09 ต.ค. 2563 | 13:53 น.
กุลสตรีในความหมายที่คนในสังคมไทยมองเห็นตรงกันต้องเป็นผู้หญิงแบบไหน ? อ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อย เย็บปักถักร้อยได้ ทำกับข้าวเป็น แต่ถ้าเป็นผู้หญิงทโมน ผู้หญิงทำงานเก่งที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ผู้หญิงพูดจาตรงไปตรงมา หรือแต่งตัวอวดเนื้อหนังชวนให้คิ้วกระตุกจะเรียกว่าเป็นผู้หญิงแบบไหน ? ผู้หญิงหยำฉ่า หญิงที่ไม่เป็นกุลสตรี หรือผู้หญิงที่ไม่มีผู้ชายคนไหนอยากครอบครอง ชวนให้รู้สึกสงสัยว่า “แล้วทำไมการเป็นตัวเองของสตรีบางคนที่ไม่ถูกใจใครหลายคนจึงต้องถูกสังคมตัดหางปล่อยวัด” ไม่นานมานี้เราได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เล่าถึงเรื่องราวการต่อสู้ของหญิงไทยสมัยก่อนในกระบวนการยุติธรรม หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า ‘รักนวลสงวนสิทธิ์’ จากวิทยานิพนธ์ของ ภาวิณี บุนนาค เรื่อง ‘ผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๘ : ศึกษาจากคดีความและฎีกา’ ที่ทำให้เห็นภาพชีวิตของหญิงไทยในสมัยก่อนได้มากขึ้น โดยมองจากคดีความ การฟ้องร้องจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อพิพาทเรื่องการข่มขืน ข้าราชการผู้เป็นตัวแทนกษัตริย์แต่กลับกดขี่ทางเพศชาวบ้าน การร้องทุกข์ของลูกจ้างหญิงที่ต้องสู้กับนายจ้างเพราะถูกทำร้ายร่างกาย การล่อลวงหญิงไปเป็นโสเภณี ความต่างของหญิงชนชั้นสูงกับหญิงชาวบ้านเมื่อเกิดการฟ้องร้อง ไปจนถึงเรื่องทรัพย์สินระหว่างชายหญิงทั้งพี่น้องและคู่สมรส ที่ไม่ว่ากรณีไหนผู้หญิงก็มักต้องเหนื่อยอยู่ร่ำไป‘หญิงไทยเป็นผู้ไร้อิสระที่จะปกครองตนเอง เมื่ออยู่ในฐานะลูกสาว ก็ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของพ่อแม่เรื่อยมาจนมีครอบครัว พออยู่ในฐานะเมียและแม่ ก็ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของสามี’
เมื่อเกิดกรณีล่วงละเมิดทางเพศ คนสมัยก่อนจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย หรือเป็นการใช้กำลังข่มเหงกันจริง ๆ ? มีกรณีน่าสนใจหนึ่งที่ ‘รักนวลสงวนสิทธิ์’ ได้หยิบยกมาให้ผู้อ่านได้พินิจพิเคราะห์อย่างกรณีของ ‘อำแดงเลียบ’ กับ ‘พระยามนตรีสุริยวงศ์’ ในปี 2441 หลังการอ้างว่าอำแดงเลียบถูกล่วงละเมิดแต่เธอไม่ยอมบอกใครนานกว่า 3 วัน เจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงปล่อยให้เวลาผ่านไปนานขนาดนี้กว่าจะมาแจ้งความ เพียงเพราะเหยื่อไม่ได้แสดงอาการเสียใจด้วยการร้องไห้ คร่ำครวญ หรือรีบบอกใครทันที ส่วนทางฝั่งจำเลยหยิบยกประเด็นความไม่น่าเชื่อถือของหญิงสาวมากล่าวในชั้นศาลว่า อำแดงเลียบเป็นผู้หญิงที่เคยหนีตามผู้ชาย มิได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพื่อลดความน่าเชื่อถือของโจทก์ หากมองในมุมมองปัจจุบัน การมีชื่อเสียหรือคบชายใดแล้วถูกล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทารุณที่กำลังพิจารณาคดีกันอยู่เลยแม้แต่น้อย‘การมีภรรยาหลายคนเป็นธรรมเนียมประเพณีไทยที่ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับฉันเองนั้นจะทำใจยอมรับประเพณีนี้ไม่ได้
หากเรารักผู้ชายคนหนึ่ง แล้วจะแบ่งปันให้ใครอื่นนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว’
- บันทึกของหม่อมเจ้าหญิงฤดีวรรณ สตรีผู้ปฏิเสธชายที่ญาติผู้ใหญ่อยากให้หมั้นหมาย
และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระชายาหลายพระองค์
ในหน้าประวัติศาสตร์มีคดีข้าราชการกดขี่ทางเพศชาวบ้านหลายคดีด้วยกัน ข้าราชการเหล่านี้ถือเป็นตัวแทนของกษัตริย์ พวกเขาจึงใช้อำนาจที่ตัวเองมีเวลาเดินทางไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ข่มขืน กระทำชำเราผู้อื่น เพราะโครงสร้างการจัดระเบียบสังคมและค่านิยมของสังคมไทยที่แบ่งคนออกเป็นลำดับชั้นลดหลั่นกันมา ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ชนชั้นสูงกว่าใช้อำนาจกดขี่ชนชั้นผู้น้อยได้ตามความต้องการของตัวเอง เมื่อข้าราชการทำความผิดจนเรื่องแดงไปถึงพระเจ้าแผ่นดิน ในหลายกรณีกษัตริย์รับสั่งให้สอบสวนอย่างจริงจังเร่งด่วน ทว่าบางกรณีจำเลยที่เป็นข้าราชการมักได้ลดโทษเพราะมีความดีความชอบ แม้ว่ามีการบังคับใช้กฎหมายสมัยใหม่ที่ให้สิทธิแก่บุคคลอย่างเท่าเทียมกันแล้วก็ตาม“เมื่อว่าตามความจริง คนซึ่งไม่ได้ซุกซนอยู่ก่อน
จะถูกหลอกลวงได้ก็จะเป็นรายน้อย ผู้ซึ่งถูกหลอกลวงก็มักจะเป็นคนที่ไม่ดีมาแล้ว”
- พระราชกระแสของรัชกาลที่ 5
‘ความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างชายชนชั้นสูงกับผู้หญิงชนชั้นต่ำไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหญิงชนชั้นสูงกับชายชนชั้นต่ำ ความสัมพันธ์นี้สามารถเป็นผลให้ทั้งสองถูกเฆี่ยนตีและจำคุกได้’
ส่วนทางฝั่งหญิงชนชั้นต่ำกว่าจำนวนมากเริ่มมองว่าตัวเองเป็น ‘ลูกจ้าง’ ไม่ใช่ ‘ทาส’ อีกต่อไป พวกเธอมีสิทธิเท่าเทียม เป็นมนุษย์ไม่ต่างกันเพียงแค่อยู่คนละสถานะเท่านั้น เพราะลูกจ้างทำงานด้วยการใช้ ‘แรงงาน’ แลกกับค่าตอบแทนเป็น ‘เงิน’ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบศักดินาและคนในปกครองดั่งเก่า จึงทำให้เริ่มเกิดการฟ้องร้องอย่างที่เห็นบ่อยครั้งบนหน้าประวัติศาสตร์ ‘รักนวลสงวนสิทธิ์’ ไม่ได้เล่าเรื่องของผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมไทยบางอย่างที่หยั่งรากฝังลึกจนถึงปัจจุบัน เราได้เห็นระบบอุปถัมภ์ที่ยังคงอยู่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย เห็นการใช้อำนาจของกลุ่มเจ้านายในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เห็นค่านิยมแบบปิตาธิปไตยที่ในวันนี้ไม่ได้ไปไกลจากวันก่อนเท่าไรนัก เห็นการมองสังคมส่วนใหญ่ว่าโสเภณีเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยไร้เกียรติเหมือนเดิม เห็นการตีกรอบค่านิยมว่าสตรีที่ดีควรเป็นแบบไหน เราสามารถมองเห็นเรื่องราวทั้งหมดผ่านคดีความของเหล่าหญิงไทยที่เคารพสิทธิพึงมีของตัวเองในอดีต และทิ้งเรื่องราวเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ ‘ไม่ว่าผู้หญิงจะอยู่ในฐานะทางเศรษฐกิจหรือชนชั้นใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ดี ไพร่ หรือทาส ไม่ว่าจะอายุมากน้อยเท่าใด กฎหมายเก่าล้วนกำหนดให้สตรีต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้อื่นเสมอ’ ที่มา ภาวิณี บุนนาค. 2563. รักนวลสงวนสิทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: มติชน เรื่อง : ตรีนุช อิงคุทานนท์ #ThePeople #History #Matichonbook #ประวัติศาสตร์ #สิทธิสตรี #ความเท่าเทียม #รักนวลสงวนสิทธิ์ #ศิลปวัฒนธรรม