Post on 09/04/2019

พรรคนาซี พรรค “ซ้ายดัดจริต” ตัวจริง

คำว่า “ซ้าย” ในทางการเมือง คือกลุ่มขบวนการที่ผลักดันเรื่องของความเท่าเทียม ต่อต้านระบบลำดับชั้นทางสังคม ให้ความสำคัญกับประชาชนกลุ่มที่เสียเปรียบทางสังคม (เช่นกลุ่มกรรมกรและชาวนา) และพยายามทำลายความเหลื่อมล้ำที่ไม่ยุติธรรมไปเสียให้สิ้น

ความเป็นซ้ายจึงหมายถึงการต่อสู้เพื่อทำลายระบบเดิมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในระดับโครงสร้าง (ศัตรูของพวกเขาจึงมักเป็นพวกชนชั้นนำและนายทุนที่ร่ำรวย)

ส่วนที่มาซึ่งทำให้อุดมการณ์ลักษณะนี้ถูกเรียกว่า “ซ้าย” นั้นต้นตอได้มาจากทางฝั่งฝรั่งเศส เนื่องจากหลังการปฏิวัติ กลุ่มผู้แทนที่มีอุดมการณ์แบบสังคมนิยมมักรวมตัวกันนั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของรัฐสภา ความเป็น “ซ้าย” จึงมีมานานนับร้อยปี

แล้วซ้ายเกี่ยวอะไรกับ “นาซี” ?

จากข้อมูลของ ชาร์ลส์ ฟลัด (Chales Flood) นักประวัติศาสตร์เจ้าของผลงาน Hiter, the path to power พรรคนาซีเยอรมันนั้นรากเหง้าดั้งเดิมมาจากความริเริ่มของช่างผลิตอุปกรณ์ซ่อมแซมรถไฟนามว่า อันโทน เดรกซ์เลอร์ (Anton Drexler) ที่ตั้งพรรคขึ้นเมื่อปี 1919 ในชื่อ “Deutsche Arbeiterpartei” (DAP) แปลเป็นไทยได้ว่า พรรคแรงงานเยอรมัน

ด้วยพื้นเพของผู้ก่อตั้ง และชื่อพรรคต่างแสดงให้เห็นว่า พรรคนี้ควรจะมีอุดมการณ์เป็น “ซ้าย” เพราะชูเรื่อง “สวัสดิภาพแรงงาน” เป็นธงนำ แต่เอาเข้าจริง ๆ กลับเป็นพรรคที่หนักไปทางอุดมการณ์ฝ่ายขวาที่อ้างชื่อ “แรงงาน” เพื่อดึงแรงงานให้ห่างไกลจากอุดมการณ์มาร์กซิสม์ และหันเข้าหาลัทธิชาตินิยมที่ต่อต้าน “ทุน” เฉพาะแต่ทุนธนาคาร ที่จำนวนไม่น้อยอยู่ภายใต้การควบคุมของชนกลุ่มน้อย “ชาวยิว”

ดังที่ ก็อตฟรีด เฟเดอร์ (Gottfried Feder) ผู้นำยุคก่อตั้งและมันสมองขององค์กร อธิบายว่า “ทุน” มีสองลักษณะ อย่างแรกคือทุนที่ดีซึ่งขาดเสียมิได้อย่างเช่น กิจการเหมืองแร่ รถไฟ โรงงาน และเครื่องจักร และทุนที่เลวซึ่งก็คือ ทุนที่ใช้เป็น “เงินกู้” ที่หาประโยชน์จากแรงงานไม่ต่างไปจาก “ทาส” และที่เลวที่สุดก็คือ “กิจการไฟแนนซ์ข้ามชาติ” อาณาจักรธุรกิจของพวก “ยิว” ซึ่งควรกำจัดให้หมดไปเสียจากตำแหน่งแห่งหนทั้งสารบบในสังคมเยอรมัน

ส่วนตัวเดรกซ์เลอร์เอง แม้เขาจะมีพื้นเพเป็นแรงงาน แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าแรงงานทุกคนเป็น “สหาย” ไม่มีพรมแดนประเทศชาติอย่างมาร์กซิสต์ กลับกันเขาเชื่อว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานต้องเกิดขึ้นด้วยแรงผลักดันของแรงงานเยอรมันเพื่อชาวเยอรมัน ด้วยวิวัฒนาการทางสังคมที่เกิดขึ้นโดยสันติและความร่วมมือของทุกชนชั้น ไม่ใช่การทำสงครามทางชนชั้น และไม่เห็นด้วยกับการนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องขึ้นค่าแรง ซึ่งเข้าข่ายเป็น “การทำลายชนชั้นกลาง แรงงานอิสระ และวัฒนธรรมของชาติ โดยน้ำมือของชนชั้นแรงงาน”

จากนั้น พรรคแรงงานเยอรมันก็ได้สมาชิกหน้าใหม่ไฟแรง “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” เข้ามา เขาคือคนที่ทำให้พรรคกลายเป็นที่รู้จักของสาธารณะมากยิ่งขึ้น สามารถดึงสมาชิกหน้าใหม่ได้เพิ่มขึ้นหลายเท่า จนมีอิทธิพลสูงขึ้นทุกที เขาร่วมกับเดรกซ์เลอร์และเฟเดอร์ในการร่างหลักการของพรรค ก่อนที่พรรคจะเปลี่ยนไปใช้ชื่อ National Socialist German Worker’s Party (พรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “พรรคนาซี” ในปี 1920

การเข้ามาของฮิตเลอร์ทำให้แกนนำพรรคหน้าเก่าสั่นคลอน เมื่อเขามาพร้อมกับความเร่าร้อนและรุนแรงยิ่งกว่า (ซึ่งได้ใจเยอรมันชนอกหักจากสงครามโลกครั้งแรกเป็นอันมาก) การที่เขากลายเป็นดาราที่ขาดเสียมิได้ของพรรคทำให้เขาสามารถแบล็คเมล์ให้เดรกซ์เลอร์ยอมลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อให้เขาขึ้นเสียบแทน

ถึงอย่างนั้น อุดมการณ์ของพรรคก็ยังมีความเป็นสังคมนิยมอยู่ เนื่องจากยังมีแกนนำฝ่ายซ้ายอย่างสองพี่น้องชตรัสเซอร์ (Strasser) เกรกอร์ (Gregor) และ ออตโต (Otto) ซึ่งประสานแนวคิดชาตินิยมและการเหยียดเชื้อชาติให้เข้ากับแนวทางสังคมนิยม โดยเฉพาะเกรกอร์ซึ่งเป็นที่นิยมในชนชั้นกลางระดับล่างเป็นอย่างสูงเป็นรองแค่เพียงฮิตเลอร์เท่านั้น

แต่นานไปสองพี่น้องก็เริ่มตาสว่างแล้วว่า พรรคของเขาไม่ใช่พรรคที่ทำเพื่อกรรมกรอะไรหรอก เป็นแต่พรรคกระหายอำนาจใช้ชื่อ “สังคมนิยม” และ “แรงงาน” เพื่อสร้างความไขว้เขวไม่ได้คิดปฏิรูปอะไรเพื่อกรรมกรแรงงาน

ยิ่งเมื่อฮิตเลอร์หันหน้าเข้าหานายทุนอุตสาหกรรมเพื่อหาเงินทุนสนับสนุนพรรค ออตโตก็ตัดสินใจลาออกจากพรรคนาซีในปี 1930 ส่วนเกรกอร์ยังนั่งอยู่ในปีกซ้ายของพรรคต่อไปแต่เมื่อเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทางสังคม แทนที่จะไปมุ่งเอื้อประโยชน์นายทุนใหญ่ และกดขี่ชาวยิว ถูกเพิกเฉยบ่อยเข้า สุดท้ายเกรกอร์ก็ลาออกในปี 1932 ก่อนที่เขาจะถูกฮิตเลอร์สั่งเก็บในอีกสองปีต่อมา

ด้วยเหตุนี้ถ้าจะบอกว่า พรรคนาซีเป็นพรรคขวาแต่ “ดัดจริต” จะเป็นซ้าย หรือเป็นพรรคที่ขึ้นต้นเป็นซ้าย แต่แปลงจริตให้ผิดเพี้ยนจนความเป็นซ้ายสูญหาย เหลือแต่ภาพของเผด็จการอำนาจนิยมเหยียดเชื้อชาติ ก็คงไม่ผิดนัก

ซึ่งจะว่าไป ลักษณะเช่นนี้ก็คล้าย ๆ กับการเมืองยุคปัจจุบันที่ “ประชาธิปไตย” เป็นคำที่หอมหวนคล้ายคำว่า “สังคมนิยม” และ “แรงงาน” ในยุคฮิตเลอร์ รัฐเผด็จการเต็มรูปแบบสมัยนี้บางทีก็ “ดัดจริต” จะเป็นประชาธิปไตยกับเขาด้วย ด้วยการแต่งเติมคำจำกัดความเพิ่มเติมเพื่อบอกว่ารัฐบาลของตนก็เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน แต่เป็นประชาธิปไตยแบบเฉพาะชนชาติตน ที่ประชาชนต้องขึ้นศาลทหาร สิทธิมนุษยชนและการเลือกตั้งไม่ใช่สาระสำคัญ แถมยังมีผู้ถืออำนาจพิเศษที่จะสามารถใช้อำนาจสั่งการใด ๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ  ซึ่งรัฐประชาธิปไตยแบบสากลไม่มีที่ไหนเขาทำกัน

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ