Post on 10/05/2019

ลุดมิลา พาฟลิเชนโก จากแม่ม่ายลูกติด สู่ตำนานนักแม่นปืนแห่งกองทัพโซเวียต

“เยอรมันที่ตายแล้วย่อมหมดพิษสง ถ้าฉันฆ่าพวกเยอรมันได้สักคน ก็จะช่วยชีวิตคนได้อีกมาก” ลุดมิลา พาฟลิเชนโก (Lyudmila Pavlichenko) ยอดนักแม่นปืนหญิงแห่งกองทัพโซเวียต วัย 26 ปี (ณ เวลานั้น) กล่าวกับคณะสื่ออเมริกันเมื่อคราวที่เธอเดินทางไปยังสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 1942 เพื่อขอความสนับสนุนจากแนวร่วมสัมพันธมิตร (The New York Times)

พาฟลิเชนโกถือเป็น “ตำนาน” นักแม่นปืนที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของโลก เธอเกิดเดือนกรกฎาคม 1916 ในยูเครน ตอนที่เธอเดินทางไปสหรัฐฯ เธอเล่าว่าพ่อของเธอเป็นลูกจ้างโรงงานแห่งหนึ่งในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ส่วนแม่เป็นครู (Smithsonian) แต่ในอัตชีวประวัติเธอบอกว่า แท้จริงแล้วพ่อของเธอคือตำรวจลับในองค์กรที่ภายหลังรู้จักกันในชื่อ “KGB” หรือ ซีไอเอในฉบับโซเวียตนั่นเอง (Daily Mail)

ตอนเด็ก ๆ เธอเป็นสาวห้าวที่ไม่ยอมเด็กผู้ชาย และกลายเป็นหัวโจกของแก๊ง แต่เมื่ออายุได้เพียง 15 ปี เธอก็ตั้งครรภ์กับรักแรกแบบสาวรุ่นซึ่งไม่ใช่สัมพันธ์ที่ยั่งยืน ทั้งคู่แม้จะได้แต่งงานกัน สุดท้ายก็ต้องเลิกรากันไป เธอต้องไปทำงานโรงงานเพื่อหาเลี้ยงปากท้องและลูก พร้อมกับใช้เวลาว่างสมาคมกับองค์กรสันนิบาตยุวชนคอมมิวนิสต์ ที่ที่ทำให้เธอได้จับอาวุธปืนเป็นครั้งแรก

ที่นี่เธอทำให้ครูฝึกทึ่งกับความสามารถเฉพาะตัว และเธอก็หลงใหลในสัมผัสของลำกล้องโลหะที่หนาวเย็น เธอจึงฝึกฝนความแม่นยำเรื่อยมาในช่วงเวลาที่เธอศึกษาต่อด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคียฟ ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกันกับที่กลิ่นไอสงครามเริ่มก่อตัวขึ้นในภาคพื้นยุโรป

บทบาทของผู้หญิงในสงคราม แม้ในประวัติศาสตร์จะมีวีรสตรีหลายคนมีชื่อเป็นผู้นำกองทัพแต่ก็มีจำนวนเพียงหยิบมือ ในสงครามร่วมสมัย ผู้หญิงก็ยังคงถูกจำกัดหน้าที่ แม้กำลังพลจะขาดแคลนแต่กองทัพส่วนใหญ่ก็เลือกจะใช้แรงงานผู้หญิงอยู่ในแนวหลังเป็นหลัก ไม่ยอมใช้เป็นส่วนหนึ่งของกำลังรบ กองทัพโซเวียตในเบื้องต้นก็เช่นกัน แม้เธอจะเป็นนักแม่นปืนที่เก่งกาจ แต่เธอก็ถูกคาดหมายว่าจะเป็นได้แค่ทำหน้าที่ในหน่วยพยาบาลภาคสนามเท่านั้น ด้วยเหตุผลด้านมายาคติทางเพศของบุคลากรรุ่นเก่า และความขาดแคลนของกองทัพ ที่ทหารส่วนใหญ่ถูกติดอาวุธด้วยระเบิดมือคนละลูกเท่านั้น

แต่ระบอบคอมมิวนิสต์พยายามเปลี่ยนผู้หญิงให้เป็นแรงงานและขายความเท่าเทียมทางเพศ เด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมาด้วยการศึกษาแบบใหม่จึงกระตือรือร้นที่จะรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร เมื่อกองทัพนาซีบุกโซเวียตในปี 1941 กองทัพแดงต้องสูญเสียกำลังรบนับล้านทั้งที่ตายและตกเป็นเชลยในระยะเวลาอันสั้น พวกเขาจึงไม่ลังเลที่ผลักดันทหารหญิงให้เป็นส่วนหนึ่งของกำลังรบ

พาฟลิเชนโกก็เช่นกัน กว่าที่เธอจะได้รับโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นพลแม่นปืนก็ต้องรอจนกระทั่งสหายรบเพศชายได้รับบาดเจ็บ เธอจึงจะได้รับมอบอาวุธเพื่อลงรบในสมรภูมิจริง

เธอเล่าว่าการปฏิบัติภารกิจครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 1941 ในฐานะนักแม่นปืนของกองทัพ เธอสังหารเป้าหมายเป็นทหารโรมาเนีย (ซึ่งเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะ) รายแรกด้วยกระสุนนัดที่ 3 และเหยื่อรายที่ 2 ด้วยกระสุนนัดที่ 4 ซึ่งในสายตาของผู้บังคับบัญชานั่นไม่ใช่ผลงานที่ดีเลย เธอจึงถูกตักเตือนที่ใช้กระสุนที่มีจำกัดอย่างสิ้นเปลือง

แต่หลังจากนั้นพาฟลิเชนโกยิ่งฆ่าก็ยิ่งเชื่อมั่น และด้วยความแค้นในความโหดร้ายที่ทหารเยอรมันกระทำต่อชาวบ้านในบ้านเกิด ในจดหมายที่ส่งถึงครอบครัวเธอได้เขียนถึงปณิธานส่วนตัวว่าเธอจะสังหารศัตรูให้ได้สัก 1,000 คน

ในระหว่างรบเธอได้พบรักอีกครั้งกับสหายร่วมทัพและได้แต่งงานกัน และใช้เวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ด้วยการไล่ล่าทหารนาซี เธอเล่าว่า ความรักยิ่งทำให้วิถีกระสุนของเธอแม่นยำราวจับวาง แต่ความชุ่มชื่นหัวใจอยู่กับเธอได้ไม่นาน คนรักของเธอได้รับบาดเจ็บหนักเมื่อเดือนมีนาคม 1942 ในการรบที่เซวัสโตปอล ก่อนหน้านั้นพาฟลิเชนโกเองก็เคยได้รับบาดเจ็บจากการรบมาแล้ว 3 ครั้ง แต่คราวนี้สามีไม่ได้โชคดีเหมือนเธอ  

เขาจากไปในอ้อมแขนของเธอ ความสูญเสียส่งผลกระทบต่อจิตใจของเธอเป็นอย่างมาก หลังเธอได้รับบาดเจ็บอีกครั้งจากสะเก็ดระเบิดในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน เธอต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาหนึ่งเดือน ออกจากโรงพยาบาลมาได้เธอก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในแนวหน้าอีก

แต่ผลงานของเธอซึ่งสามารถปลิดชีวิตศัตรูได้ถึง 309 ราย (เท่าที่สามารถยืนยันได้ตามข้อมูลของฝ่ายโซเวียต) ทำให้เธอมีประโยชน์ต่อการใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ โดยหลังจากนั้นเธอถูกส่งตัวไปยังอังกฤษ และสหรัฐฯ เพื่อขอแรงสนับสนุนจากสองมหาอำนาจสัมพันธมิตร พร้อมโปรโมตภาพลักษณ์และค่านิยมแบบคอมมิวนิสต์ โดยประกาศให้โลกเสรีเห็นว่า ที่โซเวียตเธอไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่ “ผู้หญิง” ที่คุณค่าอยู่กับ “ความสวย” เหมือนที่นักข่าวอเมริกันเฝ้าถามถึงการแต่งกายและการแต่งหน้าของเธอ แต่เธอถูกมองในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง ไม่ได้แยกแยะว่าเธอมีเพศกำเนิดเช่นใด

โดยในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งหลังเดินทางเยือนทำเนียบขาว (เธอถือเป็นชาวโซเวียตคนแรกที่ได้มาเยือนทำเนียบฯ) เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ แฟรงคลิน และเอเลนอร์ โรสเวลต์ พาฟลิเชนโกตอบคำถามซึ่งปนด้วยอคติทางเพศจากการที่เธอมีภาพลักษณ์ต่างจากหญิงอเมริกันทั่วไปด้วยความเหนื่อยใจว่า

“ฉันรู้สึกตะลึงมากกับคำถามที่ออกมาจากปากของนักข่าวหญิงในวอชิงตัน พวกเธอไม่รู้เหรอว่าตอนนี้มันมีสงครามอยู่นะ พวกเธอถามด้วยคำถามโง่ ๆ อย่างเช่น ฉันต้องเติมแป้ง ทาแป้ง ทาเล็บ ดัดผมบ้างรึเปล่า? นักข่าวคนหนึ่งยังวิจารณ์ถึงความยาวกระโปรงเครื่องแบบของฉันอีก บอกว่าหญิงอเมริกันสวมกระโปรงสั้นกว่านี้ นอกจากนี้เครื่องแบบยังทำให้ฉันดูอ้วน ฉันโกรธมากกับเรื่องแบบนี้ ฉันสวมเครื่องแบบด้วยความภาคภูมิใจ มันประดับด้วยเหรียญเกียรติยศชั้นเลนิน มันถูกชโลมด้วยเลือดบนสมรภูมิ มันเห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งสำคัญสำหรับหญิงอเมริกันคือการสวมชั้นในทำจากผ้าไหมซ่อนไว้ใต้เครื่องแบบ แต่เครื่องแบบมีไว้เพื่ออะไร ดูเหมือนพวกเธอจะยังไม่ได้เรียนรู้” (Mental Floss)

ภายหลังเธอได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นพันตรีและได้รับเหรียญ “ฮีโรแห่งสหภาพโซเวียต” ซึ่งถือเป็นอวยเกียรติยศขั้นสูงสุดของสหภาพ เมื่อสงครามจบลงเธอกลับไปเรียนต่อจนจบและกลายมาเป็นนักประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ วีรกรรมของเธอสำหรับบางคนฟังดูแล้วอาจคิดว่ามันเหลือเชื่อเกินกว่าจะเป็นไปได้ ทำให้มีข่าวลือออกมาว่า เรื่องนี้ทางกองทัพแดง “ปั้นเรื่อง” ขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่?

นาตาเลีย อันโตโนวา (Natalia Antonova) นักข่าวผู้มีปู่เป็นอดีตนายทหารยศนายพลในกองทัพโซเวียตกล่าวในบทความของเธอ (PRI) ว่า ปู่ของเธอเคยเล่าให้ฟังว่าต้นตอของข่าวลือเล็ดลอดออกมาจากกองทัพเอง เขายอมรับว่าเรื่องราวบางส่วนของพาฟลิเชนโกอาจมีการแต่งเติมตัดต่อโดยหน่วยเซ็นเซอร์ของกองทัพบ้าง แต่เธอคือ “ของจริง” อย่างไรก็ดีพฤติกรรมบางอย่างของเธออาจทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในกองทัพไม่ชอบ เพราะความเป็นขบถเธอเคยปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์กับนายทหารชั้นยศสูงกว่า เนื่องจากไม่ต้องการถูกครอบงำ (คนที่เธอคบหามีชั้นยศที่ต่ำกว่า) และเธอยังเป็นคนโผงผางชอบปาร์ตีไม่คิดจะต้องทำตัวให้ผู้ชายคนไหนมาสนใจ ท่าทีของเธอจึงคุกคามค่านิยมแบบเก่า ยิ่งเธอเป็นที่รักของคนภายนอก คนในจึงยิ่งริษยาในความป็อปปูลาร์ของเธอ


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ