Post on 11/12/2019

วง MEAN ลาออกจากงานประจำ มาเดิมพันกับดนตรี เพื่อสร้างนิยามความสุขให้ทุกคน

มีน

ความหมาย และนิยามความสุขของวง MEAN คืออะไร ทำไมเพลงของทั้งสี่หนุ่ม พัด ปาล์ม กัน และ โปเต้ ถึงเต็มไปด้วยเพลงเหงาเศร้า ไม่ค่อยสมหวังในความรัก ตรงข้ามกับภาพชายหนุ่มบุคลิกดีมีเสน่ห์ที่พวกเราพบเห็นกัน

รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงตลอดการเดินทาง จากจุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจทุบหม้อข้าว ลาออกจากงานประจำที่มั่นคง เพื่อเดิมพันกับ ‘ดนตรี’ ความฝันซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาทั้งสี่คนต่างหลงรัก จนกระทั่งได้พาพวกเขาขึ้นมายืนเล่นดนตรีบนเวที Fluffy Sheep Stage ท่ามกลางผู้ชมกว่า 25,000 คน ในมหกรรมเทศกาลเพลงรักยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีอย่าง Season of Love Song ครั้งที่ 10 ‘A Decade of Happiness’ ที่เวโนโต้ สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ติดตามเรื่องราวของสี่หนุ่มวง MEAN ผ่านบทสัมภาษณ์หลังเวที Season of Love Song ครั้งที่ 10 ที่เชื่อว่าเมื่อได้อ่านจะทำให้พวกเรารู้จักตัวตน และเข้าใจนิยามความหมายของ MEAN ได้มากกว่าที่เคย ที่สำคัญอาจจะทำให้ใครหลายคนหลงรักพวกเขายิ่งขึ้น

The People: ทำไมถึงชื่อวง MEAN
ปาล์ม: คำว่า MEAN แปลว่าความหมาย แล้วยังแปลได้อีกหลายอย่าง เหมือนกับชีวิตคนหนึ่งที่สามารถมีได้หลายหลายมุมมองมาก MEAN แปลสุดได้ว่า ความตั้งใจก็ได้ หรือว่าใจร้ายก็ได้ แต่สุดท้าย MEAN ก็ยังแปลว่าค่ากลางด้วย ซึ่งค่ากลางในทางพุทธคือมัชฌิมา เป็นทางสายกลาง ที่จะมีหลักว่า การตั้งสายพิณถ้าหากขึงตึงเกินไปก็จะขาด แต่ถ้าตั้งหย่อนเกินไปก็จะไม่ได้ยินเสียง เสียงที่พอดีที่สุดคือการตั้งสายให้พอดี
กัน: จริง ๆ แล้วอันนั้นมาทีหลัง ตอนแรกพวกเราแค่อยากได้ชื่อที่มีความหมาย (หัวเราะ) ก็เลยได้ชื่อ MEAN นี่แหละที่แปลว่าความหมาย แต่ MEAN ของเราจะแปลว่าอะไรก็แล้วแต่ คนฟังที่ได้ฟังเพลงเราก็จะรู้ว่าความหมายของ MEAN ของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร

The People: ก่อนมาเป็น MEAN แต่ละคนทำอะไรกันมาบ้าง
พัด: ผมเรียนนิติศาสตร์ จบกฎหมาย ตอนนั้นเรียนเนติบัณฑิตด้วย แล้วก็ทำงานด้านดนตรีมาด้วย เป็นครูสอนกีตาร์ เล่น backup ให้กับศิลปิน ทำเพลงเบื้องหลังด้วย ส่วนปาล์มทำเพลงประกอบโฆษณา โปเต้เป็นนักเขียนที่นิตยสารด้วย กันเล่นอยู่ร้านประจำ แต่ทุกคนก็ยอมสละตรงนั้นมาเพื่อที่จะมาทำตรงนี้
โปเต้: จริง ๆ พวกเรารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยู่ในชมรมดนตรี TU Folksong ตอนเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยกัน ตอนนั้นที่อยู่ในชมรมเหมือนได้มีโอกาสเล่นดนตรีกัน แต่พอเรียนจบมาได้ทำงานกัน คนที่เล่นดนตรีก็เริ่มเหลือน้อยลง สุดท้ายเขาก็ไปมีชีวิตที่ดีกัน
กัน: คือเราเคยทำงานด้วยกันมาก่อน มีงานที่พอเราไปจับกลุ่มกันแล้วเรารู้สึกว่าราบรื่นดี ได้ทำงานเพลงมหาวิทยาลัยที่เราได้ร่วมกันแต่ง พอจบออกมาเราได้คุยกันว่าจะตั้งใจทำงานตรงนี้จริง ๆ ถ้าหากมองว่าการเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก ความตั้งใจมันอาจไม่พอ เราทุ่มเทให้มันได้ไม่เต็มที่ เลยคิดว่าลาออกจากงานเพื่อมาทำตรงนี้ให้เต็มข้อเลยดีกว่า

The People: ตัดสินใจกันนานไหม
พัด: จริง ๆ ทยอยกันตัดสินใจ ผม พัด ปาล์ม แล้วก็กัน ลาออกกันก่อนในช่วงแรก ส่วนโปเต้ลาออกตามมา ตอนนั้นเราไปคุยกับเขาว่า เราอยากทำแบบ full-time อยากจะออกมาทำวงด้วยกันไหม เพราะว่าตอนนั้นพวกเราเองก็ทำเพลงเป็น full-time แล้ว ตัดสินใจทุบหม้อข้าวกันออกมาแล้ว ก็เลยอยากได้คนที่พร้อมจะลุยไปกับเราได้ โปเต้เลยใช้เวลาตัดสินใจอยู่คืนหนึ่ง
โปเต้: วันรุ่งขึ้นก็ลุยเลย (หัวเราะ)

The People: ทำไมเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงอกหัก
ปาล์ม: ที่มันมีแต่เพลงเศร้า คือผมมีแฟนที่รักกันมานานมาก แต่จังหวะที่กำลังพยายามทำวงเพื่อทำตามความฝัน ผมเลิกกับแฟนพอดี มันทำให้ดาร์กมาก ก็เลยบอกว่าห้ามแต่งเพลงมีความสุขมานะโว้ย เพราะว่าผมไม่ฟีล
พัด: แต่งส่งมาแล้วก็โดนตัดทิ้งหมด
ปาล์ม: เพื่อนก็เขียนเพลงรักส่งมานะ จนทุกวันนี้ก็ยังส่งมาอยู่ อย่างล่าสุดก็เพิ่งให้คนอื่นเอาไปร้อง เพราะว่าผมก็ยังคงไม่ฟีลอยู่
กัน: ขายของในบทสัมภาษณ์แบบนี้ก็ได้เหมือนกันว่ะ (หัวเราะ)

The People: เป้าหมายที่อยากจะเปลี่ยนแปลงวงการเพลงยังอยู่ไหม
กัน: แต่ก่อนเราบอกว่าเราอยากทำเพลงให้คนทั้งประเทศได้ฟัง แล้วหันมาบอกว่า ‘นี่ เพลงมันต้องทำแบบนี้’ แต่ว่าตอนนี้เป็นยังไงครับ
ปาล์ม: วงการเพลงเปลี่ยนแปลงเราแทนครับ (หัวเราะ) สิ่งสำคัญหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือตอนนั้นเราคิดแต่จากมุมของตัวเอง เพราะคิดว่าฉันอยากได้ ฉันอยากให้คนอื่นมาฟังฉัน มันเลยเห็นชัดว่า ถ้าเราอยากได้อย่างเดียวก็ไม่มีใครให้อะไรคุณหรอก จนกระทั่งเราเปลี่ยนมุมมองความคิดว่า ทำไมเราไม่คิดว่าอยากจะทำเพลงให้คนฟังเพลงยังไง หรืออยากจะให้คนฟังได้อะไรจากการฟังเพลงของเรา พอเราเริ่มคิดแบบนั้นแล้วเริ่มทำเพลงออกมาใหม่ เพลงของพวกเราก็เลยถูกส่งต่อกันมากขึ้น
กัน: มันเหมือนกับว่า เมื่อก่อนเราไม่พยายามเข้าใจคนฟังเพลงเลย จนเราเริ่มปรับใหม่ เราลองคิดว่าเขาคิดกันยังไง เราเริ่มเลือกที่จะไปอยู่ตรงนั้น เพื่อนั่งกับเขาแล้วพูดคุยกันด้วยเพลงของเรา มันก็เลยเวิร์กมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
พัด: สำหรับผมมองว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้มันเป็นนามธรรมนะ จริง ๆ เราตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ในแต่ละปี แล้วเราพยายามเดินตามตรงนั้นอยู่ ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ที่เรามองเห็น อย่างปีก่อนหน้านั้นเราคุยกันว่าเราต้องมีงาน ความตั้งใจของผมคืออยากให้สิ่งที่ทำนี้เป็นอาชีพได้ คือพอวันหนึ่งที่เราทุกคนเติบโตไป แต่ละคนอาจจะมีพาร์ทของแต่คนละที่ทำอย่างอื่นบ้าง เป็นเรื่องปกติของคนที่โตขึ้น แต่ตอนนี้ เวลานี้ เราอยากให้มันเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงชีวิตได้จริง ๆ โดยที่ครอบครัวของพวกเราไม่ต้องคอยเป็นห่วง ไม่ต้องไปลำบากเดือดร้อนใคร ก็เป็นเป้าหมายที่เราตั้งกันไว้ในปีที่แล้วว่าอยากให้มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แล้วพูดได้เต็มปากว่านี่คืออาชีพของเรา รู้สึกว่าในปีที่ผ่านมามันก็โอเค แล้วในปีต่อ ๆ ไปก็จะมีเป้าหมายอื่น ๆ อีก

The People: ความประทับใจที่มาอยู่ในบ้าน LOVEiS
โปเต้: ตื่นเต้นครับ ส่วนตัวผมเป็นแฟนเพลง พี่บอย (โกสิยพงษ์) กับ Bakery Music อยู่ก่อนแล้ว ศิลปินไอดอลหลาย ๆ คนก็มาจากที่นี่ เราร้องเพลงเขา หัดจากการฟังเพลงของพวกเขา LOVEiS เลยเป็นค่ายเพลงที่เราไม่คิดว่าจะได้มาอยู่ด้วย พอได้เข้าก็เลยตื่นเต้นมาก วันที่พี่บอยเปิดประตูให้เราเข้ามาอยู่ในบ้าน LoveiS ก็รู้สึกว่าคงเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่จะได้มาลุยงานที่นี่
พัด: จริง ๆ ตอน CCSQ (Circle Square) เป็นโอกาสดี ๆ ที่ได้ทำอะไรหลายอย่างทั้งอยู่กับค่ายเล็ก ทั้งออกมาทำเองแบบไม่มีค่ายเลย ผมรู้สึกว่าบทเรียนตอนนั้นมันยังสอนเรา เพาะบ่มเราให้เราเป็นเราทุกวันนี้ อย่างช่วงนั้นเป็นช่วงที่แต่งเพลงเยอะมาก แล้วรู้สึกว่าควรจะกลับไปแต่งเพลงให้ได้ความถี่ระดับนั้นอีก วันหนึ่งต้องแต่งได้หนึ่งถึงสองเพลง เราทำอย่างนั้นเป็นเดือน ๆ รู้สึกว่าเป็นช่วงที่ได้เรียนรู้อะไรมาก

The People: เพลงของ MEAN ที่แทนตัวตนได้ดีที่สุดคือเพลงไหน
กัน: ทุก ๆ เพลงของ MEAN ก็คือช่วงชีวิตเราแต่ละช่วงเวลาหมดเลย ถ้าจะให้เลือกที่ชอบมากที่สุดก็น่าจะเป็น ‘ผู้ชมที่ดี’ เพราะว่าส่วนตัวเองทั้งเรื่องเนื้อหาด้วย เรื่องที่แต่งมา เป็นเพลงที่ผมรู้สึกว่าแต่งอีกไม่ได้แล้ว มันเป็นช่วงชีวิตนั้นจริง ๆ เป็นช่วงที่ลำบากมาก มีความทุกข์มาก ๆ แล้วไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยระบายออกมาเป็นทำนองเพลง พอมานั่งย้อนดูผมรู้สึกว่าทำแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว เลยรักมากเลยเพลงนี้
โปเต้: ส่วนตัวผมชอบเพลง ‘ตัวแถม’ อาจจะมีความรู้สึกกับเพลงนี้มากที่สุด อัดเพลงนี้อยู่นานสามวันแล้วเสียน้ำตากับเพลงนี้ในห้องอัดด้วย เป็นเพลงเดียวที่ร้องไห้ในห้องอัด
พัด: จริง ๆ มันมีเศษเสี้ยวของผมผสมอยู่ในทุก ๆ เพลงอยู่แล้ว อาจจะเป็นเรื่องราวของหลาย ๆ คนที่ไปพบเจอมา ถ้าให้เลือกเพลงที่ชอบก็น่าจะเป็นเพลง ‘พอเถอะ’ เพราะรู้สึกว่าเพลงนี้เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ส่งต่อกำลังใจให้คนรู้สึกดีขึ้น
ปาล์ม: ผมชอบเพลง ‘พอเถอะ’ เหมือนกัน เป็นเพลงที่ผมเข้ามามีส่วนร่วมกับการเขียนเนื้อเพลงกับพัดเยอะมาก เพราะว่าผมมีประสบการณ์กับเรื่องนี้อยู่ แล้วเป็นเรื่องที่ยังคงค้างในใจผม ผมรอแฟนเก่าที่เลิกกันมาประมาณ 4 ปีแล้ว ยังไม่มีคนใหม่สักทีหนึ่ง เพราะว่าผม move on ไม่ได้ พัดก็คุยว่าอยากจะแต่งเพลงจากเรื่องนี้ขึ้นมา เลยกลายเป็นว่าหลังจากเพลงนี้ออกมาผมรู้สึกว่าถ้ามันช่วยเราได้ ก็น่าจะช่วยคนอีกจำนวนมากได้เหมือนกัน น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

The People: ถ้าปาล์มไม่ได้ชวนลาออกจากงานเพื่อทำเพลงเต็มตัวในวันนั้น คิดว่าวันนี้กำลังทำอะไรอยู่
กัน: ผมก็ทำวงนี่แหละครับ ไม่ได้ทำกับวงนี้ก็ต้องทำกับสักวงหนึ่ง เพราะว่าเคยพลาดมาแล้วตอนที่เลือกคณะเรียน ผมไปจบคณะธุรกิจระหว่างประเทศ เรียนมาอยู่ 4 ปี พอเรียนไป 2-3 ปี ก็เริ่มรู้ว่ากูพลาดแล้ว (หัวเราะ) เราปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่า พอปี 1 ก็อยากจะเลิกเล่นดนตรีแล้วมาตั้งใจเรียน แต่พอ 2-3 ปีผ่านไปมันเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ ต่อให้ชีวิตจะไปทางไหนยังไงก็ต้องมาทางนี้แหละ รู้สึกว่าเราเจอทางของเราแล้ว ไม่น่าจะเปลี่ยนอะไร ต่อให้วันนั้นไม่ได้รับการชวน ไม่ได้คิดว่าจะตั้งวงกัน ยังไงก็ทำอยู่ดีครับ
โปเต้: คิดว่าน่าจะกลับไปอยู่นครปฐม กลับไปอยู่ใกล้ ๆ คุณพ่อคุณแม่ แล้วก็อาจจะหางานอยู่แถวนั้น
ปาล์ม: ตอนนั้นเหตุการณ์จริง ๆ คือผมบอกเพื่อนว่าจะกลับไปอยู่ที่บ้านแล้วแน่ ๆ แต่ก่อนกลับอยากลองทำอะไรสักอย่างเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าจะไปไม่รอดก็ขอทิ้งท้ายกับวงการเพลง ก่อนกลับเลยไปบอกพัดว่าเราไปตามค่ายเพลงทุกค่ายกันให้หมดในเวลาวันสองวันนี้ ถ้าจะมีค่ายสักค่ายที่รับเรา เราก็จะได้อยู่ ถ้าไม่มีก็คือจบ แค่นั้นเอง
พัด: ตอบยากนะ ผมรู้สึกว่าทุกอย่างที่ผ่านมา มันพาให้เรามาอยู่ที่ตรงนี้ ถ้าวันนั้นไม่ได้ลาออกมาเหรอ จริง ๆ ผมว่าผมเองก็หนีดนตรีไม่พ้น เพราะว่าช้าเร็วก็แล้วแต่ เคยมีรุ่นพี่คนหนึ่งในชมรมที่มหาวิทยาลัยพูดกับผมเหมือนกันว่า ‘อย่างมึงน่ะ กูว่าหนีดนตรีไม่พ้นหรอก’ ตอนนั้นผมไปสอบกฎหมายอยู่ ก็เลยไม่ได้เชื่อเขา แต่พอไปเรื่อย ๆ มันก็เปลี่ยนจากงานอดิเรกกลายมาเป็นเหมือนชีวิตเราไปแล้วอย่างนั้น แต่เอาจริง ๆ ถ้าไม่ใช่ปาล์มชวนในวันนั้น เราก็อาจจะไม่ได้ออกมา เพราะผมถือว่าทั้ง 4 คนที่อยู่ตรงนี้เป็นกลุ่มคนที่ผมอยากทำงานด้วยทุกคน รู้สึกว่าวันนี้เราไม่ได้เลือกผิด

The People: นิยามและความหมายความสุขของ MEAN คืออะไร
พัด: ถ้าสิ่งที่เราทำสักเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเพลง MV หรือการออกไปเล่น หรืออะไรก็แล้วแต่ มันได้ทำให้ช่วงเวลาหนึ่งของคนหนึ่งโอเคขึ้นได้ เขาอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปทั้งชีวิตก็ได้ เอาเป็นว่า moment นั้นที่เขามาดูเราสักครึ่งชั่วโมง แล้วกลายเป็นช่วงเวลาดี ๆ ของเขาในวันนั้น หรือช่วงนั้นเขากำลังเจอเรื่องแย่ ๆ ผมว่านั่นเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าจำนวนยอด view เพลงหรืออะไรจะให้ได้ครับ

The People: อยากฝากอะไรกับแฟนเพลงบ้าง
โปเต้: ฝากเพลงใหม่ล่าสุดคือเพลง ‘เหมาะสม’ ที่เพิ่งปล่อยออกมา แล้วก็ยังมีเพลงพิเศษที่เตรียมปล่อยอย่างต่อเนื่องอีกหลายเพลง ที่ทำเป็น side project ก็มีเพลงที่อยากให้ทุกคนได้ฟัง ตามไป subscribe กันได้ใน LOVEiS channel ใน YouTube แล้วก็มีของ MEAN band ด้วย จะมีเพลงพิเศษที่เราทำเป็น side project กัน อย่างเพลง ‘ถ้าเธอหายไป’ ก็เป็นเพลงพิเศษที่อยู่ในนี้ด้วย
กัน: Channel MEAN band รอให้ทุกคนไปค้นพบใน TouTube ไปตามดูกันได้
พัด: พอเราอยู่ในรูปแบบการปล่อยเพลงในธุรกิจดนตรีสมัยนี้ก็มีไทม์ไลน์ของมัน เลยมีหลายเพลงที่เราเสียดาย เพราะเหมือนว่าไม่ได้ถูกทำเป็น single แต่อยากให้ได้ฟังกัน ก็เลยทำเป็นวิดีโอใน channel ของเรา
กัน: สิ่งที่ดีที่สุดของการทำวงมาคือการที่มีคนฟังเพลงเรา มีคนตาม มีคนมาเจอเรา ทุกคนที่เป็นแฟนเพลงสนับสนุนเราอยู่ เราทำเพลงเองก็ไม่อยากฟังกันเองแค่นี้ มันรู้สึกดีมาก ๆ รู้สึกโอเคว่าเราเลือกไม่ผิดที่มาเจอกับทุกคนที่อยากมาเจอเรา
โปเต้: ต้องขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่มาช่วยสนับสนุน อาจจะเป็นทางด้านจิตใจหรือเรื่องต่าง ๆ เรื่องงาน ถ้าไม่มีคนฟัง ไม่มีคนที่คอย support คอยหนุนใจเรา ก็คงจะเลิกทำสิ่งนี้ไปแล้ว ไม่ได้อยู่กับดนตรีอีกแล้ว ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ยังคอยหนุนใจกันอยู่ ขอบคุณมากครับ
ปาล์ม: มีเพลงล่าสุดของวง MEAN ที่ผมรู้สึกว่าได้ฟังแล้วรู้สึกถึงแฟนคลับมาก ๆ ชื่อเพลง ‘ถ้าเธอหายไป’ อยากบอกกับแฟนคลับว่า ถ้าเธอหายไปก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตจะอยู่ยังไง
พัด: เราเคยอยู่ในจุดที่เราเคย boost เงินเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่เกิดอะไร ถ้าเพลงนั้นไม่ได้ให้ประโยชน์กับใคร หรือไม่ได้ส่งต่ออะไรไปให้ใคร มันทำได้ถ้า boost อาจจะมี like อาจจะมีคนเห็นมากขึ้น แต่สุดท้ายผมมองว่าจริง ๆ อัลกอริทึม หรืออะไรก็ตามมันบังคับให้เราต้องสร้าง content ที่มีประโยชน์จริง ๆ ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เขี่ย ๆ ไปเท่านั้น ในมุมของคนเขียนเพลงอย่างผม มันบังคับให้เราต้องใส่ใจกับ content มากขึ้น ถ้าอยากฝากถึงแฟนเพลงจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าคำว่าขอบคุณ ขอบคุณสำหรับทุกพลังที่ส่งมาหาเรา เพราะว่าบางทีมันเหมือนผมไม่รู้ว่าเขารับรู้ได้ไหม หรือรับรู้ขนาดไหน แต่ว่าทุก ๆ สิ่งที่ทุกคนส่งกลับมาให้เรา มันเหมือนต่อสายตรงมายังพลังของพวกเราอยู่แล้ว ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วยกัน แล้วหวังว่าจะได้อยู่ร่วมร้องเพลงและเดินทางต่อไปกันเรื่อย ๆ ครับ


นักเขียนที่ชอบนั่งนิ่งเงียบแอบมองโลกและผู้คนที่ผ่านไป แล้วแปลงให้กลายเป็นเรื่องราวบนโลกดิจิทัล

Related

ธีระ ธัญญอนันต์ผล “นักข่าวมือเก๋า” ที่ย่อยข่าวการเมืองให้เข้าใจง่ายเหมือนไปดูหนัง

สัมภาษณ์แบบเจาะเวลาหาอดีต กับ POLYCAT วงที่ขุดดนตรียุค 80s ให้กลับมา “ดูดี” อีกครั้ง

สัมภาษณ์ สุดาพิมพ์ โพธิภักติ ผู้บริหาร Be Musical จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลัง ด้วยความรักในละครเวที

สัมภาษณ์ ธณพร กลิ่นทอง ‘คุณยายต้อย’ แมวตระกูลไข่ กับการดูแลแมวเหมือนดูแลคนในครอบครัว

สัมภาษณ์ อิมเมจ-สุธิตา กับภาพรวมของชีวิต ดนตรี, ฟุตบอล, ความรัก และเรื่อง sexual harassment    

สัมภาษณ์ “โอม ค็อกเทล” การบวชครั้งที่สอง กับพุทธศาสนาในสายตาของร็อคสตาร์

สัมภาษณ์ จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ แห่ง KBank Private Banking ผู้บริหารความมั่งคั่ง 7.6 แสนล้านบาท

สัมภาษณ์ YOUNGOHM จากเด็กเรียนที่อยากเป็นแรปเปอร์ สู่วันที่ฝันเลี้ยงชีพเขาได้