Post on 28/02/2021

อู๋ม่งต๊ะ: นักล้มผู้ยิ่งใหญ่ นักแสดงสมทบขวัญใจนักดูหนังตลอดกาล

บนเส้นทางการแสดง หลายคนพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อที่เขาจะยืนแถวหน้า ไม่ว่าจะด้วยในฐานะพระเอกหรือนางเอกก็ตาม เพราะมันหมายถึงชื่อเสียง เงินทอง และอภิสิทธิ์ทางสังคมมากมายที่จะหลั่งไหลมาหาเขา แต่บางคนโชคชะตาก็พาไปได้แค่บทบาทของนักแสดงสมทบ ที่คนดูพร้อมจะลืมไปได้อย่างง่ายดาย

แต่นักแสดงบางคน ถึงเขาจะเกิดมาเพื่อรับบทเป็นนักแสดงสมทบ และเป็นได้แค่อาเฮีย / โจรกระจอก / ลูกไล่ ไปจนถึงไอ้ขี้แพ้ แต่ทุกคนก็จดจำเขาได้ไม่แพ้บทนำ ผู้ชายที่คนดูหนังทั้งโลกต่างคารวะในทุกบทบาทจวบจนวาระสุดท้าย ผู้ชายที่ชื่อ อู๋ม่งต๊ะ

อู๋ เมิ่งต๋า หรือ อู๋ม่งต๊ะ คือสุดยอดแห่งนักแสดงสมทบผู้สร้างสรรค์ผลงานมาตั้งแต่ยุค 70s เขาเกิดที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน รอนแรมมาหาโอกาสในเมืองฮ่องกง โดยเขาเข้าฝึกฝนการแสดงที่โรงเรียนการแสดง TVB ที่ให้กำเนิดนักแสดงมากมาย อู๋ม่งต๊ะก็คือหนึ่งในนักแสดงเหล่านั้นที่ฝึกฝนจนได้ลงจอแม้จะเป็นเพียงบทบาทเล็ก ๆ ก็ตาม

บทบาทแรกที่เขาได้รับนั้นส่วนใหญ่จะเป็นบทสมทบเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่น่าจดจำสักเท่าไร รวมไปถึงหนังจอใหญ่ที่อู๋ม่งต๊ะเล่นในช่วงแรก ๆ นั้นมีตั้งแต่หนังคลาสสิกอย่าง ดาบมังกรหยก (Heaven Sword and Dragon Sabre, 1978) ของชอว์บราเดอร์ส ไปจนถึงหนังอีโรติกเรทสามอย่าง ฮ่องกงเอ็มมานูเอล (Hong Kong Emmanuelle, 1977)

ช่วงแรก ๆ ในวงการบันเทิงของอู๋ม่งต๊ะนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามมากมาย เต็มไปด้วยการดิ้นรนและไขว่คว้าเพื่อหาโอกาสและสร้างตัวตนของเขาให้นักดูหนังจดจำได้มากที่สุด แม้จะค่อย ๆ เริ่มเป็นที่ไว้วางใจของผู้สร้างที่ชักชวนเขามาแสดง แต่ก็เป็นหนังคั่นโปรแกรมที่พร้อมจะถูกลืม ในยุคแรกเริ่มด้วยหนวดที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เขาพยายามหาลู่ทางจับจองพื้นที่การแสดงในบทตัวร้าย เพราะหนังยุคนั้นเต็มไปด้วยหนังกำลังภายในและหนังมาเฟียฮ่องกงที่ค่อย ๆ เฉิดฉาย

ในยุค 80s คนดูหนังเริ่มคุ้นเคยกับการแสดงหนังของอู๋มางต๊ะที่เน้นปริมาณจนผู้คนเริ่มจดจำได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังที่แจ้งเกิดหลิวเต๋อหัวอย่าง ขายรัก แต่ไม่ขายใจ (Everlasting Love 1984) หนังแอ็คชันที่แจ้งเกิดทายาทของบรูซ ลี หนุ่มฟ้าแลบ! (Legacy of Rage, 1986) ได้ร่วมจอกับ เจิน จื่อตัน หรือ Donnie Yen ในหนัง แสบเผาขน (Tiger Cage, 1988)

แต่นักแสดงคนแรกที่หยิบยื่นโอกาสให้เขาได้โลดแล่นบนจอหนังในบทบาทที่ยอดเยี่ยมนั่นก็คือ โจวเหวินฟะ เพื่อนร่วมรุ่นในฐานะนักแสดงฝึกหัดจาก TVB มาด้วยกันตั้งแต่ปี 1973 แม้ตอนอยู่ TVB ทั้งสองจะไม่ได้ร่วมจอกัน อู๋ม่งต๊ะไปเล่นหนังชุดชอลิ้วเฮียง (1978) ส่วนโจวเหวินฟะก็รับบทตัวประกอบหลายปีจนแจ้งเกิดในหนังชุดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ (1980) แต่นอกจอทั้งสองเป็นเพื่อนรักที่ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ จนหนังจอใหญ่ทำให้ทั้งสองโคจรมาเจอกันเป็นครั้งแรกได้แก่ Heroic Cops (1978) และ โหด เลว ดี 2 (A Better Tomorrow 2, 1987) แต่ที่ทำให้อู๋ม่งต๊ะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวคือจากหนังเรื่อง ‘อาหลาง’ (All About Ah-Long, 1989) ในบทเพื่อนพระเอกโจวเหวินฟะ และทำให้เขาได้รับคาแรกเตอร์อาเฮีย Loser เพื่อนซี้ที่อยู่เคียงข้างพระเอกจนเป็นคาแรกเตอร์ติดตัวเขาไปตลอดกาล

แต่น่าเสียดายที่เมื่อหนังอาหลางสร้างชื่อให้กับอู๋ม่งต๊ะ แต่อู๋ม่งต๊ะก็กลับใช้มันไปในทางที่ผิด เขามีรายได้มหาศาลจากการรับเล่นหนังในยุค 80s ข้อดีของการรับบทสมทบคือไม่ต้องรอให้หนังปิดกล้อง เขาก็สามารถเดินสายไปรับเล่นหนังเรื่องอื่น ๆ ได้สบาย

ปริมาณหนังที่เขารับงานมานำมาซึ่งรายได้ที่มากมาย แต่อู๋ม่งต๊ะก็เลือกเดินผิดเส้นทาง เมื่อเขาเอาเงินไปถลุงกับการพนันจนสิ้นเนื้อประดาตัว ซ้ำยังติดลบเป็นหนี้ถึง 300,000 เหรียญฮ่องกง หรือราว ๆ 1 ล้านบาทไทย เขาถูกทาง TVB แบนให้ติดบัญชีดำ ซ้ำร้ายเมื่อเขาพยายามขอความช่วยเหลือจากโจวเหวินฟะ แต่กลับได้รับการปฏิเสธเป็นการตอบแทน ทำให้ทั้งสองผิดใจกัน

ในช่วงเวลาดวงตกของอู๋ม่งต๊ะ ทำให้เขาคิดสั้นถึงกับจะฆ่าตัวตาย แต่แล้วก็มีหนังเรื่องหนึ่งที่เปลี่ยนทั้งสถานะการแสดง เปลี่ยนทั้งทัศนคติให้กับตัวของอู๋ม่งต๊ะไปตลอดกาล นั่นก็คือ ผู้หญิงข้า…ใครอย่าแตะ (A Moment of Romance, 1991) ซึ่งเขามารู้ทีหลังว่าโจวเหวินฟะรักเพื่อน แต่ไม่อยากทำร้ายเพื่อนด้วยการให้ยืมเงินแล้วนำไปถลุงไม่มีวันจบสิ้น เขาได้มอบบทเรียนอันมีค่าให้กับเพื่อนรักด้วยการให้เขาหางานทำมากกว่าหาเงิน โดยโจวเหวินฟะแอบติดต่อตู้ฉีฟง ผู้กำกับหนังอาหลางที่มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้หนังผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ และฝากดาราที่ชื่อเริ่มแย่อย่างอู๋ม่งต๊ะให้ไปร่วมแสดงในหนังเรื่องนั้น แต่กว่าที่อู๋ม่งต๊ะจะรู้เวลาก็ผ่านเนิ่นนานไปเป็นสิบปี

ผู้หญิงข้า…ใครอย่าแตะ ไม่เพียงสร้างชื่อให้หลิวเต๋อหัวได้เป็นที่จดจำในบทบาทคลาสสิกที่เป็นที่รักของคนดูหนังทั่วทั้งโลกรวมไปถึงคนไทยเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ยังผลักดันบทบาทให้อู๋ม่งต๊ะคว้ารางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกงครั้งที่ 10 สาขาสมทบชายยอดเยี่ยม ในบทบาทนักเลงหัวแถวแต่จริงใจ และเป็นลูกพี่ที่หลิวเต๋อหัวเคารพในหนังอีกด้วย

ภาพความขี้แพ้แบกะดินในหนังทำให้นักวิจารณ์หลายคนเปรียบเทียบเขากับบทบาท The Tramp คนจรของ Charlie Chaplin และทำให้เขาเรียนรู้เทคนิคการแสดงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มต้นในการสร้างคาแรกเตอร์ให้คนดูได้คุ้นเคยในฐานะ ‘พี่ใหญ่แห่งโลกอันเดอร์ด็อก’ และคนที่ช่วยตอกย้ำซ้ำบทบาทนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ก็คือนักแสดงรุ่นน้องที่เคารพและรักอู๋ม่งต๊ะเสมือนพี่น้องร่วมสายเลือด นั่นก็คือ โจวซิงฉือ นั่นเอง

โจวซิงฉือพบกับอู๋ม่งต๊ะครั้งแรกในหนังจีนชุดกำลังภายในเรื่อง จอมยุทธสะท้านโลกันตร์ (The Final Combat, 1989) ทั้งสองต่างรู้สึกได้ถึงเคมีที่ลงตัว และได้อุ่นเครื่องกันอีกครั้งในหนัง คนเล็กไม่อยากใหญ่ (Triad Story, 1990) และ เพื่อน ผู้หญิง และคนเลว (Lung Fung Restaurant, 1990) ก่อนจะสร้างชื่อเสียงร่วมกันอย่างยิ่งใหญ่ในหนัง คนตัดเซียน (All for the Winner, 1990) ที่ทำเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างชื่อให้โจวซิงฉือกลายเป็นซูเปอร์สตาร์สายฮา โดยมีอู๋ม่งต๊ะวนเวียนเป็นทั้งลูกพี่ / ลูกไล่ / หัวหน้า / ลูกน้อง สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย

แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือความผูกพันระหว่างโจวซิงฉือและอู๋ม่งต๊ะที่นับวันจะแนบแน่นประดุจเงาที่ตามติดกันแทบทุกเรื่อง โดยหนังไฮไลต์ในช่วงชีวิตของอู๋ม่งต๊ะในยุค 90s ได้แก่ คนเล็กนักเรียนโต 1-2 (Fight Back to School, 1991) จี้กง ใหญ่อย่างข้าไม่มี (The Mad Monk, 1993) โลกบอกว่าข้าต้องใหญ่ (Love on Delivery, 1994) ไซอิ๋ว 95 เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน 1-2 (A Chinese Odyssey, 1995) คนไม่ธรรมดา ยืดได้หดได้ (Sixty Million Dollar Man, 1995) นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวในหลายสิบเรื่องที่อู๋ม่งต๊ะและโจวซิงฉือแสดงร่วมกันตลอดยุค 90s

นอกจากบทบาทสมทบตลกที่แสดงร่วมกันกับโจวซิงฉือแล้ว อู๋ม่งต๊ะยังเฉิดฉายในฐานะนักแสดงสมทบขโมยซีนร่วมกับนักแสดงคนอื่น ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหลิวเต๋อหัวในหนัง ตำรวจตัดตำรวจ 1-2 (Lee Rock, 1991) เหลียงเฉาเหว่ยใน กอดคอกันไว้อย่าให้ใครเจาะกะโหลก 2 (End of the Road, 1993) ที่พาให้เขาเข้าชิงรางวัลม้าทองคำสมทบฝ่ายชายอีกครา

อู๋ม่งต๊ะได้รับการขนานนามว่าผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ และรับบทบาทได้ลื่นไหลไม่ว่าจะเป็นหนังตลกบ้าบอ หรือหนังดรามาที่ใช้พลังการแสดงอย่างสุดกำลัง

แม้โจวซิงฉือจะขยับขยายตัวตนสู่การเป็นผู้กำกับหนัง ก็ยังเชิญชวนพี่ใหญ่มาร่วมแสดงด้วยไม่ว่าจะเป็น คนเล็กกุ๊กเทวดา (The God of Cookery, 1996) คนเล็กไม่เกรงใจนรก (King of Comedy, 1999) และผลงานมาสเตอร์พีซที่สร้างชื่อชั้นในการแสดงที่ทั้งฮาและลุ่มลึกก็คือ นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ (Shaolin Soccer, 2001) แต่หารู้ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นกลับเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ทั้งสองแสดงร่วมกัน เพราะหลังจากนั้นโชคชะตาก็นำพาให้ทั้งสองต้องค่อย ๆ ห่างเหินเนื่องจากปัญหาสุขภาพที่ค่อย ๆ รุมเร้าจากการดื่มหนักของอู๋ม่งต๊ะ ทำให้เขาพลาดช่วงเวลาในการแสดงอย่าง คนเล็กหมัดเทวดา (Kung Fu Hustle, 2004) ที่อู๋ม่งต๊ะปฏิเสธเนื่องจากไข้หวัดนกระบาด หรือหนังอย่าง คนเล็กของเล่นใหญ่ (CJ7, 2008) ที่เดิมทีอู๋ม่งต๊ะจะแสดงนำ แต่สุดท้ายนายทุนอยากได้โจวซิงฉือแสดงนำมากกว่า จากนั้นวงโคจรทั้งสองก็ไม่หวนคืนกลับมาตลอดกาล

หลังจากนั้นชีวิตของอู๋ม่งต๊ะก็ค่อย ๆ ห่างจากวงโคจรทั้งจากโจวซิงฉือและคนดู จากปีหนึ่ง ๆ มีหนังแสดงเป็นสิบ ๆ เรื่องในยุค 90s ระยะหลังบางปีไม่มีผลงานสักเรื่อง เนื่องจากโรคที่ค่อย ๆ รุมเร้าและฟอร์มการแสดงที่ตกอย่างน่าใจหายจากโรคร้ายที่ค่อย ๆ ลุกลาม ข่าวลือที่เขาและโจวซิงฉือทะเลาะกันจนไม่ได้กลับมาแสดงร่วมกัน ล้วนแต่ทำร้ายและกัดกร่อนจิตใจของเขาไปเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการประสบปัญหาหนี้สินอีกครั้ง แต่ไม่ได้มาจากการพนัน กลับเป็นเรื่องการเลี้ยงดูภรรยาทั้ง 3 ที่มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ จนเกิดข่าวลือว่าเขาเสียชีวิตในปี 2014 จากอาการหัวใจวายจนต้องหามเข้า ICU

แต่อู๋ม่งต๊ะก็สยบข่าวลือด้วยการรับแสดงหนังอีกครั้งใน Aberdeen (2014) ในบทบาทดรามากระชากอารมณ์ ที่ทำให้เขาได้เข้าชิงในหลายต่อหลายสถาบัน และการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีในหนังอวกาศสัญชาติจีน ปฏิบัติการฝ่าสุริยะ (The Wandering Earth, 2019) ที่นับเป็นการพิสูจน์ฝีไม้ลายมือทางการแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม

แต่ช่วงหลัง ๆ โรคร้ายก็รุมเร้าเขาอย่างหนักหน่วง ระหว่างที่ถ่ายทำหลายคนเห็นอู๋ม่งต๊ะถือมะนาวอยู่ในมือเสมอ เขาต้องเลียมะนาวเพื่อกระตุ้นต่อมน้ำลายให้ทำงาน ฉีดมอร์ฟีนทุก ๆ 4 ชั่วโมงเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ ในขณะที่เขากำลังถ่ายโปสเตอร์เพื่อรับบทบาทในหนังรีเมก เสี้ยวลิ้มยี่ (The Legend of Shaolin Temple) อู๋ม่งต๊ะเกิดอาการแน่นหน้าอกหายใจไม่สะดวก แต่เขาก็ฝืนจนถ่ายทำเสร็จ และเขาก็ต้องเข้าห้อง ICU อีกครั้ง แต่ปาฏิหาริย์กลับไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง

และแล้วอู๋ม่งต๊ะก็จากไปด้วยภาวะแทรกซ้อนจากอาการมะเร็งตับรุมเร้า ในเวลา 15.16 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2021 เถียนฉีเหวินเพื่อนซี้พยายามติดต่อให้โจวซิงฉือมาดูใจพี่ใหญ่จนวาระสุดท้าย โจวซิงฉือได้ให้สัมภาษณ์หลังทราบข่าวด้วยความเศร้าโศกเพียงสั้น ๆ ว่า “อู๋ม่งต๊ะคือเพื่อน คือคู่หู คือพี่ใหญ่ที่ยอดเยี่ยม ผมยังทำใจไม่ได้กับการเสียชีวิตของเขา”

อู๋ม่งต๊ะ ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันงดงามในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทที่แม้ในจอจะฉายภาพบุคลิกของคนล้มเหลวให้เห็นเป็นเรื่องชินชา แต่ภายใต้ความล้มเหลวนั้นกลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเสียงหัวเราะที่ไม่เคยยอมแพ้โชคชะตา อู๋ม่งต๊ะคือตัวอย่างที่ดีของนักล้มผู้ยิ่งใหญ่ที่พร้อมลุกขึ้นต่อสู้และยืนหยัดนับครั้งไม่ถ้วน ขอบคุณทุกเสียงหัวเราะ ขอบคุณในทุกบทบาทที่โลดแล่นบนจอมาอย่างยาวนาน และบทบาทอันงดงามจากหนังนับร้อยเรื่องจะตราตรึงหัวใจนักดูหนังไปตลอดกาล

ที่มา:
https://screenanarchy.com/2017/08/sadly-overlooked-the-career-of-hong-kong-actor-ng-man-tat-contrib.html
https://www.todayonline.com/8days/sceneandheard/entertainment/ng-man-tat-hated-chow-yun-fat-not-lending-him-money-clear-his
https://www.straitstimes.com/life/entertainment/veteran-hong-kong-actor-ng-man-tat-who-worked-with-stephen-chow-dies-at-70


Related

ลิซ่า BLACKPINK: เด็กสาวสดใสที่ ‘จุดไฟ’ ให้โลกด้วยเสียงดนตรี ‘เคป็อป’

โช ทัคเกอร์ แห่ง Fullmetal Alchemist: ทำงานที่บ้าน จนครอบครัวแหลกสลาย

The Platform: หนังในเทรนด์ “Eat the Rich” คุกแนวตั้ง สะท้อนถึงยุคสมัยวิกฤต

Pink Floyd – Wish You Were Here: วงดนตรี ผี และซาตานในคราบค่ายเพลง  

“เพื่อนกูรักเมียมึงว่ะ” รักสามเศร้า สะท้านวงการเพลง กับ ภารกิจเคลมเมียเพื่อนของ เอริค แคลปตัน

คาเมนไรเดอร์ ดีเคด: ผู้ถูกสาปแช่งทั้งสิบทิศ มันเป็นความผิดของดีเคด

‘คัง ดงวอน’ พระรองนิยายแจ่มใส สู่ความภูมิใจในฐานะสมบัติชาติ

เคิร์ท โคเบน เนอร์วานา: ที่มา Smells Like Teen Spirit เพลงชาติอัลเทอร์ฯ และความเกี่ยวโยงกับยาทาเต่า