Post on 02/07/2021

มัจฉา โมซิมันน์: นางแบบ นักแสดง นักธุรกิจ และนักร้องอาชีพวัย 21 ปีที่มีแรงผลักดันจากความฝันในวัยเด็ก 

‘มัจฉา โมซิมันน์’ คือหญิงสาวลูกครึ่งไทย-สวิตเซอร์แลนด์ที่กำลังเรียนแฟชั่นดีไซน์ไปพร้อมกับการเป็นนางแบบ นักแสดง ฟิตเนสอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งยังเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า cha collective ซึ่งเธอทำทุกอย่างนี้ในวัยเพียง 21 ปี และเมื่อปลายปี 2020 เธอได้ก้าวไปอีกขั้นกับการเป็นศิลปินเดี่ยวอย่างเต็มตัว ในค่าย White Fox เครือ GMM Grammy 

“ทุกอย่างที่ฉาทำอยู่ตอนนี้ เป็นสิ่งที่ฉาชอบตั้งแต่เด็ก ๆ”

มัจฉาบอกกับเราเมื่อถามถึงแรงผลักดันที่ทำให้เธอลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสนุกและตั้งใจอย่างเต็มที่ เราจึงอยากชวนมาฟังมุมมองและการเติบโตของหญิงสาวมากความสามารถคนนี้ ผ่านบทสนทนาของ The People กับ ‘มัจฉา โมซิมันน์’

The People: ได้ข่าวว่าตอนเด็ก ๆ มัจฉาทำกิจกรรมเยอะมาก

มัจฉา: ใช่ค่ะ ตอนเด็ก ๆ คุณแม่ให้ทำหลายสิ่งหลายอย่างมาก คือฉาจำได้ ฉาเรียนทุกอย่าง เปียโน ไวโอลิน กีตาร์ ไอซ์สเก็ต เทนนิส แบดมินตัน ว่ายน้ำ เทควันโด ทุกอย่างที่เราคิดออก ฉาเคยเรียนหมด เหมือนคุณแม่บอกว่า ตอนเด็ก ๆ อยากให้ลูกลองทำหลาย ๆ อย่าง จะได้รู้ว่าชอบทำอะไร

ตอนนั้นรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติมาก คือเวลาเราไม่มีอะไรทำวันหยุด เราก็จะแบบ “แม่วันนี้ทำอะไร” เหมือนเราอยู่นิ่งไม่ได้ค่ะ ซึ่งมันสนุก เพราะตอนเด็ก ๆ เรามี energy เยอะมาก เราอยากทำทุกอย่าง อยากเล่น อยากนู่นนี่ เพราะฉะนั้นก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีมากค่ะที่คุณแม่ให้เราทำหลายอย่าง ตอนนี้ก็รู้สึกว่า น่าจะเป็นสาเหตุที่เราเป็นคน active ด้วย 

 

The People: สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันหรือส่งผลต่องานของคุณตอนโตไหม

มัจฉา: ทุกอย่างที่ฉาทำอยู่ตอนนี้ เป็นสิ่งที่ฉาชอบตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะว่าเหมือน passion เราตั้งแต่เด็กอะไรงี้ สุดท้ายแล้วโตขึ้นมา เราก็ทำสิ่งนั้น เราก็จะมีความสุขกับมัน คือเราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นงานที่เรารู้สึกเหนื่อย ไม่อยากทำ แต่มันคืองานที่สนุก 

ตั้งแต่เด็ก ๆ คุณแม่ support มาตลอดค่ะ เราอยากจะทำอะไร คุณแม่ก็ให้ทำ ตอนที่เข้าวงการคุณแม่ก็ support เต็มที่ เป็น manager เป็น momnager ของเรา ก็จะอยู่เคียงข้างเราตลอด ฉาโชคดีฉามีคุณแม่ที่ไกด์ฉาในด้านที่ดีมาก เลยทำให้เราเป็นคนที่ positive ในวันนี้ได้ 

เหมือนก่อนที่ฉาจะ audition ในค่าย whitefox ตอนแรกฉาจะไม่มาด้วยซ้ำ มีความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่มั่นใจอะไรอย่างนี้ค่ะ คุณแม่ก็บอกว่าอย่า turn down opportunity มันเป็นโอกาส เราแค่ไปลอง audition ดู ถ้าเกิดไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ถ้าเกิดเราทำเต็มที่แล้วสุดท้ายมันไม่ใช่ของเรา มันก็ไม่ใช่ของเรา เราแค่คิดในแง่ positive ว่า just try คือมัน nothing to lose ก็ทำให้ดีที่สุดค่ะ อย่างน้อยเราก็บอกว่า อืมม์…ฉันลองแล้ว ฉันทำดีที่สุดของฉันแล้ว ถ้ามันไม่เวิร์ก มันก็ไม่เวิร์ก เราไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้แล้ว

The People: อยากให้เล่าถึงผลงานก่อนหน้านี้

มัจฉา: สิ่งที่ทำอยู่ก็ร้องเพลงนะคะ ซึ่งเพิ่งได้มาเริ่มทำเมื่อปีที่แล้ว ก็เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลย ชอบร้องเพลงมากตั้งแต่เด็ก ๆ ก็จะร้องเพลงตลอดเวลา คุณแม่ก็จะรำคาญ เพราะว่าอยู่ในรถก็ร้อง อาบน้ำ ตื่นมาตีห้าไปโรงเรียนก็ร้องเพลง คือแบบร้องตลอดเวลาค่ะ แล้วก็ชอบดูมิวสิกวิดีโอ แบบชอบแต่งตัว ชอบแบบทำอะไรแบบนี้ที่บ้านตอนเด็ก ๆ ค่ะ ตอนนี้ได้มาทำในสิ่งที่ฝันไว้แล้ว นั่นก็คือที่มาอัลบั้มของฉาที่ชื่อว่า Dreaming ด้วย เพราะรู้สึกว่า เรากำลังเหมือน I’m awake but I’m dreaming ค่ะ

แล้วอย่างอื่นที่ทำนอกจากร้องเพลงก็เป็น fashion designer ฉารู้ตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็น fashion designer เพราะเวลาเพื่อนมาบ้านก็จะจับเพื่อนแต่งตัว ทำ fashion show จับแต่งหน้า แล้วก็นอกจาก fashion ก็เป็น fitness influencer ด้วย ซึ่งมีเพจชื่อว่า Diet Society Thailand ค่ะ ก็จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการกิน การออกกำลังกายอะไรแบบนี้ค่ะ 

ที่จริงฉารู้สึกว่า เหมือนเราไม่ได้ตั้งใจเรียงลำดับ มันแค่มาเรื่อย ๆ อย่างนี้ เราไม่ได้แพลนด้วยซ้ำ เพราะว่าตอนที่เรียนจบ high school ตอนแรกฉาอยากจะไปเรียนเมืองนอก อยากไปเรียน fashion ต่อ แต่ก็คิดว่าเมืองไทยเราก็มีงานดีอยู่ เราไม่อยากทิ้งตรงนี้ไป เราก็เลยตัดสินใจอยู่เมืองไทย ตอนตัดสินใจอยู่ที่นี่ เราก็รู้สึกว่า เราควรจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง เราอยากจะเป็น business woman แล้วก็เราชอบเสื้อผ้า ทำไมเราไม่ทำเสื้อผ้าขึ้นมาล่ะ ก็เลยเริ่มทำแบรนด์ที่ชื่อว่า cha collective แล้วตอนนี้ก็มีแบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายด้วยชื่อว่า saucecourt ค่ะ

The People: คิดว่าแต่ละบทบาทที่เคยทำแตกต่างกันยังไงบ้าง

มัจฉา: ฉารู้สึกว่า การเป็นนางแบบ การเป็นนักแสดง แล้วก็การเป็นนักร้องมันแตกต่างกันมาก การเป็นนางแบบคือเราเดินอยู่บนรันเวย์ หรือว่าถ่ายภาพ ซึ่งเราไม่ได้คุยกับคน เราไม่ได้ connect กับคน การเป็นนักแสดงเราก็ connect กับคนในอีกด้านหนึ่ง คือเรา connect กับ character ของเรามากกว่า เรากำลังสวมตัวเองเป็นคนอื่น แต่การเป็นศิลปินคือเราเป็นตัวเอง 100% ซึ่งเราสามารถ showcase ออกมาได้ว่า นี่คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับคน เราอยากจะบอกเขาแบบนี้ เราอยากจะ connect กับเขาแบบนี้ เพราะฉะนั้น ฉารู้สึกว่าการเป็นศิลปินมันเป็น energy ที่ดีมาก ๆ เพราะว่าเราสามารถเป็นตัวเองให้ทุกคนเห็นอะไรอย่างนี้ค่ะ

 

The People: ความยากหรือความท้าทายของการเป็นนักร้องสำหรับคุณคือเรื่องไหน

มัจฉา: ความยากเหรอคะ มีหลายเรื่องมากค่ะ (หัวเราะ) เราก็ต้องฝึกซ้อมเยอะ ๆ เรื่องร้อง เรื่องเต้น เรื่อง perform ทุกอย่างค่ะ ฉารู้สึกว่ามันคือ muscle memory ถ้าฉายิ่งทำไปเรื่อย ๆ ซ้อมไปเรื่อย ๆ ก็จะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ  goal ของเราคือเก่งกว่านี้เรื่อย ๆ แต่มันก็ยากกว่าเราจะถึงจุดจุดนั้นที่เราแฮปปี้กับตัวเองสุด ๆ เพราะฉารู้สึกว่าฉาเป็น  perfectionist กับตัวเอง ฉาจะชอบแบบ ไม่ มันยังไม่ดีพอ จะต้องดีกว่านี้ให้ได้ อะไรอย่างนี้ค่ะ บางทีเรารู้สึกว่าเราจะ critique ตัวเอง อันนี้เราน่าจะเต้นได้แรงกว่านี้นะ มันก็จะมีบ้างอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นก็เราทำไปแล้ว ไม่เป็นไรหรอก คราวหน้า ๆ next one แล้วเราก็จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ค่ะ

The People: ผลงานเพลงไหนที่บ่งบอกตัวตนของ ‘มัจฉา โมซิมันน์’ มากที่สุด

มัจฉา: น่าจะเป็นเพลง Run To You เพราะเพลง Run To You จะพูดถึงแบบ emotional side ของเราหน่อยอย่างงี้ เรารู้สึกเหงา รู้สึก lonely เราอยากจะวิ่งเข้าไปหาใครสักคนที่เข้าใจเรา ซึ่งเวลาฉาร้องเพลง Run To You ฉาก็จะคิดถึงคุณแม่ค่ะ ใช่ คุณแม่เป็น best friend ของเรา เป็นคนที่ always there for me ฉาก็รู้สึกว่า เพลง Run To You เป็นเพลงที่เหมือนใกล้ตัวมากที่สุด

ส่วน mv ที่จริงอันนี้ก็แล้วแต่คนจะ interpret นะคะ ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร ตอนที่เราสร้างเรื่องขึ้นมา พี่บาสเป็นผู้กำกับให้ แล้วก็คิดสตอรี่บอร์ด ซึ่งออกมาได้ดีมาก ๆ  ใน mv ก็จะเห็นว่าเรากำลังปั้นรูปปั้นอยู่ ซึ่งตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่ารูปปั้นคนนี้คือใคร แต่ใน mv ที่เรา interpret คือเรากำลังสร้างตัวเองอยู่ ปั้นตัวเองอยู่ ในวันที่เรารู้สึก down รู้สึกเสียใจ เราหันกลับมาอยู่กับตัวเอง เหมือนสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ พอเราปั้นเสร็จแล้วก็ลงไปในน้ำ จะเห็นซากรูปปั้นใต้น้ำ และซากรูปปั้นก็คือตัวเองในอดีต สิ่งที่เราเคยทำพลาดมา หรือสิ่งที่เคยทำให้เราเสียใจ แต่สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ในอดีต เพราะฉะนั้นเราขึ้นมาจากน้ำเหมือนเราได้เกิดใหม่ นี่คือ a new me I’m gonna leave everything in the past แล้วก็เริ่มต้นใหม่ 

 

The People: มีเสียงเชียร์ให้ไปประกวดมิสยูนิเวิร์สเยอะมาก คิดว่ามีแพลนจะไปประกวดจริง ๆ ไหม

มัจฉา: ตั้งแต่ฉาอายุประมาณ 17 ฉาจำได้ ช่วงนั้นเหมือนมีคนชอบ DM เข้ามาใน IG ว่า ไปประกวด Miss Universe สิอะไรอย่างนี้ แล้วตอนนั้นก็บอกคุณแม่ คือจะไปประกวดแล้ว ฉาแพลนไว้แล้ว แต่อายุยังไม่ถึงค่ะ มันต้องอายุ 18 ปี ซึ่งก็ happy นะคะที่เรายังไม่ได้ไปตอนนั้น เพราะเรารู้สึกว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก ๆ การที่เราจะเป็นนางงาม เป็น Miss Universe Represent ประเทศของเราเนี่ย เราจะต้องโต มีความเป็นผู้ใหญ่ เรียนรู้หลาย ๆ อย่าง เพื่อเป็นตัวแทนของประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นฉารู้สึกว่า ดีแล้วที่ตอนนั้นยังไม่ได้มีโอกาสไปทำ เพราะว่าเรายัง mature ไม่พอ แต่ในอนาคตก็อาจจะทำนะคะ ก็ maybe one day ค่ะ

The People: คุณเติบโตขึ้นยังไงบ้างจากวันแรกที่เข้าวงการมา

มัจฉา: ฉาเริ่มเข้าวงการมาตั้งแต่อายุประมาณ 13 ปี ก็เป็นนางแบบแล้วก็นักแสดง เหมือนเราไม่รู้ตัวหรอก เราทำมาเรื่อย ๆ พอเราโตขึ้นมาก็ realize ว่า เราโตขึ้นเยอะมาก เหมือนมันทำให้เราโตไวขึ้นค่ะ เพราะว่ามีการรับผิดชอบ ต้องตรงต่อเวลา ต้องดีลกับคน  เพราะฉะนั้นมันก็ทำให้ character เรา develop ไปด้วยค่ะ เพราะเราทำตั้งแต่เด็ก 

ที่จริงตอนเด็ก ๆ ก็จำได้ เมื่อตอนที่อยู่ high school ต้องขาดเรียนบ่อย แต่ก็ไม่อยากขาดเรียน ก็จะร้องไห้ เพราะรู้สึกว่ามันเหนื่อย เวลามีอีเวนต์ที่โรงเรียนก็ไม่ได้ไป ก็รู้สึกเศร้า คิดว่าทำไมเราไม่ได้ไป อยากไปเหมือนเพื่อนบ้าง พอสุดท้ายแล้ว เราก็รู้สึกโชคดี เพราะเราก็ได้ทำอีกพาร์ตหนึ่ง ได้ถ่ายแบบ เดินแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือมันก็มีข้อดีข้อเสียเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สุดท้ายแล้วเราก็ deal กับมัน แล้วเรารู้สึก happy มากที่เราได้มีโอกาสนี้ เพราะฉะนั้น เราจะรู้สึก grateful แล้วก็ appreciate ตลอดค่ะ 

ฉารู้สึกว่า ทุกอย่างที่ฉาทำมาในชีวิต เรื่องงานหรือว่าเรื่องอะไรอย่างนี้ ฉาไม่ได้แพลนว่าจะต้องทำสิ่งนี้ตอนนี้ เป็นเหมือนแบบ just go along with it, flow along with it มากกว่า แล้วก็เวลาโอกาสมา เราแค่คว้าโอกาสนั้นไว้อย่าให้มันหลุดไป แล้วทำให้ดีที่สุดค่ะ


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ เล็ก Greasy Café กับคำตอบ…ในชีวิตที่มาจาก “สิ่งเหล่านี้”

สัมภาษณ์ แจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา เด็กหงส์ผู้อยู่กับการรอคอยมาทั้งชีวิต “ลิเวอร์พูล” เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจเติมเต็มชีวิตที่ขาด

สัมภาษณ์ อดัม โรเจอร์ส กับเรื่องราวของดนตรีแจ๊ส, เฮนดริกซ์ และ สตรีมมิ่ง

สัมภาษณ์ Two Door Cinema Club มิตรภาพจากกีตาร์ร็อค, Nirvana และเกาะสมุย

สัมภาษณ์ “20 ปีนางนาก” ความรักไม่มีวันตายในโลกภาพยนตร์

ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ ศาสนวิทยา กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

น้ำพราว สุวรรณมงคล: ผู้หลงรักนิยายไซ-ไฟ สู่สำนักพิมพ์ที่ชวนเคว้งคว้างในอวกาศ

ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า จากคนไร้ศาสนา สู่ กวีร็อกแอนด์โรลล์ กับชีวิตที่ “ไม่มีกำแพงขวางกั้น”