Post on 27/01/2019

หลวงพ่อคูณช่วยคุ้ม…ช่วยคุ้ม…อุ้มเอาไปแช่น้ำมนต์ (ครูบาหลวงตาคูณ)

ข่าวการเคลื่อนสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล 7 วันที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนจะทำพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 29 มกราคม 2562 ควบคู่กับข่าวการกำหนดวันเลือกตั้งที่ออกมาไล่เลี่ยกัน ทำให้เพลง “หลวงพ่อคูณ” ซึ่งเป็นเพลงดังเพลงหนึ่งของวงคาราบาว (ซึ่ง แอ๊ด คาราบาว นักร้องนำของวง ก็เป็นศิษย์หลวงพ่อคูณด้วยเช่นกัน) ดังขึ้นมาในความคิดทันที

หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ หรือ พระเทพวิทยาคม ผู้ได้รับฉายาว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังรูปสำคัญของประเทศไทย ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา มีภาพลักษณ์ที่เรามักจะคุ้นเคยกันคือ หลวงตาที่นิยมนั่งยองๆ หลวงตาที่ถือไม้กระบองเคาะหัวให้พรเหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่พากันมาจากทั่วทุกสารทิศทั้งในประเทศและนอกประเทศ ซึ่งไม่ว่าจะชาวบ้าน พ่อค้าแม่ขาย นักธุรกิจ ฯลฯ หลวงพ่อคูณก็ถือไม้กระบองเคาะหัวให้พรทุกคนอย่างถ้วนทั่ว

ขาดไม่ได้คือ “นักการเมือง” จำนวนมาก ไม่ว่าจะในพื้นที่โคราช อีสาน หรือพื้นที่อื่นๆ ที่หลั่งไหลเข้าไปกราบไหว้ขอพร จนวงคาราบาวนำไปประพันธ์เป็นบทเพลงที่ชื่อว่า “หลวงพ่อคูณ”

เพลงหลวงพ่อคูณ เป็นหนึ่งใน 11 เพลงในอัลบั้ม “รุ่นคนสร้างชาติ” ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 14 ของวงคาราบาว และถือเป็นอัลบั้มชุดแรกที่ออกในนามบริษัทวอร์นเนอร์มิวสิคไทยแลนด์ เพลงนี้ประพันธ์โดย กัญญาณัฐ ปุญยวัฒนานนท์, พยัพ คำพันธุ์ และ ยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว” วางจำหน่ายในรูปแบบซีดีและเทปคาสเซ็ท ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2537

เพลงหลวงพ่อคูณถือเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมที่สุดในอัลบั้มชุดนี้ เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี ถือเป็นเพลงที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะด้วยจังหวะที่คึกคัก ที่มักจะได้ยินทุกครั้งในวงดนตรีแนวลูกทุ่งในงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์กันทั้งบ้านนอกและในกรุง ไม่ว่าจะด้วยเนื้อเพลงที่เสียดสีนักการเมือง รวมถึงเนื้อเพลงที่สะท้อนภาพความเชื่อ วิถีชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ รวมถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี

ในแง่ความเชื่อและวิถีชีวิต หลังทศวรรษ 2530 ระบบเศรษฐกิจใหม่ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5-6 เน้นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรม ส่งผลให้สังคมไทยเข้าสู่ยุคทุนนิยมมากขึ้น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีคิดของผู้คนในสังคมไทย ทำให้ผู้คนดำเนินชีวิตไปในทางบริโภคนิยมมากขึ้น ผู้คนต่างแข่งขันเพื่อช่วงชิงโอกาสในการทำธุรกิจ เกิดสภาวะความไม่มั่นคงในรูปแบบใหม่ขึ้นในวิถีชีวิตของคนในสังคม ที่แตกต่างไปจากสังคมเกษตรกรรม

อย่างไรก็ตาม แม้สังคมไทยและวิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไป แต่โลกทัศน์ทางศาสนาและความเชื่อต่างๆ ยังคงฝังรากลึกผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างปฏิเสธไม่ได้

ดังนั้นการต่อสู้แข่งขันเพื่อจะดำเนินชีวิตไปในสังคมโลกสมัยใหม่ จึงไม่ใช่การต่อสู้แข่งขันที่ใช้เพียงความสามารถที่เกิดจากการเรียนรู้ หรือในทางธุรกิจของแต่ละบุคคลเท่านั้น ศาสนา ความเชื่อ ยังคงมีอำนาจในการเติมเต็ม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับการต่อสู้แข่งขันด้วย

ช่วงเวลาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาหลังการเสร็จสิ้นสภาวะสงคราม ไม่ว่าจะสงครามโลกครั้งที่ 2 ลากยาวมาถึงสงครามเย็น จนมาถึงยุคที่สนามการสู้รบถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสนามการค้า ในเชิงวัฒนธรรมการเปลี่ยนสภาวะสังคมเช่นนี้ส่งผลต่อสภาวะความไม่มั่นคงของคนเช่นกัน วัตถุมงคลหรือเกจิที่เน้นวิทยาอาคมในแง่ “เข้ม ข่าม ขลัง” หรือ “อยู่คงกระพัน” พลังอำนาจของวัตถุมงคลและเกจิที่เน้นวิทยาอาคมในแง่ “เมตตามหานิยม” “ความร่ำรวย” รวมถึงโชคลาภ ความมั่งคั่งสมบูรณ์ในทางธุรกิจการค้า จึงเป็นสิ่งที่หลายคนมองหา

ภาพลักษณ์เกจิเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่สามารถตอบสนองความคาดหวัง ความต้องการ ของผู้คนในสังคมที่เพิ่งจะเกิดการเปลี่ยนผ่านได้เป็นอย่างดี และหลวงพ่อคูณ วัตถุมงคล และพรของหลวงพ่อคูณ ก็สอดคล้องกับจริตความต้องการของผู้คน ดังเนื้อเพลงท่อนแรกๆ ที่ร้องว่า…

“…เมตตามหามงคลแด่สาธุชน ศิษย์หลวงพ่อคูณ หลั่งไหลกันมาทำบุญ พรหลวงพ่อคูณขอให้รวย ให้รวย รับแจกวัตถุมงคล ปะพรมน้ำมนต์สาธุชนพระช่วย เดินสายปลอดภัยไปได้สวย ค้าขายร่ำรวยดังถูกหวยเบอร์ใหญ่…”

นอกจากหลวงพ่อคูณจะมีบทบาทสำคัญต่อผู้คนในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ก็ยังมีบทบาทต่อผู้คนในทางการเมืองด้วยไม่แพ้กัน เช่นเมื่อครั้งหลังเหตุการณ์พฤษภาเลือด หรือ “พฤษภาทมิฬ” พ.ศ.2535 มีการจัดเลือกตั้งทั่วไป 2535/2 ขึ้น ในช่วงรณรงค์หาเสียงได้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าไปกราบขอพรหลวงพ่อคูณ ขอให้ท่านพูดเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เกิดเป็นป้ายขนาดใหญ่ที่ติดคำพูดของหลวงพ่อไว้เตือนใจคนไทยว่า…

…ใครให้เงินมึงรับไว้ไม่บาป มึงคนมีบุญเขาเอามาให้ถึงบ้านมึงจะได้ซื้อหอม น้ำตาล น้ำปลา ให้ลูกเมียมึงกิน มึงชอบใครมึงก็ลงคนนั้น กูว่าคนแจกเป็นคนไม่ดี ถ้าคนดีเขาก็ไม่แจก เกิดเป็นคน เลิกกินยาโง่เสียเถิด…”  

กลุ่มนักการเมืองชั้นนำของประเทศก็เข้ากราบไหว้เลื่อมใสศรัทธาต่อหลวงพ่อคูณมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, ชวน หลีกภัย, บรรหาร ศิลปอาชา, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) รวมถึงเหล่า ส.ส. อีกมากหน้าหลายตา

ในแง่วัฒนธรรมการเมืองไทย แน่นอนว่านอกจากเรื่องขอพรหลวงพ่อรูปต่างๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในประสิทธิผลในการต่อสู้แข่งขันช่วงชิงคะแนนเสียงให้กับตนเองแล้ว การเข้ามาเป็นลูกศิษย์ของพระเกจิดัง ก็ถือเป็นการใช้พระเกจิที่เป็นที่นิยมของคนจำนวนมากเป็นเครื่องมือหนึ่งในการเป็นฐานเสียงคะแนนให้กับตนเองได้ด้วยเช่นกัน ส่วนพระเกจิบางรูปก็ใช้เหล่านักการเมือง ผู้นำประเทศเป็นเครื่องมือในการสร้างบารมีให้กับตนเองด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นในแง่นี้ถือได้ว่า วิน-วิน

อย่างไรก็ตามเนื้อร้องท่อนท้ายๆ ของเพลงหลวงพ่อคูณ มีการเสียดสีนักการเมืองไว้อย่างแสบๆ คันๆ ด้วย จากท่อนที่ว่า…

“…ชั่วดีอยู่ในกะโหลก มาเขกโป๊กๆ จำไว้ให้ดี เข้ามาพวกรัฐมนตรี ส.ส. ตัวดีกูจะให้พร ไปนั่งอยู่ในสภาอย่าให้เขาด่าจงพึงสังวร แขวนพระเป็นอุทาหรณ์ ประชาชนเดือดร้อนเขาจึงเดินขบวน อนิจจังวัฏสังขาราลาภยศ ศรัทธา ย่อมมีผันผวน การเมืองย่อมมีตีรวน อย่ารวมหัวตีตรวนแหกตาประชาชน หลวงพ่อท่านเบื่อจะตายสร้างรุ่นสุดท้ายรุ่นแช่น้ำมนต์ จะให้ขลังมีประสิทธิผลต้องเตะตูดทีละคนไล่เสนียดจัญไร…”

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหลวงพ่อคูณถือเป็นพระเกจิชื่อดัง ที่เติบโตมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนในยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะชื่อของท่าน พระเครื่อง เครื่องราง พรของหลวงพ่อคูณ ต่างสอดคล้องสอดรับกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน บทบาททางการเมืองของหลวงพ่อคูณก็ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หากหันกลับมามองและเทียบบทบาทพระสงฆ์ ณ ตอนนี้ กับการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ (อีกครั้ง) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 เรากลับไม่เห็นบทบาทของพระสงฆ์เกจิในสังคมไทยรูปใดเลย ที่จะเน้นให้การสนับสนุนการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมาเช่นหลวงพ่อคูณ ไม่ว่าจะหลวงปู่ หลวงพ่อ ครูบา พระมหา ท่านนั่นท่านนี้ อะไรต่อมีอะไรมากมาย แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อกลุ่มคนและนักการเมืองไม่ได้ต่างไปจากหลวงพ่อคูณ แต่กลับไม่เห็นบทบาทในการสนับสนุนการเลือกตั้งตามหลักการประชาธิปไตยเลย

เว้นแต่กรณีครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ที่ท่านได้กล่าวเพียงสั้นๆ ครั้งเมื่อเหตุการณ์ถ้ำหลวง-หมูป่าว่า “…ขอให้เมืองไทยมีเลือกตั้งโดยเร็ว….” เพียงแค่นั้น แต่เรากลับมาเห็นพระหลายคนออกมาเป็นกลุ่ม รณรงค์ต่อต้าน คัดค้านการจัดการเลือกตั้ง โดยเกาะเกี่ยวห้อยโหนสถาบันเป็นข้ออ้างเพื่อยื้ออำนาจรัฐเผด็จการและทำลายหลักการประชาธิปไตย

ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรตั้งคำถามว่า “…ทำไม ทำไม…”

 

อ้างอิง

ฉลอง สุนทราวาณิชย์, นวัตกรรมพระเครื่องไทย: ก่อนจะเป็นอุตสาหกรรมพระเครื่อง เมื่อพระเครื่องก้าวขึ้นมาเป็น “สุดยอด” เครื่องรางของไทย, เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการเรื่อง “โลกของอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์, โรงแรมทวินโลตัส นครศรีธรรมราช, 28-29 พฤศจิกายน 2551.

นิธิ เอียวศรีวงศ์ (พิมพ์ครั้งที่ 2), โขน,คาราบาว,น้ำเน่าและหนังไทย ว่าด้วยเพลง, ภาษา และนานามหรสพ, กรุงเทพ: มติชน, 2557.

“ศึกษาพระคนบ้านบ้าน” กับการเมืองไทย , ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/647426

Apinaya Feungfusakul. “Buddhist Reform Movement in Contemporary Thai Urban Context: Thammakai and Santi Asok.” Ph.D diss of Social Science, University of Bielefeld.1992

 

เรื่อง : ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว

ภาพ : ด้วยความเอื้อเฟื้อจากศูนย์ภาพเนชั่น


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีผู้ต้องข้อกล่าวหาหนีการเกณฑ์ทหาร 

สมชาย แสวงการ เจ้าวาทกรรม “สื่อเทียม” มีตำแหน่งการเมือง แต่ไม่เคยลงเลือกตั้ง

มีชัย ฤชุพันธุ์ มือกฎหมายเบื้องหลังรัฐธรรมนูญฉบับพิสดาร

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ศิษย์ “นายหัวชวน” 33 ปี สู่เส้นทางผู้นำทัพประชาธิปัตย์

พัลพาทีน แห่ง Star Wars วุฒิสภาผู้แทรกแซงการเมืองเพื่อเปลี่ยนระบอบปกครอง

เบ. เจ. ฮาบีบี อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กับ 17 เดือนประวัติศาสตร์ ปูทางเอกราช “ติมอร์ตะวันออก”

ชัย ชิดชอบ นักเจรจาต่อรองมือเก๋า เจ้าของชั้นเชิงแพรวพราว

ไล่ ผิงอวี๋ ส.ส.ไต้หวันที่หาเสียงด้วยชุดคอสเพลย์