Post on 30/11/2018

เมดูซา ตัวแทนของผู้หญิงที่ต้องสาปเพราะความงามและอำนาจทางเพศ

(ฉากหลัง) รูปปั้นเพอร์ซีอุสตัดศรีษะเมดูซา ฝีมือของ เบนเวนูโต เชลลินี (Benvenuto Cellini) ในฟลอเรนซ์ อิตาลี, (ขวา) รูปปั้นศรีษะเมดูซา โดย โจวานนี ลอเรนโซ เบอร์นินี (Giovanni Lorenzo Bernini)

ตำนานกรีกว่าด้วยเรื่องของ “เมดูซา” ปีศาจหญิงมีปีก และมีศีรษะเป็นเหมือนรังของฝูงงู มักเป็นที่จดจำในฐานะปีศาจร้ายที่มีพลังอำนาจเปลี่ยนคนที่จ้องมองเธอให้กลายเป็นหิน ก่อนถูกเพอร์ซีอุส ฮีโรครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพสังหารและเอาศีรษะของเธอไปใช้เป็นอาวุธ

นักวิชาการตีความตำนานของเมดูซาไว้หลากหลาย เช่น ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เจ้าแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์บอกว่า ตำนานเมดูซาสะท้อนปมความหวาดกลัวของ “เด็กผู้ชาย” ที่จะถูก “ตอน” (หรือตัดอวัยวะเพศ) เมื่อได้เห็นอวัยวะเพศของหญิงเต็มวัยเป็นครั้งแรก และพบว่าไม่มีลึงค์เหมือนของตนและยังปกคลุมไปด้วยขนเพชรหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพอวัยวะเพศของแม่เด็กเอง

งูบนศีรษะของเมดูซาคือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงปมกลัวการถูกตอน งูคือตัวแทนของลึงค์ การมีงูมากมายบนหัวเมดูซา (ซึ่งถูกเพอร์ซีอุสตัด) เป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงปมความน่ากลัวดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันฟรอยด์อธิบายว่า แม้มันจะเป็นสิ่งที่น่าสยดสยอง แต่มันก็ช่วยลดทอนความหวาดกลัวได้ระดับหนึ่งในฐานะสิ่งที่เข้ามาทดแทนลึงค์ที่หายไป

ส่วนอำนาจของเมดูซาที่ทำให้ผู้ชาย “แข็งเป็นหิน” ก็มีต้นตอมาจากปมกลัวการตอนเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสื่อถึงการแปรเปลี่ยนของภาวะดังกล่าว เพราะมันยังหมายถึงการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย ทำให้เด็กชายรู้ตัวว่าลึงค์ของตัวยังอยู่กับตัว ไม่ได้ถูกตอน และการแข็งตัวก็เป็นเครื่องช่วยยืนยันข้อเท็จจริงนี้

คำอธิบายของฟรอยด์ไม่ได้มีคนเห็นด้วยอย่างเป็นเอกฉันท์ นักสตรีนิยมมองว่า ฟรอยด์ตีความตำนานของเมดูซาโดยเน้นแต่สายตาของผู้ชายอย่างเดียว และละเลยต้นกำเนิดของเมดูซาในฐานะหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ถูกข่มเหง

เมดูซาตามสำนวนของโอวิดนักประพันธ์โรมันซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษแรก (43 ก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. 17) เล่าว่า เมดูซาแท้จริงเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ที่หลายคนอิจฉา โดยเฉพาะเรือนผมที่เป็นลอนงามจนทำให้เทพโปเซดอนเห็นแล้วเกิดราคะบุกข่มขืนเธอในวิหารแห่งอาธีนา ทำให้อาธีนาพิโรธที่เธอสร้างความโสมมในวิหารและใช้อำนาจสาปให้เมดูซากลายเป็นปีศาจ เปลี่ยนลอนผมอันงดงามของเธอให้กลายเป็นงูพิษที่น่าเกลียดน่ากลัว และเนรเทศเธอออกจากวิหาร

ในสายตาของนักสตรีนิยม (หรือกระทั่งคนทั่วไป) สิ่งที่เธอถูกกระทำคือการซ้ำเติมของระบบต่อเหยื่อที่ถูกข่มขืน ซึ่งมีความผิดสถานเดียวคือการเกิดมาเป็นหญิงที่มีเสน่ห์เย้ายวนทางเพศ และเธอยังถูกข่มเหงซ้ำอีก (ด้วยความช่วยเหลือของเทพีอาธีนา) โดยเพอร์ซีอุสฮีโรเพศชายที่ตัดหัวเธอเอาไปใช้เป็นอาวุธอเนกประสงค์ (ก่อนนำมามอบเป็นของกำนัลให้เทพีอาธีนาอีกที) เรื่องราวของเมดูซาจึงเป็นเครื่องสะท้อนถึงวัฒนธรรมการข่มขืนในสังคมชายเป็นใหญ่

แต่นักสตรีนิยมรื้อฟื้อนว่า เทพในยุคโบราณก่อนยุคเทพแห่งโอลิมปัส เมดูซาคือเทพีที่ทรงอำนาจและน่าเกรงขาม เทพีแห่งงูและนกคือตัวแทนแห่งปัญญา อำนาจ การรักษา ความเป็นอมตะ และการกำเนิดใหม่ จนกระทั่งการมาถึงของวัฒนธรรมกรีก เทพเจ้าโบราณในถิ่นเดิมจึงถูกแทนที่โดยเทพแห่งโอลิมปัส

“ตำนานที่เล่าว่าฮีโรเป็นผู้กำจัดมังกร กอร์กอน งู และปีศาจอื่นๆ คือการสร้างเรื่องราวเพื่อกำจัดผู้หญิงที่งดงามและทรงอำนาจในศาสนาก่อนวัฒนธรรมกรีกโดยเปลี่ยนพวกเธอให้ดูน่าสยดสยอง ถูกข่มขืน ตัดหัว หรือกำจัด” แอนนิส แพรต (Annis Pratt) นักวิชาการสายสตรีนิยม อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันกล่าว

ความงามและความเป็นหญิงอย่างเมดูซาถือเป็นภัยคุกคามในสังคมชายเป็นใหญ่ ตำนานกรีกจึงวาดภาพปีศาจให้เป็นหญิงที่เปื้อนมลทินซึ่งจำเป็นที่จะต้องถูกกำราบ ปีศาจครึ่งคนครึ่งสัตว์จำนวนมากจึงถูกสร้างให้มีเพศหญิงเช่นไซเรน หรือกอร์กอน อย่างที่ กีกี คาโรกลู (Kiki Karoglou) ภัณฑารักษ์ประจำ Metropolitan Museum of Art ในนิวยอร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะกรีกและโรมันให้ความเห็นว่า

“ในสังคมที่ผู้ชายเป็นศูนย์กลาง การสร้างปีศาจให้มีเพศเป็นหญิงก็เพื่อทำให้เพศหญิงดูชั่วร้าย” (Artsy)

(บางคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าสังคมกรีกเป็นสังคมชายเป็นใหญ่แล้วทำไมถึงมีการเชิดชูเทพีอย่างอาธีนา? หากดูประวัติของเธอ เธอคือผู้หญิงในอุดมคติกรีกคือต้องเป็น “หญิงบริสุทธิ์” ซึ่งตรงข้ามกับหญิงปกติที่มีความต้องการทางเพศโดยธรรมชาติ ทั้งการมีครอบครัวก็ยิ่งเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ นอกจากนี้เทพีในยุคก่อนหน้า ถือว่าการ “ให้กำเนิด” (ซึ่งตรงกันข้ามกับการรักษาพรหมจรรย์) เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด  การลดทอนความสำคัญในส่วนนี้ยังเห็นได้จากการแต่งตำนานให้เทพีเอธีนาไม่มีแม้กระทั่งแม่เพราะเธอเกิดจากหัวของเทพซุสผู้เป็นพ่อ)

ตำนานของเมดูซาถูกนำมากล่าวซ้ำหลายครั้งเพื่อตอกย้ำถึงความจำเป็นที่สตรีเพศผู้ชั่วร้ายต้องถูกกำจัด เหมือนงานในยุคเรเนซองของ เชลลินี (Cellini) ที่ปั้นให้เพอร์ซีอุสยืนอยู่เหนือร่างที่ไร้วิญญาณของเมดูซา และชูหัวของเธอขึ้นเพื่อประกาศชัยชนะ มันเป็นงานที่มีนัยทางการเมืองที่ตระกูลเมดิซีต้องการสื่อไปถึงชาวฟลอเรนซ์ ดังที่คริสตีน คอร์เรตติ (Christine Corretti) นักปรัชญาอธิบายว่า

“ชาวฟลอเรนซ์ก็เหมือนกับคนในยุคเรเนซองส์อื่นๆ ที่เชื่อว่า การปกครองของเพศชายมีความเป็นระเบียบ ชอบธรรม และถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม พวกเขาอ้างว่าอำนาจของผู้หญิงไร้ซึ่งระเบียบ ขาดความชอบธรรม และเป็นอันตราย”

ภาพของปีศาจร้ายเมดูซายังถูกนำมาใช้ในการเมืองยุคปัจจุบันกับนักการเมืองหญิงอย่างอังเกลา แมร์เคิล, เทเรซา เมย์ หรือฮิลลารี คลินตัน

โดยเฉพาะคนหลังสุดที่ต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งให้กับโดนัลด์ ทรัมป์ หากลองค้นหาภาพในอินเตอร์เน็ตด้วยคำว่า “Medusa Clinton” ภาพที่ปรากฏเป็นภาพแรกๆ คือภาพของศีรษะที่ถูกตัดขาดของ “เมดูซา” ซึ่งมีใบหน้าเหมือนคลินตัน โดยมีโดนัลด์ ทรัมป์ในคราบของ “เพอร์ซีอุส” เป็นผู้ชูศีรษะของนางมารร้าย ซึ่งชาวอเมริกัน (เกือบส่วนใหญ่) เชื่อว่า ทรัมป์ก็คือ “ฮีโร” เช่นเดียวกับเพอร์ซีอุสที่จะมาปราบยุคเข็ญและนำสหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (?)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ