Post on 26/10/2021

ไมเคิล เจ. เบนส์: จากเชฟแดนไกลสู่ผู้พิทักษ์สุนัขแห่งบางพระ

ประเด็นการบริหารเรื่องสุนัขจรจัดหรือว่าสุนัขข้างทาง เป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังที่ไม่ได้รับการแก้ไขไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยหรือว่ากี่รัฐบาล ต่อให้มีความพยายามในการเสนอหนทางความช่วยเหลือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่นการตั้งศูนย์รับดูแลสุนัขจรจัด หรือว่าบริการทำหมันฟรี แต่สุดท้ายแล้วภาพสุนัขที่เร่ร่อนอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยก็ยังเป็นหนึ่งใน ‘ภาพชินตา’ อยู่เช่นเดิม

สุดท้ายเมื่อจนปัญญา ก็เกิดการโยนปัญหาเหล่านั้นไปให้สถานอภัยทานอย่างเช่นวัด หรือปล่อยให้มันเป็นเรื่องของยถากรรม และสุนัขหลายพันตัวก็ยังคงต้องเวียนอยู่ในวังวนปัญหาที่แก้ไม่ตกเช่นเดิม

หากถามต่อไปว่า แล้วมีใครที่สนใจจริงจังบ้างว่าสุนัขเหล่านี้กำลังทุกข์ทรมานเช่นไร มันต้องระหกระเหินเร่ร่อน ไร้อาหารประทังกาย คอยระแวดระวังอันตรายไม่ว่าจากมนุษย์หรือว่าภัยธรรมชาติไปอีกนานแค่ไหน มีที่ไหนที่สุนัขเหล่านี้จะได้ใช้ชีวิตและวิ่งเล่นได้โดยอิสระ

คำตอบคือ มี และมีอยู่หลากหลายที่ทั่วประเทศ ซึ่งตามศูนย์พักพิงเหล่านี้ เราอาจนึกถึงผู้ดูแลที่เป็นหญิงชรา หรือชายชราใจดี ผู้รักสุนัข แต่สถานที่ดูแลสุนัขในตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา กลับแตกต่าง

เส้นทางลึกลับราวเขาวงกตซุกซ่อนอยู่ไม่ไกลจากน้ำตกชันตาเถร รายล้อมด้วยฮวงซุ้ย และเงาของภูเขาอันหลากหลาย หากผู้เดินทางไม่แม่นยำเส้นทาง เป็นเรื่องธรรมดาที่จะหลงทางก่อนพบเจอสถานที่แห่งนี้ …จุดสังเกตสำคัญคือป้ายศูนย์จัดการขยะมูลฝอยเทศบาลแสนสุข เจ้าของพื้นที่ตั้งของสถานที่อันน่าอัศจรรย์

ทันทีที่รถยนต์จอดยังสถานที่แห่งนี้ ชายชาวต่างชาติรูปร่างล่ำสัน เต็มไปด้วยรอยสักจะเดินตรงเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อทุกคนก้าวเท้าเข้าเยี่ยมเยือน

‘ไมเคิล เจ. เบนส์’ (Michael J. Baines) หรือ ไมเคิล คือชื่อของชายคนนี้ เขาสวมเสื้อยืดสีเหลืองสกรีนว่า TMTRD อันย่อมาจาก The Man That Rescues Dogs ชื่อมูลนิธิที่ตรงไปตรงมา สื่อถึงงานของเขาอย่างชัดเจน

เขาคนนี้คือผู้โอบอุ้มประคองรักษาสุนัขมากกว่า 600 ชีวิต ในพื้นที่ฝังตัวลึกเข้าไปใกล้ศูนย์จัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลแสนสุข จังหวัดชลบุรี

ไมเคิลเกิดในประเทศสกอตแลนด์แต่ไปเติบโตที่ประเทศสวีเดน เขาเริ่มทำงานเป็นเชฟในประเทศสวีเดนตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองไทยถาวรในปี ค.ศ. 2002 นับจนถึงปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตไปกับการเติมเต็มความอิ่มท้องให้ผู้คนทั่วโลกมามากกว่า 35 ปี

ภายหลังจากที่ไมเคิลย้ายมาอยู่เมืองไทย เขายังคงดำรงชีวิตด้วยการเปิดร้านอาหารในจังหวัดระยอง ยึดมั่นในอาชีพหลักของตัวเอง สร้างสรรค์ผลงานอาหารสไตล์ยุโรป สแกนดิเนเวีย รวมไปถึงอาหารอินเดีย

“แต่ผมไม่ได้ทำอาหารไทยนะ ผมทำอาหารไทยให้คนไทยแท้ ๆ กินไม่ได้หรอก ผมไม่เก่งขนาดนั้น” (หัวเราะ)

ตารางชีวิตของไมเคิลในฐานะเชฟร้านอาหารเริ่มต้นด้วยการตื่นเช้าเพื่อไปซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นในแต่ละวัน กลับมาทำความสะอาดกระดานดำและเขียนแจ้งรายการเมนูพิเศษที่จะเปลี่ยนทุก 3 วัน ก่อนที่จะเตรียมงานครัวอื่น เพื่อเปิดร้านในช่วงเวลา 17.00-21.00 น. ชีวิตต่างถิ่นในช่วง 10 ปีแรกของเชฟจากสวีเดนวนเวียนอยู่กับเรื่องของอาหารเป็นหลัก ไม่มีความคิดเรื่องการช่วยเหลือสุนัขที่บาดเจ็บหรือพิการแต่อย่างใด

แต่แล้ววันหนึ่งในช่วงปี ค.ศ. 2011 ไมเคิลก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

มันควรเป็นแค่หนึ่งวันธรรมดาของไมเคิล …กิจวัตรทั่วไป การตื่นไปซื้อวัตถุดิบ การกลับร้านมาเปลี่ยนรายการเมนูพิเศษ และเริ่มเตรียมงานในครัว หากเขาสังเกตเห็นว่าบริเวณหน้าร้านอาหารในวันนั้นมีบางอย่างที่ผิดแปลกไป

นั่นคือสุนัขเร่ร่อนตัวหนึ่งที่มาพร้อมกับสภาพไม่สู้ดีนัก

ไมเคิลไม่สามารถดูดายสิ่งมีชีวิตตรงหน้าได้ เขาจึงเลือกที่จะให้อาหารสุนัขตัวนั้น และให้ต่อเนื่องทุกครั้งที่สุนัขตัวเดิมแวะเวียนกลับมาที่ร้านในทุกวัน จากอาหารมื้อแรก มื้อที่สอง มื้อที่สาม และอีกหลายมื้อถัดมา จนไมเคิลตัดสินใจรับเลี้ยงสุนัขตัวนั้นไว้เอง

“หลังจากนั้นอาจจะเป็นเพราะการแชร์กันในคอมมิวนิตีของสุนัข ว่าร้านนี้มีคุณเชฟใจดีจากประเทศสวีเดนคอยให้อาหาร เจ้าหมาหลากสีสันหลายสายพันธุ์ พวกเขาก็เลยพากันแวะเวียนมาชิมอาหารไม่ขาดสาย และผมก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะปรุงจานพิเศษให้แขกที่มาเยี่ยม”

หนึ่งปีถัดมา ในปี ค.ศ. 2012 ไมเคิลและพาร์ตเนอร์ของเขาตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือสุนัข The Man That Rescues Dogs ใต้กฎหมายของประเทศสวีเดน

ไมเคิลโยกย้ายถิ่นฐานอีกครั้งจากจังหวัดระยองมาอยู่ที่บางแสน ทุกวันของเขายังคงเรียบง่าย ประกอบอาชีพเป็นเชฟควบคู่ไปกับการให้อาหารสุนัขวันละ 80-100 ตัวจนกลายเป็นกิจวัตร

จนกระทั่งปี 2016 เหล่าน้องหมาได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอีกครั้ง…

เมื่อสื่อต่างชาติที่มีฐานผู้ใช้งานทั่วโลกเจ้าหนึ่งได้เผยแพร่วิดีโอของเขาระหว่างให้อาหารสุนัขนับร้อยตัวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนกลายเป็น ‘คลิปไวรัล’ ไปทั่วโลก ด้วยสถิติของผู้เข้าชมมากกว่า 25 ภาษา และมีจำนวนเข้าชม 1 ล้านครั้งภายในเวลา 1 เดือน

คลิปวิดีโอที่แพร่กระจายไปยังกลุ่มคนมหาศาลในหลายสิบประเทศ ว่ามีชายคนหนึ่งกำลังให้ความช่วยเหลือและต่อชีวิตของสุนัขนับร้อยตัวในประเทศไทย ตามด้วยความร่วมมือกับบริษัทโซเชียลแพลตฟอร์มจากสหราชอาณาจักรอย่าง UNILAD เพื่อเข้ามาให้ความช่วยเหลือไมเคิลในเรื่องการดูแลสุนัข

เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2016 ไมเคิลเริ่มขยับจากการให้อาหารสุนัข ขยายเป็นการเช่าพื้นที่และจ้างพนักงานสำหรับสถานที่อุปถัมภ์สุนัขเหล่านี้ ก่อนที่จะมีการพูดคุยกับทางนายกเทศมนตรีเมืองชลบุรีเพื่อเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดในการดูแลตามลำดับ 

ศูนย์พักพิงสุนัขของ TMTRD ทอดยาวไปสู่ภูเขามหึมาของขยะมูลฝอย ในศูนย์จัดการขยะมูลฝอยเทศบาลแสนสุข ณ ที่แห่งนี้ ไมเคิลมีพื้นที่มากพอให้สุนัขของเขาวิ่งเล่นอย่างอิสระ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด

และเมื่องานดูแลสุนัขที่เริ่มล้นมือขึ้นทุกวัน ช่วงปี ค.ศ. 2018 เชฟไมเคิลตัดสินใจขายกิจการร้านอาหารที่กำลังไปได้ด้วยดี เบนเส้นทางที่เลี้ยงชีพตัวเองมาตั้งแต่อายุ 18 เพื่อจัดการดูแลเรื่องมูลนิธิช่วยเหลือสุนัขเพียงอย่างเดียว

จากหนึ่งสู่หนึ่งร้อย ปัจจุบันไมเคิลมีสุนัขในความดูแล 600 กว่าตัวในศูนย์พักพิงสุนัขของเขา และเขายังให้อาหารสุนัขที่ไม่มีใครเหลียวแลรอบพื้นที่ศรีราชาอีกกว่า 300 ตัวที่เขาไม่สามารถรับเข้ามาในศูนย์พักพิงของเขาในขณะนี้ได้ ซึ่งการให้อาหารสุนัขดังกล่าวก็เพื่อให้สามารถเข้าถึงพวกมันได้ง่าย หากต้องการทำหมัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และจัดการปัญหาอีกมากมาย

คริส ผู้ช่วยคนสำคัญของไมเคิล ชาวต่างชาติอีกคนในที่แห่งนี้ เขารับหน้าที่ดูแลสุนัขนอกศูนย์พักพิง และคอยติดตามการช่วยเหลือสุนัขภายนอกศูนย์ฯ หากพบสุนัขบาดเจ็บหรือได้รับแจ้งเหตุด่วน เขาพร้อมรถคู่ใจจะพุ่งตรงไปทันที

ในพื้นที่ศูนย์พักพิง เขาใช้พื้นที่หลายพันตารางเมตรบริเวณใกล้บ่อขยะเทศบาลแสนสุข จังหวัดชลบุรี เป็นบ้านหลังใหม่ของสุนัขจากทุกสารทิศทั่วไทย มีทีมงานคอยดูแลใกล้ชิดเพื่อช่วยเหลือสุนัขให้ได้มากที่สุด มีคลินิกพร้อมสัตวแพทย์คอยรักษาสุนัขฟรี รวมถึงล่าสุดไมเคิลและทีมงานสามารถจัดตั้งโรงอาหารสำหรับสุนัขได้แล้ว

แน่นอนว่าการรับมือกับสุนัข 600 กว่าตัวในศูนย์พักพิงย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ไมเคิลเพียงคนเดียวย่อมไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง เขาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทีมงาน TMTRD อีกหลายคน

“ผมไม่ได้ต้องการคนที่มีทักษะพิเศษอะไร แค่ให้พวกเขาอยากช่วยเหลือสุนัขและเข้าใจมันก็พอ”

โดยมีข้อควรระวังที่เพิ่มเติมอีกหน่อยคือเรื่องของการกำชับไม่ให้ทีมงานพูดคุยกับสุนัขมากจนเกินไป เพราะสุนัขเหล่านี้จะรู้สึกว่าทีมงานเป็นเพื่อนเล่น และไม่ฟังคำสั่งของพวกเขา ซึ่งการควบคุมดูแลสุนัขมากกว่าครึ่งพันตัวจำเป็นต้องมีความเข้มงวดในระดับหนึ่ง

ตารางงานในแต่ละวันของไมเคิลและทีมงานจะเริ่มต้นในช่วงตี 4 ถึงตี 5 ของแต่ละวัน เตรียมตัวสำหรับการพาสุนัขไปเดินเล่นออกกำลังกายในภาคเช้า มีการทำความสะอาดกรงสุนัขซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาสุขอนามัย ตรวจสอบอาการผิดปกติของสุนัขทั้งในส่วนของภายนอกร่างกายและภายในจิตใจ มีการทำแผลและให้ยาสำหรับสุนัขตัวที่ป่วย

สุนัขภายใต้การดูแลของไมเคิล จะมีอาหารสองมื้อต่อวัน ที่วิ่งเล่นที่มากพอ และหลังคาสำหรับหลบในวันที่ฝนตก รวมถึงท่อ เนินดิน และของอื่น ๆ ที่ช่วยในการใช้ชีวิต

ช่วงเที่ยงก็จะเป็นการพักและให้กินอาหารมื้อกลางวัน ก่อนที่จะมีการพาสุนัขออกไปวิ่งเล่นอีกครั้งในช่วงบ่าย บางทีก็มีคอร์สบำบัดเสริมด้วยการพาสุนัขไปว่ายน้ำ หรือวารีบำบัดเพื่อให้สุนัขได้ออกกำลังและลดความเครียด รวมไปถึงลดปัญหาสุนัขกัดกันอีกด้วย

เทคนิคจากผู้คร่ำหวอดในวงการให้ความช่วยเหลือสุนัข คือหากพบว่าสุนัขตัวไหนเริ่มเห่าหรือว่าแสดงกิริยาก้าวร้าว มีความเป็นไปได้ที่จะกัดกัน สิ่งที่ควรทำคือการแยกสุนัข 2 ตัวนั้นออกจากกันให้เร็วที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นแล้วหากปล่อยให้เริ่มฟัดกัน สุนัขตัวอื่นก็พร้อมที่จะกระโจนเข้าร่วมวง จบลงที่ความโกลาหลครั้งยิ่งใหญ่

บางครั้ง เมื่อการบาดเจ็บหรือป่วยไข้ของเหล่าสุนัขเกินการเยียวยา น้ำตาจะปรากฏบนใบหน้าของทีมงาน The Man Who Rescues Dogs ร่างอันไร้วิญญาณถูกห่อหุ้ม แล้วนำไปฝังบนภูเขา

นอกจากการดูแลสุนัข 4 ขาแล้ว มูลนิธิของไมเคิลยังให้ความช่วยเหลือสุนัขที่พิการอีกด้วย เขาออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับการสร้างและเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อสุนัขเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในน้ำหรือการประดิษฐ์อุปกรณ์เสริมล้อเพื่อให้สุนัขเหล่านี้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

การออกไปเดินเล่นคือกิจกรรมที่สุนัขรอคอย โดยเฉพาะสุนัขพิการที่ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ มาทั้งวัน สุนัขเหล่านี้จะได้รับการติดล้อวีลแชร์ในช่วงเช้าและบ่ายของทุกวัน ทันทีที่รถเข็นถูกหยิบลงมาจากที่แขวน พวกมันก็รู้ว่าเวลาที่รอคอยกำลังจะมาถึง

บางคนคิดว่าการดูแลสุนัขพิการนั้นยากลำบาก ในทัศนคติของคนมากประสบการณ์อย่างไมเคิล การดูแลสุนัขสองประเภทนี้ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรมากมาย สำหรับเขาแล้วเรื่องเดียวที่มีความแตกต่างโดยสภาพคือเรื่องของการพาสุนัขพิการไปฉี่เท่านั้นเอง

“เวลาเราพาสุนัขไปเดินเล่นหรือว่ายน้ำ มันไม่รู้หรอกว่ามันพิการ มันก็แค่สนุกไปเรื่อย ๆ มีความสุขดี”

การให้ความช่วยเหลือเจ้าหมาน้อยใหญ่เหล่านี้ดูท่าว่ากำลังไปได้สวย หากไมเคิลเองก็มีเรื่องกังวลใจใต้วิกฤตโควิด-19 นี้เช่นเดียวกัน

เรื่องเหล่านี้คืองบประมาณที่ถูกใช้เพื่อดูแลสุนัขเหล่านี้

ทั้งให้อาหาร ให้ที่พักพิง ให้ที่รักษา และให้ที่บำบัด จากบริการทั้งหมดนี้เพื่อช่วยเหลือสุนัขให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันไมเคิลต้องบริหารค่าใช้จ่ายที่มากกว่า 1.2 ล้านบาทต่อเดือน หรือราว 40,000 บาทต่อวัน โดยส่วนมากแล้วเขาจำเป็นต้องพึ่งพาเงินบริจาค และสภาพเศรษฐกิจในยุคโควิด-19 ก็พาให้ยอดผู้สนับสนุนลดลงจนน่าใจหาย

ไมเคิลเข้าใจสถานการณ์ที่ทุกคนต่างจำเป็นต้องประหยัดและรัดเข็มขัด และมันก็เป็นเรื่องที่จำต้องเข้าใจเช่นกันว่าการดำเนินมูลนิธิต่อไปโดยไร้เงินสนับสนุนที่เพียงพอเป็นเรื่องยากลำบาก

มูลนิธิ The Man Who Rescues Dogs ของไมเคิลยังคงเปิดรับบริจาคทั้งเงิน ยารักษา อาหาร ของเล่นสุนัข รวมไปถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่คิดว่ามีความจำเป็นต่อการดูแลสุนัข  อีกทั้งทางมูลนิธิยังเปิดรับสมัครอาสาสมัครที่มีความสนใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการโอบอุ้มสุนัขเหล่านี้ตลอดเวลา

สำหรับแผนงานของเขาในปัจจุบันคือการดูแล รักษา ฉีดวัคซีนสุนัขมากกว่า 600 ตัวควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถรองรับปริมาณของสุนัขที่มากกว่านี้ได้ เพราะในมุมมองของไมเคิล การดูแลสุนัขไม่ได้จบเพียงแค่การรับเลี้ยงมาดูแล แล้วปล่อยให้สุนัขถูกพันธนาการอยู่ในกรงเพียงอย่างเดียว

แต่สุนัขเองก็ต้องการพื้นที่ในการใช้ชีวิตเช่นกัน

“สุนัขเองก็ต้องการพื้นที่ในการวิ่งเล่น มันควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่ถูกขังอยู่ในกรงแคบ ๆ”

และนี่คือไมเคิล เจ. เบนส์ ชายผู้นิยามตัวเองว่ายังคงเป็นเชฟปรุงอาหาร เพียงแค่กลุ่มลูกค้าของเขาเปลี่ยนจากผู้บริโภคในร้านอาหาร มาเป็นการเลี้ยงสุนัขไร้เจ้าของให้อิ่มท้องในทุกวัน

หากต้องการสนับสนุนภารกิจของไมเคิล สามารถติดต่อได้ที่เว็บไซต์

https://tmtrd.org/

หรือเพจ The Man That Rescues dogs

https://www.facebook.com/tmtrdorg

 

เรื่อง: จามาศ โฆษิตวิชญ

ภาพ: วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

นาดา ไชยจิตต์: นักกิจกรรม Intersex Trans-woman ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิการเลือกเพศตามเจตจำนงของบุคคล

หลี จื่อ ชี: จากเด็กสาวที่นอนใต้สะพาน สู่ยูทูบเบอร์เกษตรกรผู้ถูกดึงเข้าสู่เกมอุตสาหกรรมออนไลน์

อิวาน พาฟลอฟ : เบื้องหลังการทดลองที่มีสุนัข อาหาร กระดิ่ง และคำอธิบายเหตุผลที่คนชอบวันศุกร์

ขอบคุณความสุขที่มอบไว้ให้คนบนโลกของ ‘จัมโบ้’ สุนัขแสนดีที่ได้เวลากลับดาวหมา

มิยุ โคจิมะ: คนทำความสะอาดห้อง ‘โคโดกูฉิ’ ที่เรียนรู้ชีวิตผ่านความตายอย่างโดดเดี่ยว

น้ำตาล – พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ ตัวแทนสาวล้านนาที่จะมาลบภาพจำของ ‘สาวเหนือผู้อ่อนช้อย’

วิลเลียม ยูจีน สมิธ : ช่างภาพผู้เผยความจริงให้โลกรู้ถึงความทนทุกข์ของผู้ป่วย ‘มินามาตะ’ ในประเทศญี่ปุ่น

นีล สตีเวนสัน: มนุษย์คนแรกที่นิยาม Metaverse