Post on 11/11/2019

นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ “จากดาราเด็ก สู่พื้นที่ความหลากหลายทางเพศ”

หลายปีก่อน คนดูหนังอาจคุ้นหน้านักแสดงเด็กอย่าง นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ จากภาพยนตร์เรื่อง เอ๋อเหรอ (2548) และ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง (2549) และยังจดจำฝีมือการแสดงอันน่าประทับใจของเธอได้

ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของ The People เราได้เชิญ นวรัตน์ มาทอล์กในหัวข้อ “จากดาราเด็ก สู่พื้นที่ความหลากหลายทางเพศ” เพื่อสะท้อนว่าไม่ว่าชีวิตจะอยู่ในช่วงวัยใดหรือเปลี่ยนผ่านอย่างไร เราสามารถภาคภูมิใจกับความเป็นตัวของเราได้เสมอ

 

“ขอบคุณครับ ขอบคุณ The People นะครับที่เลือกเกรซ แต่ทุกคนก็คงไม่รู้จักเกรซในชื่อว่าเกรซ ทุกคนคงรู้จักว่า “เกรซลูกสาวเสี่ยเจียง” อาจจะมีคนรู้จักมากขึ้น แต่ชื่อเต็ม ๆ ของเกรซหลังจาก 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ “เกรซลูกสาวเสี่ยเจียงโตเป็นหนุ่มแล้ว” (หัวเราะ) มีใครเคยเห็นบ้าง ต้องมีอยู่แล้วแหละครับ

“จริง ๆ แล้วเวลาเกรซไปไหน ทุกคนจะเห็นเกรซเป็นเด็กผู้ชาย แล้วเราก็ชอบไปกินข้าวร้านต่าง ๆ ทุกคนก็จะแบบเฮ้ย คนนี้มาบ่อยมากเลย ให้นั่ง ๆ ให้กินฟรี ให้ลัดคิว ให้เยอะมาก ๆ เพราะว่าเขาจำเราไม่ได้ เขาจำได้แค่ว่าหน้าคุ้น ๆ สักพักหนึ่งเขาเอ๊ะ หน้าคุ้นจัง เริ่มไม่ใช่แล้ว เริ่มไม่ใช่คนที่มากินประจำ แล้วเขาคือใคร เขาก็จะเริ่มคิดออกแล้ว คือเราไม่อยากใบ้ เพราะมันแบบว่าเดี๋ยวเขาตกใจ อ๋อ คนนั้นใช่ไหม ที่ตามหาหมาแล้วแบบ…หมูย่างอะหมูย่าง (หัวเราะ-จากภาพยนตร์เรื่อง “ข้าวเหนียวหมูปิ้ง”) เราก็แบบอ๋อ ใช่ ๆ พี่ พอเขาคิดออกเท่านั้นแหละ สีหน้าจะเปลี่ยน หน้าเขาจะกลายเป็นคนที่เหมือนผิดหวังว่าทำไมเด็กผู้หญิงคนนั้นโตมาเป็นอย่างนี้วะ หรือมันไม่ใช่ หรือเราทักผิด ก็ตกใจไปหมดเลย แล้วเราก็จะรู้สึกว่าเราเห็นจากสีหน้าเขาเลยว่าเขามีคำว่าเสียดาย

“คือต้องย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เกรซมาบวงสรวงหนังเรื่องแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ เราก็ไม่เคยเจอพี่ ๆ สื่อมวลชนมาก่อน ปี 2004 มั้ง พี่ ๆ เขาก็เดินเข้ามาด้วยความสนใจคิดว่าเราเป็นลูกคนหนึ่ง เด็กคนนี้ ทุกคนก็ล้อม ๆ ถามเรา เราก็นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ทุกวันนี้ยังจำได้เลยภาพมันชัดมาก ๆ ว่ามีพี่คนหนึ่งเดินเข้ามา “น้องเป็นทอมเหรอคะ ทำไมน้องไม่ใส่กระโปรง” 

“เกรซเลยแบบว่าเออว่ะ ทำไมไม่ใส่วะ ทำไม เราเป็นอะไร เรารู้เลยว่าถ้าเราเดินทางสายนี้ เราต้องมีคำตอบให้กับพี่ ๆ ที่รอฟังเราอยู่ว่า เราจะตัดสินใจเมื่อไหร่ว่าเราจะเป็นใคร เราจะใส่กระโปรงเมื่อไหร่ เราจะชัดเมื่อไหร่ เพราะว่าทุกคนรอเราอยู่ รอจับเราใส่กล่องว่าเราเป็นผู้หญิง หรือเราเป็นผู้ชาย หรือเราอยู่กล่องตรงกลางนี้ ที่เขาบอกว่าเป็นทอม เป็นตุ๊ด เป็นกะเทย เป็นอะไรก็เถอะ 

“เราเลยยอมตอบพี่ ๆ ทุกคนมาหลายปีว่า “เราเป็นผู้หญิง” เพราะเราคิดว่าการที่เราอยู่ในกรอบนี้ เราจะประสบความสำเร็จมากที่สุด มากกว่ากล่องตรงกลางที่เรารู้ว่าเราอยู่ แต่ว่าเราไม่กล้า แล้วมันก็ฟังดูน่าเศร้านะครับที่พอถึงวันหนึ่งในขณะเพื่อน ๆ ดาราหลาย ๆ คนได้ไปเล่นหนังวัยรุ่นแล้ว ได้ไปเป็นตอนพระเอกเป็นเด็ก หรือได้ไปเป็นผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง เราไม่รู้จะไปไหน เราไม่รู้ว่าบทอะไรเหมาะกับเรา เราได้แต่ตอบพี่ ๆ ว่า “เกรซว่าเกรซจะไม่เล่นหนังแล้ว เพราะว่าเราอยากไปโฟกัสเรื่องการเรียน” เพราะเรารู้ว่าการเรียนมันเปิดโอกาสให้เราอยู่ แต่บทบาทในวงการบันเทิงมันน้อยมาก ๆ เราเลยเลือกที่จะหายไป แล้วเราก็หายไปจริง ๆ

“แล้วมันก็น่าเสียดาย ฟังดูน่าเสียดายมาก ๆ เลยว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ที่จะโตมา ที่ห้าว ๆ อาจจะโตมาสวยมาก ๆ เลย ไปได้ Miss Teen ก็ได้ ถูกไหม (หัวเราะ) แต่ทำไมมันทิ้งไปวะ

“แต่ทำไมสำหรับเกรซ เกรซไม่เสียดาย เกรซอยากลองถามทุกคนว่าเราเคยคิดจะทิ้งอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นสิ่งของ หรือตัวตนเราจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันยากมาก ๆ เลยนะที่เราจะทิ้งอะไรสักอย่าง เพราะว่าสมองเราได้แค่คิดว่าเราจะสูญเสียอะไร เกรซจะสูญเสียภาพที่เป็นเด็กผู้หญิงคนนั้น ที่เคยใส่กระโปรง เป็นนักแสดงหญิง หรือบางคนเป็นพนักงานคิดอยากไปปลูกผัก ไม่ได้ ๆ เพราะว่าเราทำงานมาเยอะแล้ว หน้าที่การงานเรา เพื่อนร่วมงานเราจะมองเรายังไง แต่สมองเราไม่สามารถคิดได้ว่าสิ่งที่เราทิ้งไป ผลลัพธ์ที่ได้มาอาจจะดีกว่านั้น

“เกรซกลายเป็นคนที่มีความสุขมาก อยากอยู่ต่ออีกเป็นสิบ ๆ ปีเลย หรือพนักงานคนนั้นอาจจะไปปลูกผักสร้างบ้านดิน แล้วก็เป็นแรงบันดาลใจของคนก็ได้ มันยากมากครับที่เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีมาจากการทิ้งตัวตนอะไรบางอย่างไป หรือ story ของเด็กคนนั้น เด็กผู้หญิงคนนั้น ทุกคนคิดว่าเกรซปล่อยเขาไป จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ เด็กผู้หญิงคนนั้นบอกเกรซว่า “ไปเถอะ อย่าทรมานเลย ไป ๆ ไปเป็นสิ่งที่เราอยากเป็นเถอะ”

“แล้วบทสรุปจากตรงนั้นทำให้เกรซได้รู้ว่าทุก ๆ คน ทุก story ทุก narrative ที่เราแบกเอาไว้ มันอาจจะเป็นกรงกับเรา มันอาจจะทำให้เราไม่กล้าก้าวไปสู่อีกอย่างหนึ่งหรือเปล่า  story ที่ดีเราควรจำไว้ครับ แต่บางอย่างเราไม่จำเป็นต้องแบกมันไว้ 

“ในเชิงสังคมเกรซก็คิดว่าเหมือนกัน ทุกคนและในสังคมก็ตาม เราก็แบก story บางอย่างไว้เหมือนกัน  แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ยากที่เราจะปล่อย story นั้นไป จริง ๆ แล้วเราเคยทำระดับโลกมาแล้ว เราปล่อยเรื่องราวที่โลกมันแบนให้มันกลม เรายังทำได้เลย เราปล่อยให้คนที่ดูผิดปกติทางจิตต่าง ๆ กลายเป็นมามี voice เป็น LGBTQ เขาไม่ใช่คนผิดปกติทางเพศ หรือคนที่ทำบาปกรรมอะไรขนาดนั้น ไม่ได้มีชาติปางก่อน ซึ่งเกรซคิดว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ยากเลยที่เราจะกล้าทิ้ง story ต่าง ๆ ที่ทุกคนเสียดาย เพราะเสียดายมันคือความคาดหวังของคนอื่น แต่ความสุขเราต้องมีอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง

“ฉะนั้นเกรซอยากจะชวนให้ทุกคนกล้าทิ้งเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราแบกเอาไว้ ที่เราเข้าใจผิดมาตลอดว่ามันคือความเชื่อของเรา ที่เกรซเชื่อว่าเกรซคือเด็กผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ปล่อยให้ลูกสาวคนนี้โตเป็นหนุ่มสักทีเถอะ หรือว่า เกรซเชื่อนะครับว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคม กฎหมายความเท่าเทียม มันเริ่มมาจาก story ที่เราแบกกันไว้ทุกคนนั่นแหละ  ถ้าเราปล่อยไปได้ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  ที่คนคาดหวังไว้ มันจะมาเร็ว มันจะมาเร็วมากเป็นร้อยเท่าพันเท่าเลย เหมือนว่าไม่เคยมีอะไรรั้งไว้เลย ขอบคุณครับ”

 

*ทอล์กนี้ เป็นส่วนหนึ่งในงานครบรอบ 1 ปี The People: Do You Hear THE PEOPLE Talk? จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ณ ห้องคริสตัล บ็อกซ์, เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท

 


The People

กองบรรณาธิการ