Post on 01/05/2022

‘อิงฟ้า’ นางงามสู้ชีวิตและประเด็นการเมืองใน มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2022

จบลงไปแล้วสำหรับการประกวดสาวงามครั้งยิ่งใหญ่… ‘มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2022’ ที่เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ซึ่งเจ้าของเวที ‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ ได้จัดหนักจัดเต็มทั้งแสง สี เสียง เวที มงกุฎ และของรางวัลมากมายแบบเรียกได้ว่าสมศักดิ์ศรี ‘เวทีอันดับหนึ่งของประเทศ’

แน่นอนว่าโอกาสอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ย่อมมาพร้อมกับการต่อสู้ที่ทั้งขับเคี่ยวและเข้มข้น จนแฟน ๆ นางงามหลายคนออกปากว่าการประกวดในปีนี้หินจริง ๆ เพราะมิสแกรนด์ไม่ได้แข่งกันที่ความสวยงามทางกายภาพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการชิงไหวชิงพริบกันในหมู่ผู้เข้าประกวดว่าใครจะสร้างความประทับใจให้แฟน ๆ นางงามได้มากกว่ากัน ซึ่งเรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว… กินกันไม่ลง

แต่ในที่สุด เราก็ได้ผู้ชนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอคือ ‘อิงฟ้า วราหะ’ ตัวแทนจากมิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร

เส้นทางของอิงฟ้าจากนักร้องสู่นางงาม

‘อิงฟ้า วราหะ’ มีชื่อเล่นว่า ‘มุก’ (แต่แฟนคลับหรือผู้ติดตามส่วนใหญ่จะเรียกชื่อจริงของเธอคือ ‘อิงฟ้า’) เดิมเธอเป็นคนจังหวัดอุทัยธานี เกิดและเติบโตในครอบครัวนักดนตรี พ่อเป็นมือคีย์บอร์ด แม่เป็นนักร้องลูกทุ่ง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอชื่นชอบการร้องเพลง ฝึกฝน พัฒนา จนมีน้ำเสียงที่ไพเราะ ชีวิตในช่วงแรก เธอใช้เสียงเป็นเครื่องมือทำมาหากินและช่วยเหลือครอบครัวในฐานะหมอทำขวัญนาค

อิงฟ้าเคยเล่าให้ฟังว่าครอบครัวเธอมีฐานะยากจน ในช่วงหลังเลิกเรียน บ่อยครั้งที่เธอต้องไปช่วยแม่ขายของ เช่น ไส้กรอกอีสาน ถั่วทอด ผลไม้ ฯลฯ ซึ่งยากลำบากอยู่พอสมควร ด้วยความที่อยากช่วยแบ่งเบาภาระจากแม่ เธอจึงขอให้แม่ตักของที่ขายใส่แยกเป็นถุง ๆ ไว้ จากนั้นเธอจึงนำไปเร่ขายให้แก่พวกชาวบ้าน ซึ่งเธอก็รู้ดีว่าพวกชาวบ้านไม่ได้ซื้อเพราะอยากจะกิน แต่ซื้อเพราะสงสารเธอ

เมื่อเริ่มโตเป็นสาว เธอก็มีโอกาสได้ทดลองทำงานประจำเป็นพนักงานบริษัท แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ฐานะของเธอดีขึ้น เธอเล่าว่าบางวันเธอกินมาม่าได้เพียงหนึ่งซอง และนำเงินเก็บที่ได้ ส่งให้ที่บ้าน เธอใช้ชีวิตแบบนั้นจนเกือบลืมความฝันที่อยากจะเป็นนักร้อง

จนแล้วจนเล่า รายการ The Voice Thailand 2018 เปิดรับสมัครออดิชั่น เธอตัดสินใจลองดูสักตั้ง ซึ่งการเตรียมตัวของเธอนั้นถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เธอวางแผนตัดผมสั้นให้ดูเป็นนางเอกเกาหลี สร้างรูปลักษณ์ให้ดูว่าไม่น่าจะร้องเพลงลูกทุ่งได้ และเลือกเพลงลูกทุ่งเข้าไปออดิชั่น จนเธอได้เป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการและกลายเป็นนักร้องที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างต่อมา

หลังจากนั้น อิงฟ้าก็ยังคงรักษากระแสนิยมได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด เธอกลายไปเป็นคนดังใน TikTok ที่นับวันจะยิ่งมีคนติดตามมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากน้ำเสียงร้องที่ไพเราะ หน้าตาที่สวยงาม รวมถึงความเซ็กซี่ที่มีดีกรีระดับนางแบบนิตยสาร Playboy

หลายต่อหลายครั้ง แฟนคลับของเธอเริ่มยุให้เธอลองมาสมัครประกวดมิสแกรนด์เพราะพวกเขาเชื่อกันว่าบุคลิกภาพของอิงฟ้าดูเหมาะสมและน่าจะไปได้ดี เสียงเรียกร้องนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเธอก็ตบปากรับคำ

อิงฟ้ามิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร

อิงฟ้าตัดสินใจสมัครประกวดเป็นตัวแทน ‘มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร’ (ต้องชนะระดับจังหวัดให้ได้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์) ซึ่งเธอก็ต้องเจอกับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง ‘เอลซ่า กชกร กรตระกูล’ ที่มีประสบการณ์การประกวดนางงามมากว่า และมีฐานแฟนคลับนางงามคอยสนับสนุนอยู่จำนวนไม่น้อย แต่สุดท้าย อิงฟ้าก็ปาดมงจากเอลซ่ามาครองได้สำเร็จ เพราะเธอพยายามนำเสนอความสามารถที่หลากหลาย และยังตอบคำถามในรอบสุดท้ายได้กินใจผู้ชมและกรรมการ ซึ่งนั่นถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จบนเส้นทางนางงามของเธอ เบิกทางให้เธอได้ไปลุยต่อในเวทีมิสแกรนด์ระดับประเทศ

ในการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ หนึ่งในกลเม็ดที่อิงฟ้าใช้ในการประกวดคือการแนะนำชื่อของเธอ และตามด้วยคำว่า ‘กรุงเทพมหานคร’ เป็นทำนองแหล่ ซึ่งถือว่าสร้างความโดดเด่นได้เป็นอย่างมาก รวมถึงการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี การมีฐานแฟนคลับสนับสนุนอย่างหนาแน่น และทักษะความเป็นนางงามที่ถือว่ามีพัฒนาการก้าวกระโดดเร็วมากภายในไม่กี่เดือน เธอจึงถูกจับตามองเป็นอย่างมาก

จนถึงวันประกวดจริง อิงฟ้าก็ยังทำผลงานในแต่ละรอบได้อย่างดีเยี่ยม อาจจะมีติดขัดบ้างในรอบตอบคำถาม แต่อย่างน้อย ๆ เธอก็กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการเมือง

อีกมุมมองที่อาจจะต้องนำมาพิจารณาประกอบ คือหากใครติดตามเวทีมิสแกรนด์มาสักระยะ คงจะพอรู้ว่าเจ้าของเวทีเขาออกตัวชัดเจนว่าไม่ได้ตัดสินจากเพียงหน้างานเท่านั้น แต่ดูไปจนถึงทีมงานหลังบ้าน แฟนคลับที่คอยสนับสนุน กระแสของนางงาม ฯลฯ ซึ่งนั่นคงพอทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอิงฟ้า

และนั่นคือเส้นทางของอิงฟ้าจากนักร้องสู่นางงาม ซึ่งถือได้ว่าเข้มข้นและน่าสนใจมากเลยทีเดียว แต่เมื่อเราก้าวเข้ามาพูดถึงมิสแกรนด์แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่พูดถึงอีกเรื่องที่ร้อนแรงไม่แพ้ ‘คนมง’ นั่นก็คือประเด็นการเมืองบนเวที

ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=9qEMRQvQtdQ

มิสแกรนด์กับการเมือง

เรียกได้ว่าฟาดกันแบบจะ ๆ กับประเด็นการเมืองบนเวทีมิสแกรนด์ที่นับวันจะยิ่งดุเด็ดเผ็ดร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ประเด็นการเมืองร้อนแรงตั้งแต่ก่อนจะเริ่มประกวดเมื่อเจ้าของเวทีประกาศชัดว่าจะไม่รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐและธุรกิจใด ๆ ทั้งสิ้นในเครือของตระกูลเจ้าสัว และมีความยินดีที่จะร่วมมือกับธุรกิจรายเล็ก

เราอาจได้เห็นผ่าน ๆ ตาอยู่บ้างกับข่าวณวัฒน์และสาวงามมิสแกรนด์จังหวัดต่าง ๆ ยื่นมือให้ความช่วยเหลือเรื่องน้ำและอาหารแก่ม็อบชาวนา ซึ่งในวันเริ่มแรกของการเก็บตัวอย่างเป็นทางการ มิสแกรนด์ร้อยเอ็ดสวมชุดชาวนาพร้อมกับป้ายที่เขียนว่า ‘เงียบกว่าทุกข่าวคือเสียงของชาวนา และ #ม็อบชาวนา ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย (ในขณะที่สาวงามคนอื่น ๆ สวมชุดราตรีหรือชุดแฟนซี)

ตามมาด้วยการประกวดรอบ ‘มิสแกรนด์ขวัญใจขอนแก่น’ (ถือเป็นนัดอุ่นเครื่องก่อนขึ้นเวทีใหญ่ในวันประกวดจริง) ซึ่งคำถามที่ใช้ในรอบตอบคำถาม 10 คนสุดท้ายดุเด็ดและเข้มข้นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับประเด็นร้อนในสังคม “จากกรณีที่ คุณ ปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ต้องหาคดีกระทำอนาจารและข่มขืนหลายราย คุณอยากจะบอกอะไรกับผู้ที่รับผลกระทบ และหากคุณมีโอกาสได้นำเสนอบทลงโทษ คุณจะเสนอบทลงโทษอะไร เพราะเหตุใด” และ 5 คนสุดท้าย “ (…)ในฐานะที่คุณดำรงตำแหน่งมิสแกรนด์ขวัญใจขอนแก่น และได้มีโอกาสเข้าพบนายกรัฐมนตรี คุณจะมีวิธีการหรือแนวทางใด ที่ช่วยส่งเสริมและผลักดันจังหวัดขอนแก่น”

ควันหลงจากการประกวด ‘มิสแกรนด์ขวัญใจขอนแก่น’ ไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะอดีต ส.ส. ราชบุรีคนดังได้วิจารณ์ว่าชุดว่ายน้ำของเวทีมิสแกรนด์แนบเนื้อเกินไป ดูไม่เหมาะสม เธอจะไปฟ้องกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ณวัฒน์ออกโรงโต้กลับจนเกิดเป็นวลีเด็ดที่ว่า “คนที่ใส่ผ้าถุงยาวถึงตาตุ่ม ยังมีมากผัวมากเมียไม่ใช่หรอครับ คนที่นั่งอยู่บนพรรคเก่าแก่เกือบ 100 ปี ก็ต้องคดีข่มขืนไม่ใช่หรอครับ” และยังตามด้วยสาวงามผู้เข้าประกวดหลาย ๆ คนที่ออกโรงตาม บางคนไลฟ์วิจารณ์กลับ บางคนร้องเพลงแร็ปโต้ กลายมาเป็นข้อถกเถียงและขู่ว่าจะฟ้องร้องกันมากมาย

แถมมีประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เจ้าของเวทีบอกว่าหากนางงามคนไหนใช้ช่างแต่งหน้าที่เคยเป่านกหวีดมาก่อน ก็จะปัดตกรอบทันที

จบด้วยคำถามในรอบตอบคำถามวันประกวดจริงที่ว่า “ดัชนีคอร์รัปชันที่จัดลำดับโดย Transparency International 2021 ประเทศไทยตกมาในลำดับที่ 10 และถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาซึ่งดูแลโดยคณะรัฐมนตรีที่เริ่มต้นมาจากการปฏิวัติ และสัญญาว่าที่ปฏิวัติเพราะเหตุผลหนึ่งคืออยากปราบปรามคอรัปชั่น แต่ผลกลับมีคอร์รัปชันมากมายจนได้ลำดับที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ คุณจำบอกอะไรกับรัฐบาลนี้ และจำนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างไร ”

หนึ่งฉากที่น่าจดจำมากที่สุดตลอดทั้งการประกวดเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา คือช่วงที่ณวัฒน์เจ้าของเวทีขึ้นพูดบนเวทีการประกวดว่า “ผู้บริหารประเทศฟ้องประชาชน เพราะประชาชนบอกความรู้สึกตัวเองไม่ได้” เพื่อบอกเล่าว่าตนและ ‘น้ำ ภัทรพร จันทร์ประดิษฐ์’ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ประจำปี 2020 มีคดีอาญาไม่ต่ำกว่า 6 คดี… ซึ่งคนทั้งหอประชุมก็ปรบมือให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ถือได้ว่าเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์เป็นเวทีการประกวดนางงามที่กล้าจะพูดเรื่องการเมืองที่เป็นการเมืองรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา เน้นให้สาวงามแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคลแบบไม่มีอ้อมค้อม ซึ่งแตกต่างกับเวทีการประกวดอื่น ๆ ที่อาจจะเลี่ยงไปถามคำถามในด้านการเมืองเชิงวัฒนธรรมหรือเชิงอุดมการณ์ (ที่อาจทำให้ไม่ต้องกล่าวถึงตัวบุคคลหรือสถาบันทางการเมืองโดยตรง) เราเลยไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่คือสื่อบันเทิงที่ให้ความบันเทิงและเป็นกระบอกเสียงให้แก่สาธารณชน อีกทั้งยังท้าชนกับความไม่เป็นธรรมในสังคมและรูปแบบการปกครองที่บิดเบี้ยว

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่มิสแกรนด์ได้ดันเพดานของการประกวดนางงามขึ้นไปอีกขั้น น่าติดตามต่อไปว่ามิสแกรนด์ภายใต้การนำของณวัฒน์ในปีต่อ ๆ ไปจะร้อนฉ่าได้กว่านี้อีกหรือไม่

เรื่อง : ณัฐ วิไลลักษณ์
ภาพ : https://youtu.be/9qEMRQvQtdQ


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ