Post on 05/03/2019

มูฮัมหมัด อาลี ยอมติดคุกดีกว่าเป็นทหารเกณฑ์

แคสเชียส มาร์เซลลัส เคลย์ เจอาร์. (Cassius Marcellus Clay Jr.) เป็นยอดนักมวยเฮฟวีเวทผิวดำชาวอเมริกัน เริ่มสร้างชื่อด้วยการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในกรุงโรม ก่อนคว้าแชมป์โลกเมื่อสามารถเอาชนะ ซันนี ลิสตัน (Sonny Liston) อย่างพลิกความคาดหมายในปี 1964 เมื่อเขาอายุได้เพียง 22 ปี จากนั้นก็ประกาศเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น มูฮัมหมัด อาลี หลังละทิ้งศาสนาคริสต์และหันไปนับถือศาสนาอิสลาม

ณ เวลานั้นสหรัฐฯ ยังทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ซึ่งกองทัพยังใช้วิธีการเกณฑ์ทหารเพื่อดึงกำลังเข้ากรมกอง ซึ่งเบื้องต้น “เคลย์” หรือ “อาลี” ไม่อยู่ในข่ายผู้มีคุณสมบัติพอที่จะได้เป็นทหารรับใช้ชาติเป็นเวลาสองปี เมื่อเขาสอบตกแบบทดสอบความถนัดทางเชาวน์ปัญญา

อาลีต้องทำแบบทดสอบดังกล่าวถึงสองครั้ง เมื่อครั้งแรกผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าผลสอบยังไม่เป็นที่สรุปได้ จนต้องทำการทดสอบซ้ำสองและได้ข้อสรุปว่าเขาสอบตกอย่างแน่แท้ โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเขาได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่ได้แกล้งสอบตกเพื่อหนีทหาร และเชื่อว่าเป็นเพราะเขาขาดการศึกษาตามระบบเป็นต้นเหตุ

แต่เมื่อสงครามทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น กองทัพจำเป็นต้องหากำลังเสริมเพิ่มเติม จึงมีการ “ลดสเปก” ว่าที่ทหารเกณฑ์ผลัดใหม่ลง อาลีที่เคยถูกปฏิเสธจากกองทัพไปก่อนหน้า จึงถูกจัดตามเกณฑ์ใหม่ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม “A-1” (ดี-1) ที่อาจถูกเรียกไปเป็นทหารเกณฑ์ได้

อย่างไรก็ดี เมื่ออาลีทราบข่าวว่าตัวเองอาจถูกเรียกไปเกณฑ์ทหาร เขาก็ออกมาประกาศว่า เขาจะไม่ร่วมรบในนามกองทัพสหรัฐฯ ไม่ว่าจะอยู่ในเงื่อนไขใด ๆ ก็ตาม เพราะขัดต่อหลักความเชื่อ “อิสลาม” ที่เขายึดถือ

“อย่างนี้มุสลิมผิวดำจะเห็นคุณเป็นพวกหนูทรยศรึเปล่า?” นักข่าวรายหนึ่งถาม มูฮัมหมัด อาลี หลังเขาประกาศไม่ยอมเกณฑ์ทหารโดยอ้างความเชื่อทางอิสลาม

“ไม่ใช่มุสลิมผิวดำ มีแต่มุสลิม” อาลีตอบกลับ

“ผมขอโทษ ชาวมุสลิมเห็นคุณเป็นหนูทรยศด้วยมั้ย?” นักข่าวถามอีกรอบ

ไม่ มีแต่พวกคนขาวที่เห็นเราเป็นหนูสกปรกมากว่า 400 ปีในอเมริกา ชาวมุสลิมคือคนที่ช่วยให้ผมยืนหยัดสอนถึงความจริง และเป็นผู้ช่วยชีวิตผมเอาไว้ ทำให้ผมได้พบศาสดามูฮัมหมัดผู้ทรงเกียรติ ผู้สอนศาสนาอิสลามที่ผมพร้อมที่จะตายและเสียสละทุกอย่างให้

“ส่วนเรื่องที่มีคนมองว่าผมเป็น ‘หนูทรยศ’ พวกที่เห็นผมเป็นหนู และยังเห็นคนอย่างพวกเราเป็นหนูก็คือพวกคนขาว” อาลีตอบ

“บอกผมหน่อยแชมป์ คุณเตรียมตัวที่จะเข้ากองทัพเพื่อรบในสงครามเวียดนามรึยัง?” นักข่าวถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง

“ไม่ ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขใดก็ตาม เราจะไม่ร่วมสงครามที่เอาชีวิตของเพื่อนมนุษย์”

การปฏิเสธที่จะรับใช้ชาติของเขาทำให้ชาวอเมริกันตกตะลึง และรับไม่ได้กับคำพูดเสียดแทงคนขาวที่สะท้อนประวัติศาสตร์การกดขี่และเลือกปฏิบัติต่อคนดำที่สืบเนื่องมาตั้งแต่การก่อตั้งอาณานิคมในดินแดนอเมริกา แต่ในอีกทางหนึ่งเขาได้กลายเป็นฮีโรของกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม ไปจนถึงกลุ่มเชื้อชาตินิยมผิวดำที่เขาเองให้การสนับสนุน  

“จิตสำนึกของผมไม่ยอมให้ผมถือปืนไปฆ่าพี่น้อง หรือคนที่ผิวสีเข้มกว่า หรือคนยากคนจนที่อาศัยอยู่ในเลนในตม เพื่อมหาอำนาจอย่างอเมริกา จะยิงพวกเขาไปทำไม? พวกเขาไม่เคยเรียกผมว่านิโกร พวกเขาไม่เคยจับผมไปลงประชาทัณฑ์ ไม่เคยเอาหมามาไล่กัด ไม่เคยยึดสัญชาติของผมไป ไม่เคยข่มขืนแม่และฆ่าพ่อผม…จะยิงพวกเขาทำไม? ผมจะไปยิงคนจน ๆ ได้ยังไง เอาผมไปขังคุกเลยดีกว่า!” อาลีกล่าวอย่างมีอารมณ์ (คำให้สัมภาษณ์นี้เองที่ถูกเอาไปถอดความว่า “ผมไม่เคยมีปัญหากับพวกเวียดกง”)

เบื้องต้นเขาเลือกใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เพื่ออ้างสิทธิอันพึงมีในฐานะพลเมืองที่จะได้รับการยกเว้น อ้างว่าเขาเองก็เป็นครูสอนศาสนาอิสลาม ถ้าครูสอนศาสนาคริสต์ได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหารได้ เขาก็ควรได้รับสิทธินั้นเช่นกัน เขาจึงยื่นคำร้องไปถึงคณะกรรมการคัดเลือกทหารเกณฑ์ แต่ทางคณะกรรมการฯ ปฏิเสธที่จะให้เขาได้รับสิทธินั้น

เมื่อคณะกรรมการฯ ตัดสินว่าเขาไม่มีสิทธิที่จะได้รับการยกเว้น แต่เขายังคงฝ่าฝืนไม่ยอมให้สัตย์ปฏิญาณเมื่อถูกเรียกไปรายงานตัวเพื่อรับใช้ชาติเมื่อวันที่ 28 เมษายน ปี 1968 ทำให้อาลีถูกริบตำแหน่งแชมป์โลก และถูกดำเนินคดีทางอาญา าลโดยคณะลูกขุนที่ประกอบด้วยคนขาวเพศหญิง 6 คน และคนขาวเพศชายอีก 6 คน ได้มีคำพิพากษาในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ให้เขามีความผิดต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี และโทษปรับอีก 10,000 ดอลลาร์  

อาลียังคงต่อสู้ตามกระบวนการต่อไป จนกระทั่งในเดือนมิถุนายน 1971 ศาลฎีกาสหรัฐฯ จึงได้มีคำพิพากษากลับให้อาลีพ้นผิด เนื่องจากกระบวนการพิจารณาในขั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยคณะกรรมการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์ขอยกเว้นการเกณฑ์ทหารของอาลี มิได้ให้ “เหตุผล” ว่าทำไมเขาจึงไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรมเหมือนเช่นชาวคริสต์เคร่งศาสนาที่เคยได้รับสิทธิเดียวกันมาก่อน

“เนื่องจากคณะกรรมการอุทธรณ์มิได้ให้เหตุผลใด ๆ ในการปฏิเสธคำร้องที่จะได้รับการยกเว้นในฐานะผู้ปฏิเสธโดยมโนธรรมแก่ผู้ร้อง มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ว่าคณะกรรมการฯ ตัดสินโดยยึดถือหลักการใดในเงื่อนไขสามข้อตามคำแนะนำของกระทรวงยุติธรรม ด้วยเหตุนี้จึงให้กลับคำพิพากษาที่มีต่อผู้ร้องคดี” ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาศาลฎีการะบุ (Clay v. United States)

ในคำพิพากษาเดียวกันได้ระบุถึงเงื่อนไขสามประการ ที่กฎหมายให้การยอมรับว่าบุคคลดังกล่าวถือเป็นผู้ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรม อันประกอบด้วยเงื่อนไขแรกจะต้องมีสำนึกต่อต้านสงครามในทุกรูปแบบ, ต้องแสดงให้เห็นว่าการต่อต้านนั้นอยู่บนฐานของการบำเพ็ญเพียรและความเชื่อทางศาสนา และสุดท้ายจะต้องเป็นการปฏิเสธโดยสุจริตใจ ซึ่งตัวแทนรัฐบาลยอมรับต่อศาลฎีกาว่า อาลีมีคุณสมบัติสองข้อที่เข้าเกณฑ์จริง ๆ แต่ในข้อแรกมีหลักฐานว่าเขาเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ เพราะอาลีเคยบอกว่าเขาพร้อมจะสู้ใน “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ของอิสลาม

อย่างไรก็ดี การที่ทางคณะกรรมการฯ ไม่ได้ระบุเหตุผลดังกล่าวเอาไว้ให้ผู้ร้องโต้แย้ง รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องแพ้คดีเพราะเทคนิคของกฎหมายไป (ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญเพื่อความโปร่งใสของผู้ใช้อำนาจที่จะต้องแจกแจงเห็นผลให้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ถูกปฏิเสธมีโอกาสโต้แย้งคำสั่งตามเหตุผลนั้น ๆ ได้ถูกเรื่อง)

การที่เขาต้องใช้เวลาต่อสู้ทางกฎหมายเป็นระยะเวลาหลายปี ทำให้อาลีห่างเหินจากสังเวียนมวยในเวทีทางการ อันเป็นช่วงเวลาที่เขาน่าจะพัฒนาฝีมือและสร้างเกียรติประวัติทางการกีฬาอย่างมากมาย แต่การต่อสู้ทางกฎหมายของเขาก็ได้สร้างบรรทัดฐานให้เห็นว่า การปฏิเสธการเกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรม คนดำผู้นับถืออิสลามก็มีสิทธิเช่นเดียวกับคนขาวคริสเตียน และเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนขบวนการต่อต้านสงครามในยุคนั้น

เมื่อเขาได้รับอนุญาตให้ขึ้นชกได้อีกครั้ง (ปี 1970 ก่อนมีคำพิพิากษา) อาลีก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูร่างกายและฝีมือเพื่อกลับสู่เส้นทางแห่งแชมป์เป็นวาระที่สอง แต่ในการท้าชิงครั้งแรกกับ โจ ฟราเซียร์ แชมป์โลกคนใหม่ในช่วงที่เขาร้างเวทีไปในเดือนมีนาคม 1971 อาลีตกเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไปอย่างเป็นเอกฉันท์ ก่อนที่จะกลับมาแก้มือใหม่ในปี 1974 ซึ่งคราวนี้เขาชนะคะแนนฟราเซียร์ไปได้ ซึ่งเซียนมวยยกให้เป็นหนึ่งในการชกที่ดีที่สุดของอาลี ตั้งแต่เขากลับมาสู่เส้นทางอาชีพนักมวยอีกรอบ ก่อนเอาชนะน็อก จอร์จ โฟร์แมน ยอดมวยรุ่นใหม่ไปได้ในการยกที่เรียกว่า “Rumble in the Jungle” (ทำนอง “ฟ้าลั่นกลางป่า” เนื่องจากไปต่อยกันที่ซาอีร์ ปัจจุบันคือ คองโก) ในช่วงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

*แก้ไขข้อมูลผิดพลาด จากเดิมที่ระบุว่า อาลีเอาชนะคะแนนฟราเซียร์แล้วกลับมาเป็นแชมป์โลก เพราะขณะนั้นฟราเซียร์มิได้เป็นแชมป์โลกแล้ว: วันที่ 9 มกราคม 2020

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

“เจียง ไคเช็ก” จับคนเห็นต่างเข้าตาราง ด้วยกฎอัยการศึกที่ยาวนานที่สุดในโลก

จอห์น เดอลอเรียน ผู้สร้างรถที่ล้มเหลว แต่ดังในฐานะไทม์แมชชีน

มาร์ติน แวน บูเรน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ทำให้ “โอเค” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

อุจิยามะ กูโด พระสงฆ์นักปฏิรูปต้องโทษประหาร หลังถูกกล่าวหาหมิ่นจักรพรรดิ

พระเจ้าตากสิน ไม่ถูกสำเร็จโทษ เรื่องเล่าประวัติศาสตร์ฉบับ “ยาผีบอก”

ยูจีน สไตแนก ผู้เสนอ บำบัดเกย์ด้วยการปลูกถ่ายอัณฑะ

โมริ โมโตนาริ “ธนูดอกเดียวหักได้ง่าย แต่หากมัดรวมกัน 3 ดอกย่อมหักได้ยาก”

เอช. ลาวิตี สเตาต์ จากช่างก่อสร้างสู่ผู้สร้างรากฐานของบริติชเวอร์จิน