Post on 27/06/2019

ไมเคิล แจ็กสัน 10 ปีแห่งการจากไป ของ ‘King of Pop’ ผู้มีหัวใจเยาว์วัยตลอดกาล

เด็กน้อยเสียงสวรรค์ นักร้องลูบเป้า ศิลปินอื้อฉาว ชายผู้เป็นโรคด่างขาว มหาเศรษฐีผู้ไม่รู้จักโต ฯลฯ ไม่ว่าคุณจะมองชายคนนี้ในรูปแบบไหนและสายตาแบบใด คำนำหน้าของเขามักขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘King’ เสมอ แม้วันนี้เจ้าของฉายามากมายจะจากไปเป็นปีที่ 10 แต่ชื่อและบทเพลงของชายคนนี้ยังดังก้องอยู่ในใจของคนฟังเพลงทั่วโลก ผู้ชายที่ชื่อ ไมเคิล แจ็กสัน

ด้วยจุดเริ่มต้นที่เหมือนพระเจ้าต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) หรือ MJ เกิดในปี 1958 ในครอบครัวที่มีพี่น้องรวมกันถึง 9 คน โดยมีผู้นำครอบครัวอย่าง โจเซฟ วอลเตอร์ แจ็กสัน และผู้เป็นแม่คือ แคเธอรีน แจ็กสัน เลี้ยงดูเด็กน้อยทั้ง 9 คน ที่มีอายุห่างกันไม่มาก

MJ วิ่งเล่นอยู่ในโรงงานถลุงเหล็กที่พ่อของเขาทำงานอยู่ ในช่วงว่างจากงานอันแสนหนัก โจเซฟก็มักชวนเพื่อนร่วมงานและลูก ๆ มาร่วมร้องรำทำเพลงเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า นั่นทำให้ MJ ค้นพบพรสวรรค์ของตน เขาและพี่ชายเริ่มต้นตั้งวงดนตรีตั้งแต่เขาอายุ 6 ขวบ ตระเวนร้องเพลงตามคลับต่าง ๆ ในชื่อ The Jackson Brothers

ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ MJ และความสามารถของสมาชิกคนอื่น พวกเขาออกเดินสายทั้งร้องเพลงในคลับ เดินสายประกวดร้องเพลงตามรายการทีวี จนค่ายเพลงแนวอาร์แอนด์บีและโซลที่ทรงอิทธิพลในยุคนั้นอย่าง Motown Records มาเห็นการแสดงของพี่น้องกลุ่มนี้เข้าพอดี จึงจับวงเซ็นสัญญาและเปลี่ยนชื่อเป็น The Jackson 5

เพลงแรกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกได้รู้จักพวกเขาคือเพลง I Want You Back ด้วยความเป็นครอบครัวแบบวง Sly and the Family Stone บวกกับการร้องประสานเสียงแบบวง The Temptation ในแบบรุ่นเล็ก โมทาวน์ผลักดัน The Jackson 5 อย่างเต็มที่ โดยให้ราชินีเพลงโซล ไดอานา รอสส์ ช่วยแนะนำวงนี้ในอัลบัม Diana Ross Presents The Jackson 5 (1969) ทำให้วงพี่น้องในโรงถลุงเหล็กโด่งดังเป็นพลุแตก และหลังจากเพลง I Want You Back วงก็สร้างปาฏิหาริย์ด้วยการพาเพลง ABC, The Love You Save และเพลง I’ll Be There ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตบิลล์บอร์ด

เหมือนถนนสายบันเทิงของ MJ จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่สิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของเขากลับเป็นวัยเด็ก ภาพที่อบอุ่นของครอบครัว อาหารมื้อค่ำที่ควรจะอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า กลับแทนที่ด้วยตารางทัวร์แบบไม่มีวันหยุดพัก ไร้ซึ่งเพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน มีก็แต่พี่ชายซึ่งก็ไม่อาจจะเติมเต็มชีวิตของเขาได้ (มีเรื่องเล่าว่าเพลง Ben อีกหนึ่งเพลงยอดเยี่ยมของ MJ ที่ร้องตอนออกอัลบัมเดี่ยว ซึ่งคว้ารางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมลูกโลกทองคำ ปี 1972 มาจากชื่อของหนูที่เขาแอบเลี้ยงไว้จนแทบจะกลายเป็นเพื่อนกัน แต่ต่อมาพ่อของเขาเอาหนูไปปล่อย สร้างความสะเทือนใจจนกลายเป็นบทเพลงนี้)

แน่นอนว่าเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธโอกาสและชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามา MJ จึงต้องก้าวข้ามชีวิตในวัยเด็กเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปในฐานะป็อปสตาร์ ที่ต้องแบกรับทั้งในฐานะสมาชิกวงและฐานะศิลปินเดี่ยว และด้วยการทำงานอย่างหนักหน่วงที่ตักตวงเอาแต่ผลประโยชน์ ท้ายที่สุดครอบครัวแจ็กสันก็ฉีกสัญญาจากค่าย และเดินหน้าไปยังค่าย CBS ที่ต่อมาคือ Epic Records ทำเพลงร่วมกับครอบครัวจนอายุ 21 ปี MJ เข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว เขาควรเปลี่ยนแปลงตัวเองมากกว่าเด็กน้อยเสียงแหลมที่คนเอ็นดูมากกว่าจะเห็นในพรสวรรค์ได้แล้ว…และความรู้สึกนั้นก็เปลี่ยนผู้ชายคนนี้ไปตลอดกาล

Off the Wall ในปี 1979 คือจุดเริ่มในฐานะศิลปินเดี่ยวแบบเต็มตัว หลังจากที่ MJ ขอแยกออกจากวงของครอบครัว และทำงานร่วมกับ ควินซี โจนส์ โปรดิวเซอร์มือทองที่ผลักดันให้เขากลายเป็นป็อปสตาร์ จนล่วงเข้าสู่ปี 1983 MJ ก็ได้สร้างตำนานหน้าสำคัญของวงการดนตรีด้วยอัลบัม Thriller ที่ไม่เพียงเขย่าขวัญคนฟังทั่วทั้งโลก แต่สะเทือนไปทั่วทั้งวัฒนธรรมเพลงป็อป ไม่ว่าจะเป็นมิวสิควิดีโอที่ปกติเป็นเพียงของเล่นของคนขาว แต่ MJ สามารถพิสูจน์ว่าคนผิวสีก็สามารถอยู่ในทีวีได้ ด้วยการยืนกรานที่จะปล่อยมิวสิควิดีโอความยาวเกือบ 14 นาที แม้ MTV จะลังเลใจ แต่สุดท้ายก็ยอมเพราะมหาชนต่างแห่โทรมาขอเพลงนี้อย่างไม่ขาดสาย มันไม่ใช่เพียงภาพประกอบศิลปินร้องเพลงเท่านั้น แต่มันคือหนังสั้นที่เปลี่ยนแปลงวงการดนตรีไปตลอดกาล

ไม่นับรวมท่าเต้นอันแสนมหัศจรรย์ ที่ MJ ทลายขีดจำกัดของสรีระมนุษย์ ทั้งท่ามูนวอล์คอันเลื่องชื่อ หรือการเอียงตัวทำมุม 45 องศา ก็สร้างความเกรียวกราวและน่าทึ่งให้กับคนในยุคนั้น รวมไปถึงแฟชันเครื่องแต่งกายที่กลืนวัฒนธรรมคนขาวจนทลายกำแพงแห่งสีผิว

นอกจากนี้ แต่เดิมภาพจำที่ผู้คนมีต่อเขาคือเพลงแนวอาร์แอนด์บีและโซลอันแสนซ้ำซาก แต่ MJ ก็พิสูจน์ว่าดนตรีป็อปเขาก็อยู่ร่วมได้ แถมทำได้ดีเสียอีก 7 เพลงที่ตัดออกมาเป็นซิงเกิล สามารถไต่ขึ้นไปสู่อันดับท็อป 10 ได้อย่างง่ายดาย และทำยอดขายได้ถึง 33 ล้านก็อปปี้ในสหรัฐอเมริกา และกว่า 110 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก เป็นสถิติที่ยังไม่มีใครสามารถทำลายได้ลงจวบจนปัจจุบัน MJ จึงไม่ใช่เพียงนักร้องที่ทำยอดขายแผ่นสูงเป็นประวัติการณ์เท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูและผลักดันให้อุตสารกรรมดนตรีแข็งแกร่งขึ้นด้วย

ผลตอบแทนในความสำเร็จนี้นำมาซึ่งชื่อเสียงและเงินทองมากมาย เขาไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างอัตคัดขัดสนรวมกับพี่น้องของเขาอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน MJ ก็มีอิสระเสรีที่จะไม่กล้ำกลืนเป็นเครื่องจักรผลิตเพลงเหมือนที่วัยเด็กเขาต้องฝืนทน ระหว่างที่เขาตักตวงความสำเร็จจากอัลบัม Thriller เขาก็สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการร่วมเขียนเพลงกับ ไลโอเนล ริชชี ในเพลง We are the World ที่รวบรวมนักร้องมากมายมาร่วมร้องเพลงเพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ในแอฟริกา MJ จึงเป็นทั้งศิลปินที่นอกจากความสามารถรอบด้าน ยังเป็นผู้เคลื่อนไหวทางสังคมที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

MJ สานต่อความสำเร็จด้วยอัลบัม Bad (1987) ที่ยังคงเส้นคงวาในด้านเพลงที่มีสีสันของความเป็นร็อคเพิ่มขึ้น รวมไปถึงภาพลักษณ์ขบถหัวรุนแรง ที่ส่งผ่านทั้งชื่ออัลบัมและเพลงชื่อเดียวกัน โดยเฉพาะท่าเต้นลูบเป้าก็เริ่มเป็นที่โจษขาน ในขณะที่เขาได้รับฉายาจากเพื่อนซี้ต่างวัยอย่าง เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ดาวประดับฟ้าของฮอลลีวูด ว่า ‘King of Pop’ คนไทยก็ไปเติมฉายาจากท่าเต้นของเขาว่า ‘ราชาลูบเป้า’ จนคนหัวโบราณหลายคนมองเขาในแง่ลบ

MJ ทุ่มเงินซื้อคฤหาสน์ที่เปรียบดังการเติมเต็มความฝันในวัยเยาว์อย่าง Neverland ที่บ่งบอกถึงความเป็นเด็กที่ยังไม่รู้จักโตในหัวใจ เขาเปิดคฤหาสถ์แห่งนี้ให้เด็กผู้ยากไร้มากมายได้แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม ภายในมีตั้งแต่สวนสนุกจนถึงสวนสัตว์ รวมไปถึงการอุปการะเด็ก ๆ มากมาย เพื่อมอบโอกาสในการเติบโตและมีอนาคตที่ดีอย่างเต็มที่

แน่นอนว่า MJ ควรจะได้รับสิ่งดี ๆ จากความโอบอ้อมอารีครั้งนี้ แต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ช่วงอัลบัม Dangerous (1991) ระหว่างที่ผู้คนกำลังตื่นตะลึงกับมิวสิควิดีโอที่ลงทุนมหาศาลอย่าง Black or White และประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ได้เห็น ไมเคิล แจ็กสัน ตัวจริงในวันที่ 24 และ 27 สิงหาคม ปี 1992 ที่สนามศุภชลาศัย ระหว่างที่คนไทยต่างโกลาหลกับวาระแห่งชาติ แย่งบัตรจนต้องเปิดรอบสอง และรอบสองก็ถูกเลื่อนเนื่องจากสภาพร่างกายที่ไม่สู้ดีนักของตัว MJ (ซึ่งในยุคนั้นกว่าจะรู้ว่ามีการเลื่อนคือคนเข้าไปอยู่ในสนามแล้ว) สิ่งที่รุมเร้าจิตใจของเขาอย่างหนักหน่วงก็คือ จู่ ๆ MJ ก็ถูกพ่อของ จอร์แดน นีล แชนด์เลอร์ หรือ ‘จอร์ดี’ ฟ้องร้องข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ข้อหานี้ทำให้ MJ กลายเป็นจำเลยสังคม แม้ท้ายสุดเขาจะยอมจ่ายค่าเสียหายถึง 22 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อแลกกับการจบคดี และเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับตลอดกาล และแม้คู่กรณีจะยอมจบเรื่องนี้ แต่ความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของ MJ กลับถาโถมจนเขาตั้งตัวไม่ทัน

ภาพลักษณ์ชายหนุ่มขี้อายจนหลายคนสงสัยในเพศสภาพ สีผิวที่ค่อย ๆ กลายจากดำเป็นขาว และพฤติกรรมการรักเด็กอย่างออกหน้าออกตา รวมถึงหน้าตาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจนเกือบจำไม่ได้ กลายเป็นข่าวกอสสิปบนหน้าสื่อแทบทุกฉบับอยู่เรื่อย ๆ ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ MJ อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ต่อมา MJ จะประกาศแต่งงานกับ ลิซา มารี เพรสลีย์ ลูกสาวของ เอลวิส เพรสลีย์ ราชาร็อคแอนด์โรล ในปี 1993 แต่หลายคนก็มองว่าเป็นการจัดฉากเพื่อกลบข่าวที่เขาละเมิดทางเพศเด็ก เพราะ 2 ปีต่อมาทั้งคู่ก็แยกทางกัน

แม้อัลบัม History: Past, Present and Future, Book I (1995) จะยังคงเป็นอัลบัมที่ขายดี ที่บรรจุทั้งเพลงใหม่และเพลงฮิต แต่กราฟชีวิตของ MJ ก็ยังคงดิ่งลงเหวอย่างไม่ลดละ ผิวที่ซีดขาว หน้าตาที่เปลี่ยนไปจนหลายคนเป็นห่วง แถมคดีเกี่ยวกับเด็กที่พุ่งเข้าหาเขาอย่างไม่ลดละ MJ สร้างครอบครัวใหม่กับ เด็บบี โรว์ มีลูกร่วมกัน 3 คนแต่สุดท้ายทั้งสองก็แยกย้าย ไม่ต่างกับรักแรกของขเา

ช่วงต้นยุค 2000s MJ ต่อสู้อย่างหนักทั้งชื่อเสียงเชิงลบ ส่งผลให้ Invincible (2001) กลายเป็นอัลบัมที่ยอดขายแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพลักษณ์ที่น่าตกใจ จับลูกที่แบเบาะห้อยเหวี่ยงไปมาโชว์นักข่าว จนสุดท้ายประกาศขาย Neverland ทำให้กราฟชีวิตของเขาทิ้งดิ่ง ช่วงยุค 2000s ศิลปินต่าง ๆ ล้วนเกิดใหม่มากมายในยุคแห่งโลกไร้พรมแดน แต่ศิลปินในตำนานกลับต้องต่อสู้กับข่าวแย่ ๆ หลายอย่าง รวมไปถึงสภาวะความเครียดที่นำไปสู่ความเจ็บป่วยที่ไม่อาจเยียวยา

หลายปีที่ MJ พยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์จากข่าวลือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอในการเอาผิดเขา การเป็นโรคด่างขาวที่ทำให้ผิวของเขาขาวขึ้น รวมไปถึงใบหน้าที่เปลี่ยนไปจากการติดยาแก้ปวดที่เกิดขึ้น หลังจากเกิดอุบัติเหตุจากการถ่ายโฆษณาน้ำอัดลมเมื่อปี 1988 จนไฟไหม้ศีรษะ MJ ต้องรับการผ่าตัดหนังศีรษะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ติดยาแก้ปวดอย่างรุนแรง

ศรัทธาในตัว MJ เริ่มกลับคืนมาอีกครั้ง เขาอยากหวนคืนสู่เวที นำไปสู่การประกาศคอนเสิร์ต This Is It ที่ O2 Arena กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ บัตรคอนเสิร์ตจำนวน 50 รอบ หมดอย่างรวดเร็ว ทุกคนรอคอยที่จะเห็นกลับมาของราชาเพลงป็อปอย่างยิ่งใหญ่ MJ ซ้อมอย่างหนักเพื่อให้สมค่ากับการรอคอยครั้งนี้

แต่แล้วความหวังก็สลาย เมื่อเช้าวันที่ 26 มิถุนายน 2009 มีคนพบ MJ เป็นลมหมดสติในบ้านของเขา หมอประจำตัวพยายามปั๊มหัวใจเพื่อเรียกสัญญาณชีพของเขาให้กลับมา แต่ก็สายเกินไป MJ จากไปด้วยภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากทานยานอนหลับติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน สายเกินไปที่จะยื้อชีวิตของเขากลับคืนมา

สายเกินไปที่เขาจะได้รับความสุขจากผลงานที่เขาทุ่มเทมาทั้งชีวิต

สายเกินไปที่เขาจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายเพื่อรับใช้ความเป็นเด็กที่ขาดหาย

สายเกินไปที่เขาจะล้างภาพลักษณ์เสีย ๆ หาย ๆ จากข่าวที่เกิดจากคนที่หวังจะทำลายชื่อเสียงของเขา

ไมเคิล แจ็กสัน กลายร่างเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาความทะเยอทะยานในการสร้างผลงานเพลง การรับมือกับความมืดดำของข่าวฉาว และการไม่เคยลืมภาพความเยาว์วัยที่ตัวเอง ข่าวการจากไปของ MJ ทำให้โลกเหมือนหยุดหมุน หลายคนใจสลาย เพราะทุกคนไม่ว่าจะชอบหรือชังเขา บทเพลงของเขาล้วนแต่ผ่านหูทุกคนมาแล้ว เพราะผู้ชายคนนี้คือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนนับล้าน

แม้จะผ่านความเสียใจมา 10 ปีแล้ว แต่บทเพลงของ MJ ยังคงดังกึกก้องในใจของคนทั่วทั้งโลก และเราไม่มีวันจะลืมเลือนผู้ชายคนนี้ ป็อปสตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่มีหัวใจเยาว์วัยตลอดกาล

 


สกก์บงกช ขันทอง

ชายหนุ่มสมาธิสั้น ผู้กักเก็บความทรงจำไว้ให้กับ Pop Culture และชอบฝังใจกับอดีตจนกลายเป็นคนไม่มีอนาคต

Related

เฟรด โรเจอร์ส ทำลายอคติด้วยการมองโลกในแง่บวก

อิซาโอะ ทาคาฮาตะ: ผู้ทำให้โลกรู้จักสตูดิโอจิบลิด้วยภาพยนตร์ “สุสานหิ่งห้อย”

กาลครั้งหนึ่งจนถึงปัจจุบันในฮอลลีวูด เส้นทางอันยาวไกลของชายชื่อ แบรด พิตต์

อกหัก รักคุด มนุษย์ไม่สนใจ เบื้องหลังความ “อยากตาย” ของแมว “ทอม” จาก ทอม แอนด์ เจอร์รี

“มาเรีย ซาลุด รามิเรซ กาบาเยโร” หญิงอายุ 105 ปี ต้นแบบ มาม่าโคโค่ ที่ไม่ได้เงินลิขสิทธิ์แม้แต่เซนต์เดียว

รีวิวคอนเสิร์ต เอ็ด ชีแรน กับโชว์ครั้งที่สอง ที่กระตุ้นแฟนเพลงสุด “ผมร้องดังแค่ไหนพวกคุณต้องร้องให้ดังกว่าผม”

วิเชียร ตันติพิมลพันธ์ นักแต่งเพลงผู้ (แต่ง) อยู่เบื้องหลัง เพลงเกือบทั้งหมดของลุงตู่

สามเหมียวยอดนินจา: การ์ตูนที่ทำให้ “ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า” กลายเป็นประโยคยอดฮิต