Post on 02/07/2021

แมรี เอนสเวิร์ธ – เมื่อการเลี้ยงดูในวัยเด็ก ส่งผลต่อความสัมพันธ์ในวันที่เติบโต

เมื่อพูดถึงความรักความสัมพันธ์ เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนสร้างกำแพงเสียสูงลิ่ว บางคนกลับหึงหวง จนไม่อยากให้คนรักห่างหายแม้วินาทีเดียว บ้างก็มีความสัมพันธ์ที่เฮลตี้และมีความสุข

เคยมีนักจิตวิทยาชาวอังกฤษนามว่า ‘จอห์น โบว์ลบี้’ (John Bowlby) คิดค้น ‘ทฤษฎีความผูกพัน’ (Attachment theory) ขึ้นมา โดยเสนอว่าสายสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ๆ กับผู้ปกครองมีผลกระทบต่อตัวเด็กในระยะยาว เรียกง่าย ๆ ว่ารูปแบบความผูกพันกับพ่อแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดในวัยเด็ก ส่งผลต่อความสัมพันธ์ใกล้ชิดของพวกเขาเมื่อเติบโตขึ้น

คำถามต่อมาคือ ความผูกพันที่ว่ามีรูปแบบไหนบ้าง ?

แมรี เอนสเวิร์ธ (Mary Ainsworth) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันซึ่งเป็นลูกศิษย์ของโบว์ลบี้ ได้เริ่มค้นหาคำตอบนี้ด้วยการทดลองที่เรียกว่า ‘สถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย’ หรือ ‘Strange Situation’

 

Strange Situation

ก่อนหน้านี้เอนสเวิร์ธทำงานร่วมกับโบว์ลบี้ที่ทวิสสต็อกคลินิก (Tavistock Clinic) ก่อนจะออกมาวิจัยเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกในยูกันดา (Uganda) แล้วเดินทางกลับมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นอาจารย์พร้อมกับเริ่มการทดลอง ‘Strange Situation assessment’ อันโด่งดังในช่วงทศวรรษ 1970

เอนสเวิร์ธเริ่มจากการพาเด็ก ๆ อายุ 12-18 เดือนจากครอบครัวอเมริกันชนชั้นกลางจำนวน 100 ครอบครัว เข้าไปอยู่ในห้องที่เด็ก ๆ ไม่คุ้นเคย แล้วสังเกตพฤติกรรมของพวกเขาอย่างลับ ๆ ผ่านกระจกที่มีฝั่งเดียวในห้อง ทั้งพฤติกรรมตอนอยู่กับผู้ปกครอง ตอนที่มีคนแปลกหน้าเดินเข้ามา ตอนถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกับคนแปลกหน้า กระทั่งการอยู่ในห้องนั้นเพียงคนเดียว 

4 รูปแบบความผูกพัน

ผลการทดลองปรากฏว่า เด็ก ๆ มีพฤติกรรมที่จำแนกได้ 3 รูปแบบหลัก (ก่อนจะมีคนมาเพิ่มรูปแบบที่ 4 ในภายหลัง) 

แบบแรก คือ ‘ความผูกพันที่มั่นคง’ (Secure Attachment) โดยเด็กน้อยอาจมองหาหรือกังวลเล็กน้อยเมื่อผู้ปกครองออกจากห้องไป และไม่ได้เป็นมิตรกับคนแปลกหน้ามากนัก เมื่อผู้ปกครองกลับมา เด็กจะดีใจและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยตามปกติ โดยเอนสเวิร์ธคาดว่าเป็นเพราะผู้ปกครองให้ความรักความอบอุ่นและดูแลเมื่อพวกเขาต้องการอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกไว้วางใจว่าอีกเดี๋ยวแม่หรือผู้ปกครองคนนั้นจะกลับมา และมีความสุขเมื่อได้พบกันอีกครั้ง

แบบที่สอง คือ ‘ความผูกพันแบบหลีกหนี’ (Avoidant Attachment) เด็ก ๆ มักจะเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ไม่งอแงหรือร้องไห้ไม่ว่าผู้ปกครองจะออกจากห้องหรือกลับเข้ามา อาจเป็นเพราะเด็กถูกละเลยมาตั้งแต่ต้น เช่น การปล่อยเด็กให้ร้องไห้ กลัว หรือหิว จนรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาผู้ปกครองหรือความสัมพันธ์อื่นใด จึงไม่สนใจและปิดกั้นตัวเอง ซึ่งเอนสเวิร์ธคาดว่าพฤติกรรมนี้เป็นกลไกการป้องกันตัวเอง (Defensive Mechanism) เมื่อผู้ดูแลใกล้ชิดละเลยหรือปฏิเสธพวกเขา

แบบที่สาม คือ ‘ความผูกพันแบบสับสน’ (Ambivalent Attachment) เด็ก ๆ จะกังวลเมื่อผู้ปกครองออกจากห้องไป และจะต่อต้าน งอแง พยายามเกาะติดเมื่อผู้ปกครองกลับเข้ามา เพราะก่อนหน้านี้เด็ก ๆ ไม่ได้ถูกตอบสนองความต้องการอย่างสม่ำเสมอ เช่น เมื่อร้องไห้แล้วถูกปลอบบ้าง ถูกละเลยบ้าง การตอบสนองที่ไม่แน่นอนทำให้พวกเขาเริ่มสับสน ไม่ไว้วางใจผู้ปกครองและกลัวว่าจะหายไปอีกครั้ง

และแบบที่สี่ คือ ‘รูปแบบที่ไม่แน่นอน’ (Disorganized Attachment) เป็นรูปแบบที่ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังโดย Main และ Solomon (1986) เพื่อนิยามเด็ก ๆ ที่ไม่ใช่ทั้งสามกลุ่มข้างต้น หรือมีความผสมผสานระหว่างพฤติกรรมทั้งสามรูปแบบ

เมื่อความผูกพันวัยเด็ก ส่งผลต่อวัยผู้ใหญ่

ตามทฤษฎีของโบว์ลบี้กล่าวว่า ความผูกพันแต่ละรูปแบบจะกลายเป็นภาพจำของเด็ก ว่าผู้ดูแลใกล้ชิดสามารถพึ่งพาหรือไว้วางใจได้มากน้อยแค่ไหน  เมื่อเติบใหญ่ขึ้น พวกเขามีแนวโน้มจะสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวหรือความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อในรูปแบบเดียวกันนั้น

ฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่าคนที่มีความผูกพันแบบหลีกหนี เมื่อเติบโตขึ้นก็อาจจะสร้างกำแพงกับคนใกล้ชิดมากกว่าคนอื่น ๆ ขณะที่ความผูกพันแบบสับสน เมื่อเติบโตขึ้นก็อาจจะกังวลอยู่บ่อย ๆ ว่าอีกฝ่ายจะทิ้งตนเองไป 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านการศึกษาของ Hazan and Shaver (1987) ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) ในวัยเด็กและทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อความสัมพันธ์ในแง่คนรัก ซึ่งพบว่า คนที่มีรูปแบบความผูกพันแน่นแฟ้นตั้งแต่ยังเป็นทารก หรือความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment) มักมีความสัมพันธ์ที่ยืนยาวและมีความสุขมากกว่ารูปแบบอื่น ๆ 

อย่างไรก็ตามแนวคิดที่ว่า ‘รูปแบบความผูกพันในวัยเด็กส่งผลต่อเนื่องไปจนเติบใหญ่’ นั้นถูกตำหนิอยู่ไม่น้อย เพราะมีอีกหลายเคสที่เกิดความเปลี่ยนแปลงระหว่างการเติบโต 

อย่างการศึกษาในปี 2000 ที่ Waters และคณะได้สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมการทดลอง ‘Strange Situation’ ในวัยผู้ใหญ่ซึ่งพบว่า ผู้เข้าร่วม 72% ยังคงมีรูปแบบความผูกพันเช่นเดียวกับวัยแบเบาะ ส่วนอีก 28% มีรูปแบบความผูกพันเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบางคนเล่าว่ามีสาเหตุมาจากเหตุการณ์สำคัญบางอย่างระหว่างการเติบโต นอกจากนี้ การศึกษาของ Caron และคณะ ในปี 2012 ยังพบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองมีรูปแบบความผูกพัน (Attachment Styles) แตกต่างกันออกไปตามประเภทของความสัมพันธ์ เช่น เพื่อนสนิท พ่อแม่ และคนรัก

ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า รูปแบบความผูกพันในวัยเด็กอาจส่งผลต่อพื้นฐานความสัมพันธ์ในวันข้างหน้าก็จริง แต่ใช่ว่าจะ ‘ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้’

นี่จึงเป็นบทเรียนให้หลายคนได้กลับมาสังเกต ตระหนัก และเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าเรามีความผูกพันในรูปแบบใด โดย ‘ความเข้าใจ’ ที่ว่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการ ‘ปรับพฤติกรรม’ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ไม่เฮลตี้ อีกทั้งยังเป็นบทเรียนให้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครองว่า ‘ความพร้อมของการเลี้ยงดู’ ไม่ได้มีเพียงอาหาร อุปกรณ์การเรียนหรือจำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรักความอบอุ่นที่เป็นพื้นฐานสำคัญทำให้เด็ก ๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ในอนาคตได้อย่างมั่นคงอีกด้วย

 

ที่มา:

https://www.simplypsychology.org/mary-ainsworth.html 

https://www.simplypsychology.org/attachment-styles.html 

https://www.verywellmind.com/mary-ainsworth-biography-2795501 

https://www.verywellmind.com/what-is-attachment-theory-2795337 

https://www.facebook.com/PsychologyChula/posts/957377524376661:0 

https://www.youtube.com/watch?v=m_6rQk7jlrc 

 

ที่มาภาพ

Getty Images / JHU Sheridan Libraries/Gado

https://www.youtube.com/watch?v=SFCQLshYL6w&t=152s 


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

เสียงร่ำไห้จากปลายกระบอกปืนของ ‘โรเบิร์ต อาเธอร์ เคมบริดจ์’ ชายผู้ลั่นไกใส่ภาพวาดของ เลโอนาร์โด ดา วินชี

อัลคอวาริซมีย์ นักคณิตมุสลิม ผู้เป็นที่มาของ “อัลกอริทึม”

วินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินผู้ละทิ้งความเชื่อเรื่อง “จิตวิญญาณ” (หรือเปล่า?)

พรรคคอมมิวนิสต์จีน กำหนดวันชาติ รำลึกถึงการปฏิวัติที่ยังไม่จบ

พระบำราศนราดูร รัฐมนตรีปราบโรคระบาด ที่มาชื่อสถาบันบำราศนราดูร

ฟรองซัว ดูว์วาลีเย ประธานาธิบดีเฮติ: เผด็จการหมอผีที่ใช้ไสยศาสตร์ควบคุมประชาชน

แฟรงก์ คาลเวิร์ต นักโบราณคดีตัวจริงที่ถูกแย่งเครดิตการขุดหาเมือง “ทรอย”

‘ปาท่องโก๋’ ไม่ได้เรียกว่า ‘ปาท่องโก๋’ แต่เป็น ‘อิ้วจาก้วย’ ที่มีไว้สาปแช่งสองสามีภรรยาชาวจีนผู้ทรยศบ้านเมือง