Post on 13/07/2021

Luca: ชายฝั่งที่หลอมรวมมิตรภาพและความหลากหลายให้รู้ว่านี่แหละคือ ‘เรา’

/ ***บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาจากภาพยนตร์เรื่อง Luca (2021) /

ณ ท้องทะเลแห่ง ‘อิตาเลียน ริเวียร่า’ (Italian Riviera) เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสิ่งมีชีวิตสองสายพันธุ์ได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก หรือทัศนคติที่มีต่อพรรคพวกของตนเอง จนเกิดเป็นการผลักไสสิ่งที่ไม่เหมือนตนให้เข้าสู่ ‘ความเป็นอื่น’

‘มนุษย์’ สองแขนสองขา ร่า.งกายปกคลุมด้วยผิวหนังและเส้นขน คือเจ้าของชายฝั่งเมือง ‘ปอร์โตโรสโซ่’ สถานที่ที่เต็มไปด้วยชาวประมงผู้ล่า ‘ปีศาจทะเล’

ส่วน ‘มนุษย์’ สองแขนสองขา ร่างกายปกคลุมไปด้วยเกล็ด และหายใจด้วยเหงือก คือพลเมืองแห่งท้องน้ำอันกว้างใหญ่ สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้หวาดกลัว ‘ปีศาจบก’

แต่ ‘ความแตกต่างที่เหมือนกัน’ ของทั้งสองเผ่าพันธ์ุกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาเด็ก 3 คนมาพบและกลายเป็นเพื่อนกันที่การแข่งขันปอร์โตโรสโซ่คัพ ‘ลูก้า พากูโร่’ และ ‘อัลแบร์โต้ สกอร์ฟาโน่’ คือพลเมืองใต้น้ำที่ต้องการไขว่คว้าชีวิตอิสระนอกทะเล พวกเขาอยากได้เงินรางวัลเพื่อสานฝันในการซื้อเวสป้าขี่รอบโลก ส่วน ‘จูเลีย’ เธอเป็นเด็กสาวจากเมืองเจโนวาที่มาพักร้อนในบ้านของพ่อทุกปี แต่เพราะตัวเธอถูกคนรอบข้างมองว่า ‘แปลก’ เธอจึงไม่มีเพื่อนคบหาจนกระทั่งได้พบกับเด็กหนุ่มทั้งสองที่แตกต่างเหมือนกัน

ต้องบอกว่าภาพยนตร์ภายใต้การดูแลของผู้กำกับแอนิเมชันชื่อดังอย่าง ‘เอ็นริโก้ คาซาโรซ่า’ (Enrico Casarosa) ไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงเรื่องราวของมิตรภาพที่ไม่จำกัดเพศหรือเผ่าพันธุ์เท่านั้น แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในเนื้อหาคือการชวนตั้งคำถามว่าอะไรกันแน่คือ ‘ปีศาจ’ ที่แท้จริง? แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ปีศาจมีตัวตนขึ้นมา? สำหรับคำตอบแรก คงต้องย้อนกลับไปที่สถาบันที่เล็กแต่สำคัญที่สุดอย่าง ‘ครอบครัว’ เพราะบางครั้งพวกเขาก็เผลอมอง ‘อัตลักษณ์’ เป็นปีศาจไปโดยที่ไม่รู้ตัว

ปีศาจจากความห่วงใยของแม่

ตามตำนานที่มนุษย์ชายฝั่งเล่าต่อกันมา ใต้ทะเลมีปีศาจที่น่ากลัวอาศัยอยู่ พวกมันทั้งดุร้ายและน่าเกลียด มนุษย์จึงจำต้องล่าพวกมันก่อนที่จะถูกทำร้ายเสียเอง ขณะเดียวกัน ฝั่งปีศาจที่ทำการเกษตร ตัดสาหร่ายและเลี้ยงปลาอยู่ใต้ทะเล พวกเขาก็หวาดกลัวเรือ และฉมวกสุดแหลมคมของมนุษย์เช่นเดียวกัน นั่นทำให้ความไม่ไว้วางใจถูกเปลี่ยนเป็นความกลัว ความหวาดระแวง และ ‘กฎ’ ของบ้านที่ ‘แดเนียล่า’ แม่ของลูก้าตั้งขึ้นเพื่อปกป้องลูกชายจากภัยอันตราย ‘ลูกห้ามเข้าใกล้ผิวน้ำเด็ดขาด’

แต่เมื่อลูก้าได้พบกับอัลแบร์โต้ เพื่อนชาวใต้น้ำที่เดินขึ้นบกเป็นว่าเล่น ลูก้ากลับได้ฤกษ์ทำลายกฎทุกอย่าง และเริ่มทำตามความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง ลูก้าค้นพบว่าเผ่าพันธุ์ของเขาสามารถเปลี่ยนร่างกายที่ถูกหุ้มด้วยเกล็ดเป็นเนื้อหนังแบบเดียวกับคนบนบกได้หากเนื้อตัวแห้งและไม่สัมผัสถูกน้ำ เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่บนฝั่ง พวกเขาจึงมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่แตกต่างจากมนุษย์เจ้าถิ่น หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความสามารถในการเปลี่ยนร่างถือเป็น ‘ความลื่นไหลของตัวตน’ ที่ทำให้ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครกันแน่คือปีศาจที่แท้จริง

นั่นแสดงให้เห็นว่า เราแทบแยกด้วยตาไม่ออกเลยว่าใครที่เดินข้างกายเราเป็นปีศาจบ้าง จะมีก็แต่ทัศนคติที่ปลูกฝังให้เรามองคนอื่นเป็นปีศาจเสมอมา เพราะยิ่งต่างฝ่ายต่างเกรงกลัวกันมากเท่าไร เราจะยิ่งมองคนอื่นเป็นปีศาจที่สมควรถูกกำจัดมากขึ้นเท่านั้น ซ้ำร้ายชุดความคิดเหล่านี้ยังถูกส่งต่อและปลูกฝังอยู่เรื่อยมา

“ปลาที่อยากรู้อยากเห็นจะถูกจับ เราจะไม่พูด ไม่คิด ไม่เถียง ไม่นึกถึง หรือไปใกล้แถวผิวน้ำ”

นั่นคือสิ่งที่แดเนียล่าบอกกับลูก้าเมื่อเขาอยากจะขึ้นไปเชยชมสิ่งที่อยู่บนบกใจจะขาด แต่ลูก้าก็ยังพยายามทำตัวเป็นเด็กดีของแม่ เพราะเขาเองก็ถูกข่มด้วยความกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการกลัวฉมวกปลายแหลมที่ชาวประมงมักจะถือ จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่ของเขาจงใจเรียกลุง ‘อูโก้’ ญาติที่อาศัยอยู่ในก้นบึ้งของมหาสมุทรมานำตัวลูก้าไปอยู่ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาขึ้นไปเที่ยวเล่นกับอัลแบร์โต้อีก

“มองตาแม่สิ แม่รู้จักลูก แม่รู้ว่าอะไรดีที่สุดกับลูก”

เธอกล่าวเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้วเธอไม่เคยรู้เลยว่า ลูกชายของตัวเองต้องการอิสระมากเพียงใด และความหวาดกลัวของแดเนียล่าต่อคนบนบกก็ได้กลายเป็นการส่งต่อทัศนคติที่มองคนกลุ่มอื่นเป็นปีศาจไปโดยไม่รู้ตัว เธอถูกความห่วงใยบังตาจนกลายเป็นการบีบบังคับให้สมาชิกในครอบครัวต้องเป็นหรือทำอย่างที่ตนหวัง เพียงเพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุด

ดังนั้น แทนที่จะพยายามตัดสินว่าใครคือปีศาจ ทั้งจากคำบอกเล่าและรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่เหมือนกัน เราควรมองไปที่อัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล เพื่อยอมรับตัวตนของพวกเขามากกว่า เพราะในท้ายที่สุด แดเนียล่าก็ได้ค้นพบว่า ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนจะเป็นปีศาจบกอย่างที่เธอคิดไว้ และ ‘มาสซีโม่’ พ่อของจูเลียที่อยากจะล่าปีศาจให้ได้ก็เห็นเช่นกันว่า ลูก้าและอัลแบร์โต้ไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเพื่อนของลูกสาวที่เขารัก

ไม่ว่าเราจะตีความปีศาจให้เป็นตัวแทนของอะไร หรือมองใครเป็นปีศาจบ้าง ภาพยนตร์ของเอ็นริโก้ คาซาโรซ่าก็ทำให้เราเห็นว่า หนึ่งสิ่งที่ทำลายกำแพงแห่งอคติ และทำให้ปีศาจหายไปได้ก็คือ ‘มิตรภาพ’

ไม่มีใครสมควรอยู่อย่างโดดเดี่ยว

เพราะอัลแบร์โต้ถูกพ่อทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เขาจึงต้องอาศัยอยู่คนเดียวในประภาคารร้างมาตลอด เขาเฝ้าใช้หินขีดกำแพงนับวันที่พ่อจะกลับมา แต่เวลาก็ผ่านไปเนิ่นนานจนเขาหมดหวัง กระทั่งลูก้าโผล่เข้ามาในชีวิตของอัลแบร์โต้ด้วยความบังเอิญ หลังจากนั้นทั้งสองคนก็กลายเป็นเพื่อนซี้ที่เติมเต็มความว่างเปล่าของกันและกัน

อัลแบร์โต้สอนการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ให้กับลูก้าด้วยความหวังว่า สักวันพวกเขาทั้งคู่จะได้ขี่เวสป้าไปเที่ยวรอบโลกด้วยกัน จนกระทั่งโชคชะตานำพาทั้งสองไปสู่การแข่งกันไตรกีฬาของปอร์โตโรสโซ่ แต่เพราะลูก้าเริ่มสนิทกับเพื่อนสาวในทีมอย่างจูเลียมากขึ้น ทำให้อัลแบร์โต้รู้สึกเหมือนตัวเองถูกผลักออกห่างจากทุกคน

กระทั่งวันหนึ่ง ลูก้าและอัลแบร์โต้ทะเลาะกันอย่างรุนแรง อัลแบร์โต้กระโดดลงไปในน้ำ และกลายร่างเป็นปีศาจให้จูเลียเห็น แต่แทนที่ลูก้าจะช่วยปกป้องเพื่อนของเขา ลูก้ากลับชี้นิ้วไปที่อัลแบร์โต้ และเรียกเขาว่า “ปีศาจ” นั่นคือการหักหลังครั้งร้ายแรงที่พาฉมวกหลายอันพุ่งเข้าหาเพื่อนสนิทที่กำลังว่ายน้ำหนีไปอย่างโศกเศร้า

ด้วยความรู้สึกผิด ลูก้ารีบว่ายน้ำตามไปหาอัลแบร์โต้ที่ประภาคารร้าง เขามองเห็นข้าวของแห่งความทรงจำของทั้งคู่ถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี

“ฉันขอโทษ ฉันไม่ควรจะทำอย่างนั้น อยากจะย้อนเวลากลับไปได้”

“นายขอโทษแล้ว ทีนี้ไปให้พ้น!” อัลแบร์โต้ตวาด เพราะเขาโดดเดี่ยวมานานกว่าจะเจอคนที่เขาอยากให้อยู่ในชีวิตด้วยกัน เมื่อถูกหักหลังอีกครั้ง อัลแบร์โต้จึงได้แต่โทษตัวเอง

“พ่อบอกว่า ฉันโตพอจะอยู่เองได้แล้ว ฉันก็แค่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนใจ แต่บอกตรง ๆ ฉันเข้าใจ พ่อไม่มีฉันน่ะดีแล้ว นายก็ด้วย ที่จริงฉันกับนายไม่ควรเป็นเพื่อนกันตั้งแต่แรก”

แน่นอนว่าลูก้าปฏิเสธประโยคหลังทันที เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่สมควรอยู่อย่างโดดเดี่ยว การเป็นเพื่อนกับอัลแบร์โต้คือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ ทุกความรู้สึกจึงหมายถึงมิตรภาพที่ต่างคนต่างเฝ้าหามานาน เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลูก้าก็พยายามทุกวิถีทางที่จะคว้าแชมป์ในการแข่งขันมาให้ได้ เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า อัลแบร์โต้คือมิตรแท้คนสำคัญที่ลูก้าจะไม่ยอมเสียไปอีก

แม้กระทั่งตอนสุดท้ายของภาพยนตร์ หลังจากที่ลูก้าตัดสินใจเดินทางไปยังเจโนวากับจูเลีย อัลแบร์โต้ก็ได้มาอาศัยอยู่กับมาสซีโม่แทน ตรงนี้คงเป็นดั่งซีนความหวังที่แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จุดเริ่มต้นชีวิตของอัลแบร์โต้จะไม่ได้อบอุ่นอย่างเด็กคนอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องทนอยู่กับความโดดเดี่ยวตลอดไป เพราะสักวันหนึ่งคงจะมีใครสักคนที่เห็นคุณค่าในตัวของเขา และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นเข้ามาในชีวิต ทั้งหมดนั้นต้องขอบคุณมิตรภาพดี ๆ ที่เขาโอบกอดเอาไว้ด้วย

คนบางคนจะไม่มีวันยอมรับเขา แต่คนบางคนจะยอมรับ และดูเขาจะรู้จักคบคนดี ๆ เสียด้วยนะ”

ยายของลูก้ามองดูหลานของตัวเองและเพื่อน ๆ เล่นกันอย่างมีความสุข

ซึ่งความสุขหลังจากนั้นก็คือผลลัพธ์ของการทำลายกำแพงแห่งอคติลง บรรยากาศของเมืองปอร์โตโรสโซ่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของมิตรภาพ และบรรยากาศแห่งอิสระมากกว่าเดิม เพราะสถานที่แห่งนี้ได้ลบความเป็น ‘พวกเขา’ ทิ้ง เหลือเพียง ‘เรา’ เท่านั้น

นี่แหละคือเรา

ภาพตอนที่ลูก้า อัลแบร์โต้ และจูเลียคว้าถ้วยรางวัลการแข่งขันปอร์โตโรสโซ่คัพมาครองได้สำเร็จ นับเป็นตอนจบที่แฮปปี้เอนดิ้งแล้ว แต่ฉากจบที่น่าประทับใจกว่าคือการเห็น ‘การเปิดเผยตัวตน’ ของคนที่ปิดบังมาตลอดทั้งเรื่อง

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ลูก้า อัลแบร์โต้ แดเนียล่า ยายของลูก้า และ ‘โลเรนโซ่’ พ่อของลูก้า ได้ออกมายืนฉลองในร่างที่เต็มไปด้วยเกล็ดปลา ขณะที่คุณป้าหน้าบึ้งสองคนกำลังยืนกางร่มดูพวกเขาอยู่ใกล้ ๆ เธอทั้งสองหันมาสบตากันและพยักหน้า ก่อนจะโยนร่มทิ้งไป เปลี่ยนผิวหนังที่พร่างพรมไปด้วยสายฝนให้กลายเป็นเกล็ดเหมือนเพื่อนที่อยู่ตรงหน้า

คุณป้าสองคนยิ้มอย่างเปิดเผยหลังจากที่เราไม่เคยเห็นเธอทั้งสองคนยิ้มเลยตลอดทั้งเรื่อง นั่นก็เพราะความเป็นตัวเองคือความสุขและความสบายใจอันดับหนึ่ง เหล่าคุณป้าจึงยิ้มออกมาด้วยความผ่อนคลายเป็นครั้งแรก 

และถึงแม้เพื่อนในกลุ่มคุณป้าอีก 3 คนจะแอบตกใจไปแวบหนึ่ง แต่เพราะนั่นคือมิตรภาพที่แท้จริง คุณป้าคนหนึ่งจึงรีบหันไปหยิบใบปลิวล่าค่าหัวปีศาจจากมือของตำรวจมา เธอส่งมันให้คุณป้าคนที่สอง และคนสุดท้ายฉีกทิ้ง หมายความว่าพวกเธอไม่ยอมรับในการล่าปีศาจอีกต่อไป เพราะนั่นคือ ‘เพื่อน’ ของพวกเธอนั่นเอง

จากชายฝั่งแห่งการแบ่งแยก จึงกลายเป็นชายฝั่งที่หลอมรวมมิตรภาพและความหลากหลายเข้าด้วยกัน มันคงจะดีหากมีสถานที่ที่ไร้ขอบเขตในการเป็น ‘เรา’ ดังเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Luca กระนั้นก็คงไม่นานเกินรอ เพราะโลกของเรายังคงเดินหน้าเพื่อไขว่คว้าอิสรภาพ ความเท่าเทียม และความหลากหลายอยู่ทุกวัน

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

อ้างอิง:

ภาพยนตร์เรื่อง Luca (2021) ออกฉายทาง Disney+ Hotstar

ที่มาภาพ:

https://www.imdb.com/title/tt12801262/ 

https://www.imdb.com/title/tt12801262/mediaindex 

https://www.youtube.com/watch?v=mYfJxlgR2jw 


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Related

Zack Snyder’s Justice League – เมื่อสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่ ‘วิธีการต่อสู้’ แต่เป็นการ ‘ลุกขึ้นสู้’

Comrades: Almost a Love Story…’เถียน มีมี่’ ภาษาจีนและความรักของ ‘สหาย’

Sing Street: สุขและเศร้า เงาของรักในยุคซึม ๆ ของไอร์แลนด์ทศวรรษ 1980

รีวิวคอนเสิร์ต Westlife โชว์เกือบสองชั่วโมงที่เหมือนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป 20 ปี

คนมีหนี้:กับดักของคำว่า #ของมันต้องมี ฮาวทูปลดหนี้ที่ต้องเลือก #หนี้หรือความสุข

Alice in Borderland หลงทางในโพรงกระต่าย จะเลือก “ตาย” หรือให้เพื่อน “ตายแทน”?

รีวิวคอนเสิร์ต The 1975 แมตตี้อย่างบ้า ซาวนด์โคตรดี คนถ่ายวิดีโอตลอดโชว์ และไฮไลท์ที่สะท้อนให้เห็นความน่ากลัวของน้ำมือมนุษย์

ซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น: ชุดไปรเวทกับการตั้งคำถาม “เราใส่ชุดนักเรียนกันไปทำไม”