาไม่รู้ตัวก็ได้” 

 

รักต้องบ้า

ถ้าเพื่อนคุณเป็นหนุ่มเด๋อ ๆ ที่มีความฝันที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย เช่นยอมบินข้ามประเทศไปเพื่อหาสาวอึ๋มเพื่อหลับนอนด้วย คุณจะห้ามหรือว่าสนับสนุน โคลิน (คริส มาร์แชลล์) หนุ่มสุดเนิร์ดมีฝันอย่างแรงกล้าที่จะทำแบบนั้น เขาต้องการบินจากอังกฤษไปอเมริกา แม้ว่าเพื่อนซี้จะพยายามเตือนว่า อย่าทำเลยมันเสียทั้งเงินและเวลา แต่สุดท้ายก็ไม่อยากขัดศรัทธาเพื่อน จนโคลินเลือกบินไปในวันคริสต์มาส เพื่อได้พบความมหัศจรรย์ของสาวอเมริกันสุดเซ็กซี่ ที่แม้กระทั่งตัวโคลินเองยังไม่เชื่อเลยว่าจะแจ็คพอตขนาดนี้

ความมุ่งมั่น แม้เป้าหมายที่ทำจะดูห่ามและบ้า แต่หากคุณศรัทธาและทำมันอย่างจริงจัง และไม่ท้อถอยแม้ใครจะหัวเราะเยาะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะเหนือความคาดหมายก็เป็นได้ 

 

รักต้องปกปิด

การข้ามขั้นจาก “เพื่อน” เป็น “คนรัก” อาจจะไม่ใช่เรื่องยากในยุคนี้ แต่สำหรับซาราห์ (ลอรา ลินนีย์) แล้ว มันยากที่จะเขยิบฐานะจากเพื่อนร่วมงานที่เธอแอบมีใจจนเจ้านายของเธอจับพฤติกรรมได้ ให้กลายเป็นแฟน แม้ทุกสิ่งจะเป็นใจ แต่สุดท้ายแล้ว มีสิ่งที่เธอรักและเป็นห่วงยิ่งกว่าที่เธอซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ จนสุดท้ายสิ่งที่เธอจำต้องเลือกเพียงอย่างเดียว ก็ทำให้เธอต้องสูญเสียอีกโอกาสที่รอคอยไป

บางครั้งเราก็จำต้องปล่อยคนที่เรารักไป เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เราต้องรับผิดชอบก็เกินคนอื่นจะรับได้ไหว สำหรับซาราห์แล้ว ความรักของครอบครัว แม้จะเต็มไปด้วยปัญหา แต่ก็น่าจะดีกว่าที่จะปล่อยมือจากไปหาเพื่อหนีไปมีความรักที่สุข โดยเลี่ยงความรักที่ทุกข์อันเป็นความจริงของชีวิตไว้ข้างหลัง   

 

รักเนื้อ ๆ เสื้อผ้าไม่ต้อง

การก้าวกระโดดจาก “รัก” มาสู่ “เซ็กซ์” อาจจะเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาสำหรับนักแสดงหนังโป๊ไม่เปลืองเสื้อผ้าอย่าง จอห์น (มาร์ติน ฟรีแมน) และ จูดี้ (โจแอนนา เพจ) หากแต่การเปิดเปลือยนั้นทำให้ทั้ง 2 ได้มีโอกาส “เปิดใจ” กันและกัน ความรักแบบเฉียบพลันก็เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

นับเป็นความกล้ามากที่ในหนังรอมคอมที่ดูได้ทุกเพศวัยจะมีคู่รักที่แสดงหนังโป๊รวมอยู่ในหนังด้วย ตอนแรกผู้สร้างก็ขอผู้กำกับฯ ว่าให้เอาคู่นี้ออกจากหนังเถอะ เพราะเป็นหนังที่เด็กดู แต่ริชาร์ดก็ยืนกรานว่าต้องใส่เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ เพราะรักกับเซ็กซ์นั้นไม่ควรแยกจากกัน แต่อีกเหตุผลสุดกวนของผู้กำกับก็คือ “ผมจำได้ว่า CEO ของ Universal บอกกับผมว่า ‘มันจะทำเงินได้น้อยลง 50 เปอร์เซนต์ ถ้าคุณใส่ภาพเปลือยเข้าไป’ (เพราะการจัดเรตทำให้จำกัดผู้เข้าถึงหนังได้น้อยลง) แต่ผมไม่อยากเสียมันไป ตอนเป็นวัยรุ่น ผมแค่ไปดูหนังบางเรื่องเพื่อได้เห็นหน้าอกนางเอกเท่านั้น และผมไม่อยากทำให้แฟนคลับอายุน้อยกว่ารู้สึกผิดหวังถ้าหนังจะไม่มีฉากอย่างนั้น ฮ่าฮ่าฮ่า”

แต่ถึงกระนั้นในบางประเทศ (รวมไปถึงประเทศไทย) ก็ตัดฉากของคู่รักหนังโป๊ออกจนเกลี้ยงในตอนปีที่ออกฉายใหม่ ๆ จนได้ดูทีหลังในเวอร์ชันสตรีมมิง

 

 

หนังรักแห่งเทศกาลคริสต์มาส ที่เกิดจากความบังเอิญ

ตอนแรกหนัง Love Actually ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าจะมีเหตุการณ์คริสต์มาสเป็นแบ๊คกราวนด์ หากแต่เกิดจากเดดไลน์ที่ค่ายหนังร้องขอว่าจะต้องฉายในช่วงเวลานั้น ริชาร์ดเลยใส่มันเข้าไป เพราะอย่างน้อยที่สุด เทศกาลคริสต์มาสนั้นเป็นเทศกาลแห่งความสุข มันช่วยสร้างบรรยากาศของหนังให้ feel good มากขึ้น

และด้วยความบังเอิญนั้นเอง Love Actually จึงกลายเป็นหนังแห่งเทศกาลคริสต์มาสที่ในทุก ๆ ปี หลายครอบครัวทั่วโลกจะหยิบหนังเรื่องนี้มาดูด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาจนกลายเป็น 1 ในสัญลักษณ์ของเทศกาลนี้ไปเลย

 

หนังสั้นภาคต่อ ติดตามความเปลี่ยนแปลงของความรัก

แม้หนังจะจบลงด้วยความสวยงามและสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว แต่ในที่สุด Love Actually ก็ถูกทำภาคต่อในอีก 14 ปีต่อมา นั่นก็คือ Red Nose Day Actually ที่ติดตามคู่รักหลาย ๆ คู่ว่าปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง ซึ่งหนังสั้นเรื่องนี้ถูกทำเพื่อการกุศล และออกฉายทางช่อง BBC เพื่อนำเงินรายได้จากการบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือเด็กผู้ยากไร้ 

 

รักและความหวังที่เกิดขึ้นในช่วงล็อคดาวน์

และหนัง Love Actually ก็ถูกกล่าวขึ้นอีกครั้งในวันที่โลกเผชิญหน้ากับโรคระบาด ภาพความสุขของคนมากมายที่มารอรับคนในสนามบินถูกแทนที่ด้วยภาพความจริงในสนามบินอันรกร้างไร้ผู้คน การไปเดทกับใครได้อาจจะเป็นภาพที่แสนเศร้าเมื่อความสัมพันธ์นั้นถูกคั่นกลางด้วยโรคร้าย ไปจนถึงการอยู่แต่ในบ้านหรือการลาจากคนรักที่จากไปเพราะโควิด-19 โดยไม่อาจสวมกอดใครได้

Love Actually จึงกลายเป็นหนังที่ทบทวนความหมายของคำว่า “รัก” อีกครั้งว่าความสุขที่แท้ของชีวิตนั้นคืออะไร หนังเรื่องนี้จึงกลายเป็นภาพแห่งความศรัทธา ความหวัง ที่ผู้คนมากมายพยายามต่อสู้กับภาวะโรคระบาดนี้ เพื่อที่จะได้สวมกอดกับคนรักอย่างอบอุ่น ถอดมาสก์เพื่อประกบปากกับคนรักได้อย่างสนิทใจ และมีความหวังเพื่อที่จะมีชีวิตเพื่อหยิบหนังเรื่องนี้มานั่งดูด้วยกันในทุกวันคริสต์มาสต่อไปอีกหลายปี

หนังเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่าหนัง แต่เป็นไบเบิ้ลแห่งการใช้ชีวิต เป็นตำราให้เราเรียนรู้คำว่ารักที่แทนค่าด้วยความหมายอันหลากหลาย ไม่แปลกใจเลยที่หนังเรื่อนี้จะอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คน

 

ข้อมูลประกอบการเขียน

Empire magazine, issue #335 (May 2017)


ชายหนุ่มสมาธิสั้น ผู้กักเก็บความทรงจำไว้ให้กับ Pop Culture และชอบฝังใจกับอดีตจนกลายเป็นคนไม่มีอนาคต

Related

ซีมู หลิว: จากนายแบบ ‘Stock Photo’ สู่ฮีโร่เชื้อสายเอเชียคนแรกแห่งจักรวาล ‘Marvel’ ใน ‘Shang-Chi’

โตโตโระ ยักษ์ใหญ่ที่กุมหัวใจเด็กทั้งโลกจากสตูดิโอจิบลิ

จอห์น เดวิด วอชิงตัน จากตัววิ่ง NFL สู่ Tenet หนังฮอลลีวูดสุด “งง” กับวันที่พ้นเงาพ่อ

เอ็มเจ โรดริเกซ: จากนักแสดงข้ามเพศมาร์เวลคนแรก สู่ก้าวสำคัญของ LGBTQ ในรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเอมมี อวอร์ดส์

คุมะมง : หมีน่ารักที่ขโมยหัวใจผู้คนด้วยวิธีคิดทางการตลาดแบบญี่ปุ่น

เอสเมอรัลด้า : ความเป็นคนชายขอบของชาวยิปซีในเรื่องคนค่อมแห่งนอเทรอดาม

“มินเนียน” เผ่าพันธุ์สีเหลืองสุดป่วนที่หลายคนหลงรัก

Kiss Me: จูบฉันสิ จากตู้เสื้อผ้านาร์เนีย สู่ She’s All That เพลงแห่งแลนด์มาร์คยุค 90s