Post on 09/04/2020

มาร์ติน พิสโตริอุส ร่างกายกลายเป็น ‘คุก’ ทำให้คนกลายเป็นผี ชายผู้ถูกขังในร่างกายตัวเองมาตลอด 13 ปี

“คุณเคยดูหนังเกี่ยวกับคนที่ตายแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองตายไหม? มันเหมือนแบบนั้นเลย ผู้คนรอบตัวไม่เคยสังเกตเห็นผม ไม่ว่าผมจะร้องไห้ อ้อนวอน หรือตะโกนดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน จิตใจผมถูกขังอยู่ในร่างกายอันไร้ค่า มันราวกับว่าผมกำลังล่องหน ผมกลายเป็นผี (ghost boy) กลายเป็นวิญญาณ” 

ลองจินตนาการว่าถ้าคุณไม่สามารถพูดกับคนอื่นได้ว่า หิว เจ็บ โศกเศร้า ทั้งที่ในใจกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง และหวังว่าจะมีใครสักคนได้ยิน คุณอาจเข้าใจความรู้สึกของ มาร์ติน พิสโตริอุส (Martin Pistorius) มากขึ้น เพราะตลอด 13 ปี สภาวะอัมพาต คือสิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจอย่างสุดซึ้งถึงความรู้สึกของ ‘วิญญาณ’

นับตั้งแต่ปี 1975 และตลอดระยะเวลา 12 ปีต่อจากนั้น มาร์ตินเติบโตมาในฐานะเด็กผู้ชายทั่วไป แม้จะไม่ได้มีเพื่อนมาก แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความสุข เขาซุกซน สดใส และเป็นที่รักของพ่อแม่ น่าเศร้าที่ชีวิตแสนสุขของเขาและครอบครัวต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น เพราะเย็นวันหนึ่งหลังมาร์ตินกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน เขาก็เริ่มมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว คล้ายจะเป็นไข้หวัด พ่อและแม่รีบนำตัวเขาส่งโรงพยาบาล ณ เวลานั้นคงไม่มีใครคิดเลยว่าพวกเขากำลังจะเสียเด็กชายแสนสดใสคนนี้ไป

มาร์ติน (ซ้าย) กับน้องสาวและน้องชาย ก่อนที่เขาจะเข้าสู่อาการโคม่า

หมอบอกว่าเขาติดเชื้อในสมอง แต่ยังไม่ทราบว่ามีสาเหตุมาจากอะไร แม้เจ้าหน้าที่ทุกคนจะพยายามรักษาเด็กชายคนนี้อย่างเต็มที่แล้ว อาการของเขากลับมีแต่แย่ลง มาร์ตินรู้สึกอ่อนแรง ก่อนจะสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว แววตาของเขาเริ่มเหม่อลอย และค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการพูดไปในที่สุด

“บ้าน…เมื่อไหร่?” ที่เขาเอ่ยกับแม่ คือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้มีโอกาสพูดด้วยน้ำเสียงของตัวเอง

สุดท้ายมาร์ตินก็ไม่ผ่านการประเมินจากแบบทดสอบการรับรู้ทางสติสัมปชัญญะ หมอบอกกับพ่อแม่ของเขาว่า สภาพของมาร์ตินเวลานี้ ถึงอยู่ก็เหมือนไม่อยู่ เพราะไม่มีการตอบสนองใด ๆ แล้ว เขามีอาการอัมพาตทั้งตัว (Locked-in syndrome)ในขณะที่สติปัญญายังไม่ต่างจากเด็กทารก 3 เดือนที่ไม่สามารถทำอะไรได้ หมอแนะนำว่าให้พามาร์ตินกลับไปอยู่ที่บ้าน และดูแลเขาให้ดี จนกว่าเด็กชายจะจากโลกนี้ไปอย่างสบาย

แต่ทุกอย่างไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะแทนที่มาร์ตินจะค่อย ๆ หลับไป เขากลับยังมีชีวิตอยู่ แม้จะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แต่ร่างกายของเด็กชายก็ยังค่อย ๆ โตขึ้น เขาถูกย้ายจากห้องนอนส่วนตัว มาสู่สภาพแวดล้อมใหม่ ในสถานดูแลที่พ่อแม่เขากัดฟันจ่ายเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูก จากหนึ่งปีผ่านไปเป็นสอง และจากสองเป็นสาม ภาพจำของมาร์ตินค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ หรือเครือญาติ คงมีแต่พ่อแม่ของเขาเท่านั้นที่ยังคงจดจำเด็กชายคนนี้ได้อยู่

ปีที่ 3 ของอาการอัมพาตทั้งตัว คงไม่มีใครนึกเลยว่าจะเกิดเรื่องน่าประหลาดขึ้นกับมาร์ตินในวัย 16 เพราะจู่ ๆ สติของเขาก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาค่อย ๆ รับรู้ มองเห็น และเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด แต่กลับไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นรู้ได้ เพราะสิ่งเดียวที่เขาควบคุมอยู่คือจิตใจ ไม่ใช่ร่างกาย ที่ต่อให้เขาพยายามสั่งให้มันขยับสักเท่าไหร่ก็ยังแน่นิ่ง

ลองนึกภาพว่าหากคุณต้องถูกขังอยู่ในห้องโล่ง ๆ ห้องหนึ่งเป็นเวลาหลายปี คงเป็นช่วงเวลาอันเบื่อหน่ายซ้ำซากที่ยากจะทนไหว “สำหรับผม ความรู้สึกที่แย่ที่สุด คือการไร้ซึ่งพลังอย่างสิ้นเชิง ผมแค่ยังอยู่ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ คนอื่นเข้าบงการทุกส่วนในชีวิตผม พวกเขาตัดสินว่าผมจะกินอะไร เมื่อไหร่ ตอนไหนถึงจะพลิกตัว หรือจะจับนั่งรถเข็น” มาร์ตินอธิบายความทรงจำในช่วงเวลานั้นบนเวที TED Talk ผ่านการสื่อสารด้วย Speech Computer

มาร์ตินหมดสิ้นพลังที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต เขาทำได้เพียงเป็นผู้เฝ้ามอง ที่รับรู้การกระทำของคนอื่นอย่างเงียบเชียบ เป็นภูตผีไร้ตัวตน ที่ไม่ว่าจะต้องพบเจอการกระทำอันโหดร้ายเพียงใดก็ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ “เป็นเวลาเกือบ 10 ปี ที่ผมถูกผู้ดูแลทำร้าย ทั้งทางกาย วาจา และเพศ ครั้งแรกที่มันเกิดขึ้น ผมทั้งตกใจและสับสน พวกเขาทำกับผมแบบนี้ได้อย่างไร หรือผมทำอะไรลงไปถึงต้องโดนแบบนี้ ใจผมส่วนหนึ่งอยากจะร่ำไห้ แต่อีกใจก็ต้องการขัดขืน ความเจ็บปวด เสียใจ โกรธแค้น ถาโถมเข้าใส่จนผมรู้สึกไร้ค่าที่ต้องมาคอยหวาดผวา เพราะรู้ดีว่ามันจะต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก” อาจเป็นพ่อแม่ของเขาที่จับได้ เพราะท้ายที่สุดมาร์ตินก็ได้ผู้ดูแลคนใหม่มาแทน

วันคืนแห่งความซ้ำซากไม่ได้ทำร้ายแค่มาร์ตินคนเดียว พ่อแม่ของเขาที่ถูกค่าใช้จ่ายสูบเลือดสูบเนื้อมาหลายปีก็ต้องทุกข์ทรมานเช่นกัน เพราะทุกวันหลังจากไปรับมาร์ตินจากสถานดูแล มานอนที่บ้าน พวกเขาก็ต้องผลัดกันตื่นทุก 2 ชั่วโมงมาคอยพลิกตัว และตรวจดูอาการของมาร์ตินอยู่เสมอ ทั้งความเครียด สิ้นหวัง และหมดกำลังใจ ผลักให้การมีปากเสียงครั้งหนึ่ง แม่เผลอหลุดคำพูดที่เธอเองต้องกลับมาเสียใจทีหลัง

“ลูกน่าจะตายไปเสีย” มาร์ตินจำได้ว่าเธอพูดทั้งน้ำตา ตอนนั้นแม้จะสะเทือนใจจากคำพูดของแม่ แต่อีกใจหนึ่งเขาก็สงสารเธอ และถึงมาร์ตินจะเห็นใจ อยากปลอบประโลมเธอมากแค่ไหน สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงเฝ้ามอง

มาร์ตินเล่าว่ามีหลายครั้งที่เขาอยากจะยอมแพ้ และปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับความมืดมิด แต่เพราะช่วงเวลาสั้น ๆ ครั้งหนึ่ง ที่เขาต้องนั่งรอบนรถเข็น ขณะที่พ่อไปซื้อของจำเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ต มีคนแปลกหน้าคนหนึ่งเดินผ่านมา และยิ้มให้กับร่างกายและดวงตาอันนิ่งเฉยของเขา มาร์ตินไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่การกระทำเรียบ ๆ ที่ทำให้เกิดชั่วขณะของการปฏิสัมพันธ์ ได้เปลี่ยนความรู้สึกของเขาให้อยากอยู่บนโลกนี้ต่อ

“ผมได้เรียนรู้วิธีบอกเวลาจากการสังเกตตำแหน่งของเงา ได้เรียนรู้ว่าเงาเคลื่อนที่อย่างไร เและเวลาของแต่ละวันผ่านไปนานเพียงใดกว่าจะมีคนมารับผมกลับบ้าน การได้เห็นพ่อเดินพ้นประตูมารับผม เป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุด” ช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่เขาต้องประสบอยู่ทุกวันจนถึงอายุ 25 ทำให้เขาหมดหวังว่าจะมีใครบางคนรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาไปแล้ว

แต่แล้วนักสุคนธบำบัดคนใหม่ ซึ่งเริ่มมาที่สถานดูแลสัปดาห์ละครั้ง เริ่มมองเขาต่างออกไป ไม่ว่าจะรับรู้โดยสัญชาตญาณ หรือความใส่ใจในรายละเอียดที่คนอื่นล้มเหลวจะสังเกต เธอเริ่มบอกพ่อแม่ของมาร์ตินว่าเขาอาจเข้าใจสิ่งที่เธอพูด แถมยังรบเร้าให้พาเด็กคนนี้ไปหาผู้เชี่ยวชาญที่ Centre for Augmentative and Alternative Communication เพื่อทดสอบว่าเขามีปฏิกิริยาตอบสนองและสามารถสื่อสารได้จริงไหม สุดท้ายแล้วมาร์ตินก็ผ่านการทดสอบ เพราะเขารู้สึกตัวมาแล้วหลายปีแล้ว นี่จึงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ที่ชายผู้ใช้ชีวิตเหมือนวิญญาณถูกหาจนเจอ

มาร์ตินต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารผ่าน Speech Computer พร้อมกับการฟื้นฟูร่างกายช่วงหัวและคอให้สามารถกลับมาขยับได้ กว่าจะพอสื่อสารในประโยคง่าย ๆ เขาก็ใช้เวลาอยู่เป็นปี ๆ เขาอธิบายความรู้สึกแรกที่สามารถพูดคุยกับพ่อแม่ของเขาได้ว่า มันทั้งตื่นเต้น ทั้งหงุดหงิด เพราะมีคำพูดมากมายที่อยากจะสื่อออกไป แต่กลับยังไม่มีความสามารถพอจะบอกมันได้ทั้งหมด

“เมื่อเริ่มสื่อสารมากขึ้น ผมก็ตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้ว มันเป็นเพียงการเริ่มต้นของการสร้างเสียงและตัวตนใหม่” ตลอด 13 ปี ผู้คนรู้จักมาร์ตินในฐานะเด็กชายผู้กลายเป็นอัมพาต แต่ไม่มีใครรู้จักชายหนุ่มอายุ 25 ที่จู่ ๆ ก็โผล่มาในชีวิตของพวกเขาเลย ยิ่งชายคนนี้เอาแต่นั่งนิ่ง ๆ บนรถเข็นและปล่อยให้น้ำเสียงแข็งทื่อ ไร้ชีวิตชีวาของคอมพิวเตอร์ อ่านข้อความที่เขาป้อนลงไปเพื่อพูดคุยกับคนอื่น ก็ยิ่งทำให้ชายคนนี้แปลกเกินความเข้าใจไปใหญ่

เขาเลิกไปสถานดูแล และเริ่มหางานทำเป็นครั้งแรก มันเป็นแค่งานรับถ่ายเอกสาร ซึ่งเป็นเพียงงานง่าย ๆ แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถทำอะไรเองได้เสียที เขารู้สึกว่าชีวิตใหม่นั้นช่างท่วมท้น ยากลำบาก แต่ก็ยังน่าอัศจรรย์ ร่างกายของเขาค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น จนพอจะขยับแขนได้ในปี 2008 มาร์ตินเริ่มเลี้ยงสุนัขที่ชื่อ “โคเเจ๊ค” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด

อนาคตที่เคยสิ้นหวัง ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มาร์ตินตัดสินใจลงเรียนในสาขาคอมพิวเตอร์ ก่อนจะจบมาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาเว็บไซต์ ชายหนุ่มยังได้พบกับ “โจแอนนา” หญิงสาวที่เข้ามาแต่ไม่ผ่านไป เพราะเธอค่อย ๆ ถักทอความรักที่มีต่อเขา ไปพร้อม ๆ กับที่มาร์ตินค่อย ๆ สร้างชีวิตในฝันให้เป็นรูปเป็นร่าง พวกเขาแต่งงานกันหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี

แม้จะเคยมีคนบอกว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” แต่มาร์ตินกลับคิดว่า “จริงหรือ” เพราะทั้งหมดที่เขามีตอนนี้ ล้วนได้มาจากการที่เขา “พูด” ได้ทั้งนั้น เขาบอกว่าที่จริงแล้ว คำพูดนั้นทรงพลัง เพราะมันทำให้มนุษย์สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง แสดงความต้องการ ความปรารถนา หรือรับรู้จากคนอื่นด้วยการตั้งใจฟัง ทั้งหมดนี้คือหนทางที่โลกจะรู้ว่าเราคือใคร มันคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

“ครั้งหนึ่ง ผมเคยถูกมองเป็นสิ่งของไร้ชีวิต เป็นร่างไร้จิตใจของเด็กชายบนรถเข็น วันนี้ผมเป็นมากกว่านั้น เป็นทั้งสามี, ลูกชาย, เพื่อน, พี่ชาย, เจ้าของกิจการ, บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เพราะความสามารถในการสื่อสารได้มอบทั้งหมดนี้มา”

ปี 2011 มาร์ตินเขียนเรื่องราวในช่วงเวลาที่เขารู้สึกตัวแต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้ ถ่ายทอดลงในหนังสือชื่อ ‘The Ghost boy’ ซึ่งกลายเป็นที่พูดถึงอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง เขายังตั้งอกตั้งใจทำกายภาพบำบัดจนสามารถควบคุมร่างกายท่อนบนของตัวเองได้ ปี 2018 แม้จะยังต้องนั่งรถเข็นแต่มาร์ตินตัดสินใจ ท้าทายตัวเองด้วยการลงแข่งวีลแชร์เรซซิ่ง และเคยสามารถคว้าเหรียญทองแดงมาครองได้อีกด้วย 

มาร์ติน พิสโตริอุส คือเด็กชายในร่างผู้ใหญ่ที่ฟื้นขึ้นมาจากความมืดมนแสนโหดร้าย เขาถูกดึงขึ้นมาจากหุบเหวอันเวิ้งว้าง ด้วยฝีมือของกลุ่มคนที่ห่วงใย ผู้คนที่คอยโอบกอด รับฟัง ทำความรู้จัก และรักตัวตนของเขาในวันนี้ ทำให้เด็กชายที่เคยกลายเป็นภูติผี เผยตัวตนและเปล่งประกายความเป็นมนุษย์ออกมาอีกครั้ง 

 

 

ที่มา

https://www.ted.com/talks/martin_pistorius_how_my_mind_came_back_to_life_and_no_one_knew 

https://www.npr.org/sections/health-shots/2015/01/09/376084137/trapped-in-his-body-for-12-years-a-man-breaks-free

https://www.washingtonpost.com/news/speaking-of-science/wp/2015/01/13/meet-the-man-who-spent-12-years-trapped-inside-his-body-watching-barney-reruns/

https://www.abc.net.au/radionational/programs/allinthemind/ten-years-with-locked-in-syndrome/6443664


Related

พัสกร กมลสุวรรณ ชายที่พยายามทำให้การเลือกใช้ถ้วยกระดาษ เป็นทางเลือกในการรักษ์โลกแบบง่าย ๆ

ธวัช กุลวุฒิพงษ์ศักดิ์ ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี ใช้การศึกษาแก้ปัญหาด้ามขวานไทย

ชญานิน หาญการสุจริต ความสุขที่ได้ให้โอกาส เพื่อส่งต่อความสุขและความฝัน

นิยม กุลาชัย เปลี่ยนภูลมโล ให้เป็นสีชมพู ด้วยดอกนางพญาเสือโคร่ง และการท่องเที่ยว

พระพยอม กลฺยาโณ พระนักพัฒนา ครีเอทีฟทางธรรม และวิบากกรรม “โฉนดถุงกล้วยแขก”

No Notoriety กลุ่มรณรงค์ขอสื่อไม่เปิดเผยชื่อและหน้าตาฆาตกรโหด

อโนชา ปันจ้อย หญิงไทยถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือ

อภิวัฒน์ เฟื่องฟู สุทธิพงศ์ พรรธนาลัย และ โอม กิตติภูมิ ศุภมนตรี ฝันอยากเปลี่ยนโลกด้วยแอปโซเชียลที่อยากให้คนเลิกเล่นโซเชียล