Post on 18/11/2019

มอร์แกน ฟรีแมน: “พระเจ้า” “ประธานาธิบดี” และ “เสียงบรรยาย” แห่งฮอลลีวูด

จากคนคุกผู้ต้อยต่ำ สู่พระเจ้า

จากคนขับรถผู้ภักดี สู่ประธานาธิบดี

จากเสียงส่วนน้อยของสังคม สู่เสียงบรรยายสะกดโลก

ยากยิ่งนักหากจะนิยามผู้ชายคนนี้ในฐานะใดฐานะหนึ่ง เพราะตลอดชีวิตการแสดงบนจอภาพยนตร์ ชายผู้นี้ล้วนเคยเป็นมาหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าผู้สร้างโลกหรือผู้นำประเทศ เพราะอะไรผู้ชายคนนี้ถึงกลายเป็นที่รักของอเมริกันชนและคนทั้งโลก เรามาทำความรู้จักผู้ชายคนนี้ไปพร้อม ๆ กัน มอร์แกน ฟรีแมน

จากความสามารถที่ฉายแววมาตั้งแต่เด็ก มอร์แกน ฟรีแมน (Morgan Freeman) เริ่มการแสดงในโรงเรียนตั้งแต่ 9 ขวบ เขาเริ่มประกวดทำละครวิทยุในช่วงอายุ 12 ปี แต่ชีวิตก็พลิกผันเมื่อาชีพเต้นกินรำกินอาจจะไม่ใช่ความต้องการของครอบครัว เมื่อจบการศึกษา เขาจึงหันเหชีวิตไปรับใช้ชาติในแผนกช่างเทคนิคของกองบินสหรัฐในช่วงยุค 1960s ถึงแม้หน้าที่การงานของเขาจะดีมาก ๆ เมื่อเทียบกับประชากรผิวสีในยุคที่ยังถูกกดให้จมดิน แต่มอร์แกนกลับโหยหาในสิ่งที่เขารักมากกว่าคือการแสดง สุดท้ายเขาก็อยู่ในกองทัพอากาศได้เพียง 4 ปี จากนั้นก็ลาออกมาเป็นเสมียนในมหาวิทยาลัยในลอสแอนเจลิส และใช้เวลาหลังเลิกงานเรียนเต้น

พระเจ้าใน Bruce Almighty

ในที่สุดเขาก็พาตัวเองสู่โลกแห่งแสงสี ด้วยการเป็นหนึ่งในทีมแดนเซอร์ของละครบรอดเวย์ ด้วยการเต้นที่เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา มอร์แกนเฉิดฉายจนกลายเป็นที่โจษขานร่ำลือในท่วงท่าและลีลาที่เหนือชั้น และการแสดงออกทางอารมณ์ที่สะกดคนดูได้อยู่หมัด และความทะเยอทะยานที่มีในตัวก็ทำให้มอร์แกนรู้สึกว่า โรงละครมันเล็กไปแล้วสำหรับเขา เป้าหมายต่อไปก็คือการโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มนั่นเอง

ในทศวรรษที่ 1970s มอร์แกน ฟรีแมน เริ่มต้นอาชีพนักแสดงบนจอใหญ่ด้วยการรับบทนักแสดงสมทบในหนัง Who Says I Can’t Ride a Rainbow! แต่หนังก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงหันเหไปรับแสดงในละครทีวีน้ำเน่าเรื่อง Another World และโด่งดังในรายการเด็กที่ชื่อ The Electric Company ในบทบาทพิธีกรหลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็น Easy Reader ฮิปปีใฝ่ความรู้ในลุคของ จิมิ เฮนดริกซ์ หรือ VVV Vincent the Vegetable Vampire แวมไพร์ผู้ถูกใจในรสผัก เขาต้องทนอยู่ในรายการเด็กเป็นเวลา 7 ปี แม้หลายคนจะสัมผัสได้ถึงความฝืนใจแสดงในรายการนี้ แต่เรตติงของรายการที่ดีอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้เขายินดีที่จะเล่นต่อไป จนเขาแทบจะหลงลืมไปว่าเป้าหมายที่แท้จริงมันใหญ่กว่านั้น 

หลังจากยุค 1970s ผ่านพ้นไปโดยเขาได้เล่นหนังใหญ่เพียงเรื่องเดียว มอร์แกน ฟรีแมน ก็วัดใจอีกครั้งกับหนังเรื่อง Brubaker (1980) ที่สเกลใหญ่ขึ้นและได้ดาราระดับแม่เหล็กอย่าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด แสดงนำ แม้ว่ามอร์แกนจะเล่นเป็นตัวประกอบ แต่ฝีไม้ลายมือการแสดงของเขาก็ทำให้เขาไม่ใช่ดาราโนเนมอีกต่อไป และบทบาทของคนคุกก็ทำให้เขาได้รับบทที่ยิ่งใหญ่ในกาลต่อมา

แม้จะมุ่งมั่นแสดงหนัง แต่กว่าที่แสงจะฉายความหวังให้มอร์แกนก็ในอีก 9 ปีต่อมา เมื่อเขาบ่มชื่อเสียงจนเป็นที่ไว้วางใจให้แสดงนำเป็นครั้งแรก ในบท ผอ.โรงเรียนจอมเฮี้ยบ ที่กลายเป็นที่จดจำและเป็นที่รักของอเมริกันชน ในหนัง Learn on Me (1989) พร้อมกันนั้นยังรับบทแม่ทัพใหญ่ในหนังสงครามกลางเมืองที่อลังการอย่าง Glory แต่สูงสุดที่ทำให้มอร์แกนเป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงมากฝีมือได้แก่หนังดรามาอบอุ่นอิ่มเอมใจ Driving Miss Daisy ในบทบาทคนขับรถผู้ภักดี ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อในฐานะนักแสดงสมทบฝ่ายชายรางวัลออสการ์ และคว้ารางวัลลูกโลกทองคำในสาขาเดียวกัน นี่เป็นการตอกย้ำถึงก้าวที่ยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนนี้ที่สมกับการรอคอยมากว่า 30 ปีในวงการบันเทิง…แต่มันเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

The Shawshank Redemption

ยุค 1990s คือยุคทองของมอร์แกน ฟรีแมน เขาอยู่ในหนังที่ทั้งทำเงินและได้กล่องมากมาย ตั้งแต่ Robin Hood: Prince of Thieves ไปจนถึงหนังคาวบอยแห่งยุคสมัยอย่าง Unforgiven บทบาทที่ได้รับส่วนใหญ่ของเขาคือบทชายวัยกลางคนผู้เข้าใจในชีวิต ไปจนถึงบทบาทในการกำกับหนังเรื่อง Bopha! ที่สะท้อนความขัดแย้งของสีผิวได้อย่างทรงพลัง แต่หมุดหมายสำคัญทางการแสดงของเขาเกิดขึ้นในปี 1994 กับภาพยนตร์ที่ในกาลต่อมากลายเป็นภาพยนตร์ที่ครองใจคนไปทั่วทั้งโลก นั่นก็คือ The Shawshank Redemption 

เรื่องราวมิตรภาพที่เกิดในเรือนจำที่ชื่อชอว์แชงค์ ที่ความศรัทธานำมาซึ่งแสงแห่งความหวังที่สาดความมืดดำที่ฝังลึกในคุก หนังสร้างจากงานเขียนของ สตีเฟ่น คิง ที่แม้ในวันออกฉายจะเป็นหนังที่ไม่ได้สร้างปรากฏการณ์อะไรทั้งในแง่ของหนังทำเงินและกล่อง แต่กาลเวลาก็ค่อย ๆ สั่งสมและหล่อหลอมหัวใจให้กับหนังเรื่องนี้ จนกลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่ติดอันดับต้น ๆ หนังยอดเยี่ยมตลอดกาลของหลายสถาบัน และมอร์แกน ฟรีแมน ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยผลักดันและสร้างคุณค่าให้กับหนัง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วบท “เรด” ในบทประพันธ์คือชายหนุ่มไอริชผิวขาวผมแดง แต่ แฟรงค์ ดาราบอนต์ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ กลับเลือกมอร์แกนมารับบท เพียงเพราะแววตา สีหน้า และน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเป็นมิตร ความอบอุ่น และวุฒิภาวะของมอร์แกน ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเขานี่แหละคือ เรด ตัวจริง 

ด้วยน้ำเสียงอันทุ้มนุ่มน่าฟังของมอร์แกนในหนัง The Shawshank Redemption ก็ทำให้เขาได้อาชีพเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง นั่นก็คือคนให้เสียงบรรยายในหนังสารคดีหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นของ National Geographic ไปจนถึงสารคดี The Long Way Home และ March of the Penguins ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาสารคดียอดเยี่ยม เมื่อใช้เสียงของเขาทำให้งานนั้นอบอวลไปด้วยความอบอุ่นในแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

บทประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใน Deep Impact

มอร์แกน ฟรีแมน ยังคงเป็นที่ต้องการตัวของฮอลลีวูดอย่างต่อเนื่องในบทบาทที่หลากหลาย นับตั้งแต่บทประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาถึง 2 เรื่อง เรื่องแรกคือหนังหายนะดาวหางถล่มโลก Deep Impact (1998) ที่มาก่อน บารัค โอบามา จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของอเมริกาเสียอีก (บารัคเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกในปี 2009) อีกเรื่องคือ Angel Has Fallen หนังแอคชันที่ให้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่มอร์แกนรับ ตั้งแต่เป็นรองประธานาธิบดีในภาคก่อน จนภาคล่าสุดกลายเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว รวมไปถึงบทบาทของ เนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีแห่งแอฟริกาใต้ ที่เมื่อเนลสันตัวจริงเสียชีวิต หลายสำนักข่าวต่างพากันสับสนและนำภาพของมอร์แกนมาเป็นภาพของเนลสัน จนหลายคนต่างพากันเข้าใจผิดกันยกใหญ่

นอกจากบทท่านผู้นำที่มอร์แกนได้รับแล้ว เขายังเคยได้รับบทบาทที่ยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างทั้งปวง นั่นก็คือการได้รับบท “พระเจ้า” ในหนัง Bruce Almighty และ Evan Almighty ยิ่งตอกย้ำว่ามอร์แกนสามารถเป็นได้ทุกบทบาท ไม่ว่าบทบาทนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่เมื่อผู้ชายคนนี้ไปสวมมันเข้าไป ทุกอย่างดูอบอุ่น เป็นมิตร และเติมแต่งความหวังให้กับชีวิตท่ามกลางโลกแห่งความจริงที่แม้แต่เรายังหาคนที่บุคลิกเหมือนเช่นเขายากเย็นเหลือเกิน

แม้มรสุมชีวิตของเขาจะเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กับกระแส #MeToo ที่มีหญิงสาวอย่างน้อย 16 คนออกมาเปิดเผยว่า มอร์แกน เคยใช้ถ้อยคำและพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการคุกคามทางเพศ แม้ว่าในที่สุดกระแสจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ก็ทำให้หลายคนต่างพากันตกใจเอาการ เพราะตลอดเวลาในชีวิตการแสดงของเขามักจะได้รับบทบาทในฐานะผู้ชายที่แสนดี แม้มอร์แกนจะยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ก็ทำให้เขาเสียศูนย์ไปไม่ใช่น้อย แต่ข่าวก็เงียบหายไปอย่างน่าประหลาดใจ 

อย่างไรก็ดี มอร์แกน ฟรีแมน ก็ยังคงรับเล่นหนังปีละเรื่องสองเรื่องเป็นอย่างน้อย ในบทบาทที่พร้อมจะจรรโลงหัวใจ ด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่พร้อมจะยืนยันได้ว่า เขานี่แหละ คือพระเจ้าแห่งฮอลลีวูดตัวจริง


สกก์บงกช ขันทอง

ชายหนุ่มสมาธิสั้น ผู้กักเก็บความทรงจำไว้ให้กับ Pop Culture และชอบฝังใจกับอดีตจนกลายเป็นคนไม่มีอนาคต