Post on 13/12/2018

มาเรีย เรสซา บุคคลแห่งปี หนึ่งใน “ผู้พิทักษ์” ต่อสู้เพื่อความจริง

เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นักข่าวได้ถามถึงความเห็นของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เคยขึ้นปกนิตยสาร “Time” ในฐานะบุคคลแห่งปีมาแล้วในปี 2016 ว่า ใครกันที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ในปี 2018 ทรัมป์ตอบกลับมาว่า “ผมคิดว่าคงไม่มีใครเหมาะเกินไปกว่าทรัมป์ คุณเห็นใครเหมาะเกินกว่าทรัมป์มั้ยล่ะ?”

แต่ผลที่ออกมาคงตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาคาดหมายไว้เยอะเพราะไทม์ยกตำแหน่งนี้ให้กับบรรดานักข่าวหรือที่ไทม์เรียกว่าเป็น “ผู้พิทักษ์” ในสงครามกับความจริง ซึ่งถูกเล่นงานโดยรัฐบาลที่พยายามปิดปากหรือดิสเครดิตการทำงานของพวกเขา

“อิทธิพลในขั้นสูงสุด-ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเป็นบุคคลแห่งปีของไทม์ที่ใช้มากว่าเก้าทศวรรษ-เป็นสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นมาจากความกล้าหาญ เช่นเดียวกับพรสวรรค์อื่นๆ ของมนุษย์ ความกล้าหาญมาอยู่กับเราในหลายระดับและหลายจังหวะเวลา ในปีนี้เราขอระลึกถึงนักข่าวสี่คนกับอีกหนึ่งองค์กรที่ต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงกับการเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้: จามาล คาช็อกจี (Jamal Khashoggi) มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) วา โล (Wa Lone) และจอ โซ อู (Kyaw Soe Oo) และ Capital Gazette จากแอนนาโพลิส แมริแลนด์” เอ็ดเวิร์ด เฟลเซนธอล (Edward Felsenthal) บรรณาธิการของ Time กล่าวถึงบุคคลและองค์กรที่ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีของปีนี้

มาเรีย เรสซา เป็นผู้หญิงหนึ่งเดียวที่อยู่ในรายชื่อของบุคคลแห่งปีของไทม์ (เหยื่อความรุนแรงจากการกราดยิงสำนักงาน Capital Gazette ก็มีผู้หญิงอยู่เช่นกัน แต่สำนักข่าวแห่งนี้ถูกยกขึ้นในฐานะองค์กร) เธอคือนักข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า เพราะเธอคือผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ โรดรีโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มากที่สุดคนหนึ่ง

ในวัยเด็กครอบครัวของเรสซาย้ายไปอยู่สหรัฐฯ หลังเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ประธานาธิบดีในขณะนั้นประกาศใช้กฎอัยการศึกรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในปี 1972 เธอไปได้ดีกับชีวิตในบ้านหลังใหม่ จบการศึกษาในชั้นปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์จากพรินส์ตัน ก่อนตัดสินใจเดินทางมาฟิลิปปินส์ในปี 1986 เพื่อตามหา “รากเหง้า” ของเธอ

เธอหันมาสนใจด้านงานข่าว เริ่มทำงานข่าวกับ CNN และได้เป็นหัวหน้าสำนักงานประจำมะนิลาระหว่างปี 1987-1995 ต่อด้วยจาการ์ตาระหว่าง 1995-2005 ก่อนย้ายมาอยู่กับ ABS-CBS ประจำแผนกข่าวและสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเวลา 6 ปี เธอมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำข่าวเชิงสืบสวนด้านก่อการร้ายและยังเป็นอาจารย์สอนด้านการเมืองและสื่อสารมวลชนให้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง

ปี 2011 เธอตัดสินใจหันหลังให้กับวงการโทรทัศน์ และหันมาพัฒนาสำนักข่าวออนไลน์ที่เน้นข่าวเชิงสืบสวนและบันเทิงของเธอเอง โดยได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2012 ในนาม “Rappler” ซึ่งเธออธิบายว่ามันมาจากคำว่า “rap” และ “ripple” เพื่อสื่อถึงการถกเถียงเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม

สำนักข่าวของเธอกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับดูเตร์เตผู้นำอำนาจนิยมผู้มีนโยบายประชานิยมและการทำสงครามกับยาเสพติด (ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก) เป็นจุดขาย

Rappler ของเธอตามติดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ตามมาจากนโยบายของดูเตร์เตอย่างใกล้ชิด ในขณะที่กระแสสังคม และโซเชียลมีเดียยังคงหนุนหลังผู้นำอย่างเหนียวแน่น

“ดูเหมือนว่า ในเพียงชั่วข้ามคืน ชาวฟิลิปินโนได้เปลี่ยนจากผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนไปเป็นผู้ให้ความชอบธรรมและยอมรับการฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์รายวัน หรือการใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ว่าจะในภาครัฐหรือเอกชน การขาดไร้ซึ่งความเคารพในสิทธิทางกฎหมายของประชาชนและความรับผิดชอบ การทะลักท่วมล้นของคำโกหกที่ค่อยๆ พรากเอาคุณค่าส่วนตนของทุกคน รวมถึงประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์แบบของเราไปด้วย

“ในฐานะหนึ่งในผู้ใช้และผู้รณรงค์กลุ่มแรกๆ สำหรับการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อความดีงามของสังคม ฉันรู้สึกสลดใจยิ่งนักกับการที่มันถูกใช้โดยรัฐบาลเผด็จการทั่วโลกเพื่อตีกลับประชาธิปไตยและเสรีภาพสื่อ เพื่อปิดปากเสียงวิจารณ์และส่งเสริมการเลือกปฎิบัติและการเหยียดเพศโดยมีเป้าเป็นผู้หญิงซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อยกว่าสามเท่าตัว” บางส่วนจากคำวิจารณ์ชิ้นหนึ่งของเรสซาต่อปัญหาการใช้โซเชียลมีเดีย (Rappler)

เสียงวิจารณ์และการต่อสู้กับคำโกหกในโซเชียลมีเดียของสำนักข่าวของเธอสร้างความไม่พอใจให้กับดูเตร์เตและผู้สนับสนุนอย่างมาก ทำให้เธอและนักข่าวในสังกัดถูกคุกคามทั้งขู่ฆ่า หรือข่มขืน และครั้งหนึ่งดูเตร์เตยังเคยข่มขู่นักข่าวสายการเมืองของ Rappler ว่าอย่าได้ไปเหยียบเมืองดาเวาบ้านเกิดของเขาไม่เช่นนั้น “ระวังเรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้น” (The New York Times)

เรสซาและ Rappler ยังถูกรัฐบาลดำเนินคดีในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี จากกรณีการลงทุนของ Omidyar Network องค์กรสัญชาติอเมริกันของ ปิแอร์ โอมิดยาร์ (Pierre Omidyar) ผู้ก่อตั้ง eBay (ดีลเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015) และเมื่อช่วงต้นปีดีลดังกล่าวยังถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สอบสวนเพื่อหาเหตุในการยับยั้งใบอนุญาตประกอบกิจการ และทาง Rappler ก็ถูกแบนไม่ให้ร่วมทำข่าวในทำเนียบประธานาธิบดีของดูเตร์เต

ทาง Rappler มองว่าการกระทำของภาครัฐคือการข่มขู่คุกคามการทำงานของพวกเขาเพื่อที่จะปิดปากเสียงวิจารณ์ เรสซากล่าวว่ารัฐบาลกำลังทำเหมือนกับว่าสำนักข่าวของเธอคือ “นายหน้าค้าหลักทรัพย์” ไม่ใช่สำนักข่าว พร้อมยืนยันว่าองค์กรของเธอชำระภาษีอย่างถูกต้องตามเกณฑ์ในฐานะองค์กรข่าวแล้ว

และในวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา เรสซาก็เลือกที่จะเดินทางเข้ามอบตัวเพื่อสู้คดีด้วยตนเอง หลังมีการอนุมัติหมายจับให้พอดีกับกำหนดเดินทางกลับฟิลิปปินส์ของเธอ เนื่องจากเธออยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศนานนับสัปดาห์โดยส่วนหนึ่งก็เพื่อเดินทางไปร่วมงานประกาศรางวัลสื่อดีเด่นในหลายสถาบัน (ซึ่งเธอเองก็ได้รับรางวัลด้วย) พร้อมประกาศว่าเธอจะทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบกับการกล่าวหาว่าเธอเป็น “อาชญากร”


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Releated

“เคที โบวแมน” สตรีผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายหลุมดำครั้งแรกของโลก

“ตุ้น เมิ่ง” ตี๋ฮีโรที่หนีรอดจากมือระเบิดจี้รถเพราะเป็นคนจีน

อ.เดชา ศิริภัทร สกัดน้ำมันกัญชา เปลี่ยนสาร “ยิ้ม” เป็นสาร “ยา”

“ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์” ส.ส. ผู้พิการรายแรกของไทย ที่ไม่อยากให้คิดว่า การดูแลผู้พิการคือการสงเคราะห์

“ปีเตอร์ ทาบีชี” ครูดีเด่นโลกที่ปฏิวัติการสอนจากพ่อแม่เด็ก

“อนุชา อารีพรรค” นักเขียนหนังสือธรรมะผู้สร้างเกมอินดี้ระดับโลก

“โทมัส ซัวเรส” เด็กประถมที่เขียนแอปหาเงินบริจาคเพื่อการศึกษาของเยาวชน

“ไคล์ คาร์เพนเตอร์” ทหารหนุ่มอายุน้อยที่สุดตำนานแห่ง Medal of Honor ที่ยังมีชีวิต