Post on 10/09/2020

นิโค โรบิน: นักวิชาการผู้ถูกตามล่าเพราะรู้สิ่งที่รัฐไม่ต้องการให้รู้

“ความฝันของฉัน มีคนขัดขวางมากเกินไป”

ในโลกของวันพีซ (One Piece) นักประวัติศาสตร์จะอยากรู้อะไรก็ได้ จะศึกษาเรื่องราวความเป็นไปอะไรก็ได้ นักวิชาการเก่ง ๆ ทั้งหลายต่างเดินทางมายัง ‘เกาะโอฮารา’ ดินแดนแห่งความรู้ที่มีคลังหนังสือจากทั่วทุกมุมโลกถูกรวมไว้ ณ ต้นไม้แห่งปัญญาอายุกว่า 5 พันปี อย่างที่บอกตอนต้นว่าคุณอยากรู้อยากศึกษาอะไรก็ได้ ยกเว้นเพียงช่วงเวลา ‘100 ปีแห่งความว่างเปล่า’ เท่านั้นที่ถูกสั่งห้าม นักวิชาการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่รัฐบาลโลกกำหนดไว้ตั้งแต่ 800 ปีก่อนอย่างเคร่งครัดและห้ามตั้งคำถาม

ย้อนกลับไปราว 30 ปีก่อนที่นักประวัติศาสตร์และโจรสลัดนามว่า นิโค โรบิน (Nico Robin) จะอยู่กับกลุ่มหมวกฟาง นิโค โอลเวีย (Nico Olvia) แม่ของโรบินกับนักประวัติศาสตร์แห่งเกาะโอฮาราจำนวนมากพยายามขุดคุ้ยว่าเกิดอะไรขึ้นช่วง 100 ปีแห่งความว่างเปล่า พวกเขาเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิสงสัยว่าทำไมช่วงเวลาหนึ่งถึงว่างเปล่า เป็นไปได้จริงหรือที่คนเราจะลบเรื่องราวช่วงเวลาหนึ่งไปจนหมด แล้วถ้ามันไม่มีอะไรจริง ๆ ดั่งชื่อแล้วทำไมรัฐบาลโลกจึงต้องห้ามศึกษาเรื่องนี้

เรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่หายไปถูกเล่าอยู่บนแท่งหินที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้เรียกว่า ‘โพเนกลีฟ’ กระจัดกระจายตั้งตระหง่านอยู่ทุกมุมโลก ทว่าในปัจจุบันไม่มีใครอ่านตัวอักษรที่สลักอยู่บนแท่งหินออกเลยแม้แต่คนเดียว นักวิชาการแห่งโอฮาราพยายามศึกษาวิธีอ่านอักษรโบราณ พวกเขามีข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับแท่งหิน ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลโลกบอกว่าข้อความจะสลักถึงอาวุธโบราณที่ทำลายล้างโลก จึงต้องทำให้ใครก็ตามที่คิดอ่านกลายเป็นผู้ทำผิดกฎหมายทันที และข้อสันนิษฐานของพวกเขาเองที่รู้สึกว่าโพเนกลีฟที่มีอยู่ทั่วโลกไม่ได้มีแค่เรื่องราวของอาวุธ แต่จะต้องเล่าถึงช่วง 100 ปีที่ว่างเปล่าด้วยแน่นอน

โอลเวียเป็นนักวิชาการที่จำต้องเลือกอุดมการณ์ก่อนครอบครัว เธอตัดสินใจฝากลูกสาววัย 2 ขวบ ไว้กับน้องชายที่เกาะโอฮารา ส่วนตัวเองร่วมเดินทางกับทีมสำรวจ 33 คน ตะลอนไปทั่วโลกเพื่อค้นหาความจริง ทว่าทีมสำรวจทั้งหมดของโอฮาราถูกทหารเรือสังหารทิ้งเว้นเพียงโอลเวีย พวกเขารู้ว่าโอลเวียเป็นคนฉลาด กล้าหาญ ไม่กลัวตาย จึงเก็บตัวไว้รีดข้อมูลว่านักวิชาการแห่งเกาะโอฮาราหาคำตอบของ 100 ปีแห่งความว่างเปล่าไปถึงไหน

ระหว่างโอลเวียออกทะเล นิโค โรบิน มีอายุ 8 ขวบ ช่วงเวลาที่เธออยู่กับน้าไม่เคยมีวันไหนมีความสุข เมียของน้าปฏิบัติราวกับเธอเป็นคนใช้ ส่วนเด็กรุ่นเดียวกันก็พากันรังเกียจเพราะเธอกินผลปีศาจ ‘ฮานะ ฮานะ’ ที่มีคุณสมบัติทำให้สามารถผลิงอกส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ดั่งใจ โรบินจึงเป็นเด็กเก็บตัวแปลกแยก สถานที่เดียวที่พอจะทำให้มีความสุขคือ ‘ต้นไม้แห่งปัญญา’ ห้องสมุดที่ดีที่สุดในโลก พร้อมกับใช้เวลาหลายปีอ่านหนังสือจำนวนมหาศาลและทำความรู้จักกับนักวิชาการบนเกาะ

ในวันเกิดครบรอบ 8 ขวบ ด็อกเตอร์โครบา นักวิชาการอาวุโสมอบของขวัญสุดวิเศษให้เด็กน้อย ด้วยการบอกว่าโรบินเป็นหนึ่งในนักวิชาการเรียบร้อยแล้ว สมองอัจฉริยะของเธอไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ ส่วนประสบการณ์พวกเขาจะช่วยกันสร้างให้โรบินเอง แต่พอเด็กสาวถามถึงการศึกษาข้อมูลของ 100 ปีแห่งความว่างเปล่า เธอโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมเพราะผิดกฎหมาย ตอนนั้นพวกผู้ใหญ่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าโรบินสามารถอ่านโพเนกลีฟออก

“มีนักโบราณคดีต้องตายเพราะเรื่องนี้ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว”

โรบินบังเอิญพบกับนายทหารยศพลโทนามว่า แฮควาร์ ดี. เซาโล (Jaguar D. Saul) ที่มาเกยตื้นอยู่ริมหาด เขาเป็นชายจากเผ่าคนยักษ์ที่จับตัวแม่ของโอลเวียมาสอบสวน (แต่ตอนนั้นโรบินยังไม่รู้) หลังทำความรู้จักกับโอลเวีย พลโทเซาโลต้องสู้กับศีลธรรมและความถูกต้องที่ตัวเองยึดมั่น เขารู้ว่าพวกนักวิชาการโอฮาราไม่ได้อยากปลุกอาวุธโบราณขึ้นมา พวกเขาเป็นเพียงคนที่อยากรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ รัฐบาลโลกกลับคิดกำจัดนักวิชาการทั้งเกาะทิ้ง ความถูกต้องที่เขายึดมั่นมันไม่ใช่แบบนี้ เขาอาจสังหารโจรสลัดได้โดยไม่รู้สึกอะไร แต่การถูกสั่งให้สังหารหมู่นักวิชาการเพียงเพราะเบื้องบนบอกว่าพวกเขาทำผิดกฎหมายไม่ใช่ความถูกต้องที่เขาเชื่อ พลโทเซาโลจึงปล่อยโอลเวียหนีกลับมายังบ้านเกิด ส่วนตัวเองก็หนีออกจากกองทัพเรือมาเกยตื้นที่เกาะโอฮารา ทุกคนเดินทางมาถึงเกาะแห่งจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

รัฐบาลโลกใช้กำลังเด็ดขาดกับเหล่านักวิชาการ ส่งมาทั้งกองทัพเรือจากศูนย์บัญชาการใหญ่ หน่วย CP9 องค์กรลับที่คอยทำงานให้กับรัฐบาลโลก ขนเจ้าหน้าที่กันมาเต็มเกาะเพื่อค้นทุกซอกทุกมุม หาหลักฐานว่าพวกเขาศึกษาประวัติศาสตร์ต้องห้ามจริง ๆ เมื่อพบหลักฐานก็ตัดสินโทษประหารชีวิตนักวิชาการบนเกาะทุกคน พวกเขาจึงต้องให้โรบินโกหกว่าตัวเองเป็นแค่เด็กในหมู่บ้าน เพราะคงไม่มีคนของรัฐบาลคิดว่าเด็ก 8 ขวบจะเป็นนักวิชาการ

ด็อกเตอร์โคบา นักวิชาการประวัติศาสตร์แห่งโอฮารา

ระหว่างจับกุมตัว ด็อกเตอร์โคบามีโอกาสพูดคุยกับ ‘ผู้เฒ่าทั้งห้า’ ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลโลก (ภายหลังผู้แต่งได้เปิดเผยแล้วว่าชายแก่ห้าคนรับคำสั่งจากคนที่ชื่อว่า ‘ท่านอิม’ อีกที) เขาเล่าถึงข้อสันนิษฐานว่าทำไมคนที่สร้างโพเนกลีฟถึงไม่บันทึกเรื่องราวไว้บนกระดาษหรือหนังสือ แต่กลับสลักข้อความบนหินที่ไม่มีวันพังแล้วส่งไปทั่วโลก เขาคิดว่าคนสร้างโพเนกลีฟจะต้องมีศัตรูและพ่ายแพ้จนสิ้นเผ่าพันธุ์ แถมบังเอิญเหลือเกินที่ 100 ปีแห่งความว่างเปล่าจบลง รัฐบาลโลกก็เกิดขึ้นพอดีพร้อมกับคำสั่งห้ามคนขุดคุ้ยช่วงเวลาดังกล่าว ด็อกเตอร์โคบาคิดว่าถึงแม้อาวุธโบราณจะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อโลก แต่ความจริงที่รัฐบาลโลกไม่อยากให้ใครรู้คือสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า

“อดีตเป็นของมนุษย์ทุกคน

ม่มีใครมีสิทธิห้ามไม่ให้คนเราล่วงรู้ถึงประวัติศาสตร์ในอดีตได้หรอก”

-ด็อกเตอร์โครบาแห่งโอฮารา

สาเหตุที่ต้องเล่าเรื่องราวของนักวิชาการเกาะโอฮาราเสียยืดยาว เป็นเพราะผลสุดท้ายเกาะวิชาการแห่งนี้ถูกรัฐบาลโลกทำให้หายไป พวกเขาสั่งใช้ ‘บัสเตอร์คอล’ ที่ไม่ใช่แค่การทำลายทั้งเกาะแต่เป็นการลบเกาะทิ้ง เมื่อกดใช้คำสั่งบัสเตอร์คอลเจ้าหน้าที่และทหารบนเกาะจะมีเวลาอพยพเพียงแค่อึดใจ เมื่อหมดเวลาปืนใหญ่ของเรือรบทุกกระบอกที่ล้อมรอบเกาะจะระดมยิงใส่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครรอดออกมาเล่าเรื่อง

นิโค โรบิน อยู่บนเรือลำเล็กที่พลโทอาโอคิจิแอบปล่อยให้หนีไปอย่างลับ ๆ

การใช้บัสเตอร์คอลครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจได้ตามใจโดยอ้างว่าทำเพื่อโลก พลเรือโท ซาคาซุกิ (ที่ยังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นจอมพลหมาแดง) สั่งยิงเรืออพยพของประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แถมรัฐบาลโลกยังได้ทำการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วยการตราหน้าว่านักวิชาการพวกนี้เป็นพวกนอกรีต ใครก็ตามที่อยากรู้ประวัติศาสตร์ต้องห้ามจะพบชะตากรรมไม่ต่างจากนักวิชาการโอฮารา ซึ่งคนเดียวที่รอดตายจากเหตุการณ์นี้คือ นิโค โรบิน

โรบินแบกอุดมการณ์และเจตนารมณ์ของนักวิชาการโอฮาราไว้เต็มบ่า การมีชีวิตอยู่ของเธอแลกกับความตายของพลโทเซาโล แถมรัฐบาลโลกยังรู้แล้วว่าเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบ สามารถอ่านโพเนกลีฟได้ จึงยกระดับเด็กตัวเล็ก ๆ ให้กลายเป็นผู้มีความอันตรายระดับหนึ่ง ใส่ร้ายว่าล่มเรือของกองทัพไปถึง 6 ลำ เลยทำให้รอดจากเกาะโอฮารา ถูกสังคมเรียกว่า ‘ลูกปีศาจ’ พร้อมกับตั้งค่าหัวสูงถึง 79 ล้านเบรี ตราหน้าว่า “บาปของเธอคือการมีชีวิตอยู่”

ไม่ง่ายเลยที่เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะใช้ชีวิตอยู่บนโลก ไม่มีแผ่นดินให้กลับไป ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ คนรู้จักก็ตายหมดแล้ว หลังหนีจากโอฮาราก็ตะลอนไปขออาศัยกับพวกชาวบ้านแลกการทำงานเล็กๆ แต่ไม่ว่าอยู่บ้านกี่หลังพวกเขาก็หักหลังเธอทุกครั้ง พอเด็กสาวเผลอก็แจ้งเบาะแสกับกองทัพหวังเอาเงินนำจับ 79 ล้านเบรีที่จะทำให้รวยไม่รู้เรื่อง เธอจึงต้องหนีไปเรื่อย ๆ ห้ามลงหลักปักฐาน ห้ามสร้างสัมพันธ์ และห้ามไว้ใจใคร

เมื่ออยู่กับชาวบ้านไม่ได้จึงต้องอยู่กับพวกโจรสลัดนอกกฎหมาย คอยเป็นมันสมองและให้คำปรึกษา แต่พอจวนตัวถูกกองทัพไล่ล่าคนพวกนี้ก็พร้อมโยนเธอขึ้นเขียงทิ้งกันอย่างไม่ไยดี โลกที่โหดร้ายเกินทนหล่อหลอมให้โรบินกลายเป็นผู้หญิงเย็นชา ไร้ความรู้สึก หักหลังคนอื่นโดยไม่รู้สึกผิดอะไร เพราะเธอก็ไม่เคยได้รับสิ่งดี ๆ จากใครอยู่แล้ว

หลังใช้ชีวิตหลบซ่อนกว่า 20 ปี ในที่สุดโรบินตกลงร่วมมือกับเจ็ดเทพโจรสลัด ‘ครอคโคไดล์’ โดยใช้นามแฝงว่า ‘มิส ออล ซันเดย์’ (Miss All Sunday) ที่ต้องการล้มล้างราชวงศ์เนเฟลตาลีที่ปกครองอาณาจักรเพื่อตั้งตนเป็นกษัตริย์แทน ส่วนเธอยอมร่วมมือด้วยเพราะได้เบาะแสมาว่าในบรรดาโพเนกลีฟที่กระจายอยู่ทั่วโลก มีชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ในอลาบาสต้า ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นความหวังสุดท้ายของหญิงสาวที่เหนื่อยกับการใช้ชีวิตเสียเหลือเกิน

“จะใครก็ช่าง ฉันเกลียดคนของรัฐบาลที่สุด”

โรบินกับครอกโคไดล์สร้างความปั่นป่วนให้กับการเมืองอลาบาสต้าจนเกิดสงครามกลางเมือง ครอกโคไดล์สามารถทำให้กษัตริย์ของเมืองต้องยอมบอกที่ซ่อนแท่งหินยักษ์ที่สลักอักษรโบราณ ไม่สนว่ากี่ชีวิตจะเดือดร้อนเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครจริงใจกับเธอสักครั้ง การต้องหลบหนีซ่อนตัวมาทั้งชีวิตอาจกัดกินความเมตตาพาลให้คิดว่าแล้วทำไมถึงต้องยินดียินร้ายกับคนอื่น ๆ ด้วย

ในที่สุดโรบินพบกับโพเนกลีฟที่ตามหา แต่หินยักษ์ก้อนสลักเรื่องราวของอาวุธโบราณ ‘พูลตัน’ ที่ตัวเองไม่ต้องการจะรู้ เธอไม่ได้สนใจอาวุธหรือต้องการตามหาโพเนกลีฟเพื่อใช้อาวุธโบราณทำลายโลก แต่เป็นเพียงนักประวัติศาสตร์ที่อยากรู้ความจริงเท่านั้นเอง

ทว่าเมื่อครอกโคไดล์ขอให้โรบินอ่านสิ่งที่ไม่มีใครบนโลกนี้อ่านออกให้ฟัง เธอกลับแต่งเรื่องโกหกบอกว่าโพเนกลีฟอันนี้เขียนไว้แต่ประวัติศาสตร์การตั้งเมืองเท่านั้น ไม่ได้ระบุถึงอาวุธโบราณที่ถล่มทั้งเมืองให้ราบเป็นหน้ากลองเลยสักนิด การโกหกทำให้ข้อตกลงของเธอกับครอกโคไดล์จบลงทันที เหตุผลที่โกหกเพื่อนร่วมงานที่อยู่ด้วยกันมา 4 ปี ไม่ใช่เพราะความใจบุญสงสารประชาชน เธอไม่ได้สนใจว่าอาณาจักรจะอยู่หรือตาย แต่ไม่ได้ตั้งใจจะมอบอาวุธโบราณให้คู่หูของตัวเองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

สิ่งที่ต้องการในชีวิตมีเพียงอย่างเดียวคือการรู้เรื่องราวในอดีต รับรู้ข้อความที่ถูกส่งผ่านกาลเวลาอันยาวนานมาถึงปัจจุบันด้วยอักษรที่ไม่มีใครบนโลกนี้อ่านออกนอกจากตัวเอง อดีตคู่หูจึงต่อสู้กันและโรบินพลาดพลั้งถูกแทงเข้าที่ท้อง ก่อนโจรสลัด มังกี้ ดี. ลูฟี่ (Monkey D. Luffy) เด็กหนุ่มสวมหมวกฟางที่เป็นเพื่อนกับเจ้าหญิงแห่งอลาบาสต้า วีวี่ เนเฟลตาลี จะสามารถโค่นครอคโคไดล์ลงได้

สงครามกลางเมืองอลาบาสต้าจบลงด้วยความช่วยเหลือครั้งใหญ่ของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง ทหารเรือที่ควรเป็นผู้จัดการความวุ่นวายกลายเป็นเพียงกำลังเสริมที่ช่วยเหลือโจรสลัด ทหารชั้นผู้น้อยไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือประชาชนได้เพียงเพราะอ่อนแอเกินไป ทว่าพอเรื่องราวจบลงรัฐบาลโลกกลับมอบความดีความชอบให้ทหารที่อยู่ในเมือง เพื่อจบเรื่องว่าคนที่จัดการความวุ่นวายของอาณาจักรคือทหารไม่ใช่พวกนอกกฎหมาย

ทางด้านโรบินที่ไม่รู้จะไปไหนต่อแอบขึ้นเรือของพวกหมวกฟาง เอ่ยปากขอให้ลูฟี่รับเป็นพวก บอกว่าเขาต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเองที่ช่วยชีวิตเธอไว้ทั้งที่อยากจะตาย ประกอบโรบินสนใจในตัวของลูฟี่เพราะเขามีนามสกุล ดี. เหมือนกับเพื่อนเก่าที่ยอมตายเพื่อเธอ อย่างไรก็ตามหญิงสาวอายุ 28 ปี ที่เจนโลกก็ยังไม่ไว้ใจและให้ความสำคัญกับสมาชิกหมวกฟางเท่าไหร่นัก สังเกตได้จากการไม่เรียกชื่อพวกเขาเลยแต่จะเรียกว่า คุณกุ๊ก คุณกัปตัน คุณหมอ หรือคุณต้นหน แทนเรียกชื่อเหมือนที่คนอื่น ๆ เรียกเพื่อน

เมื่อพวกลูฟี่เจอซากเรือขนาดใหญ่ที่ตกมาจากท้องฟ้า ในซากเรือมีบันทึกการผจญภัยบนฟ้า ซากกะโหลกของคนตาย แผนที่เกาะแห่งท้องฟ้า แถมล็อกโพสนำทางของต้นหนนามิก็ชี้ขึ้นไปที่ท้องฟ้าอีก แม้เป็นเรื่องยากจะเชื่อแต่เธอก็ค่อย ๆ พูดให้ลูกเรือคนอื่นฉุกคิดว่าถ้าตัดความเป็นไปไม่ได้ออกแล้วมองถึงเหตุผลกับความเป็นไปตรงหน้า ถึงยากจะเชื่อแค่ไหนก็ต้องยอมรับว่าโลกใบนี้อาจจะมีเกาะอยู่บนท้องฟ้าจริง ๆ ตรรกะและความฉลาดของเธอสามารถช่วยเหลือกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางได้เสมอ

ในที่สุดพวกเขาได้ขึ้นไปยังเกาะแห่งท้องฟ้า โรบินพบเบาะแสของเมืองขุมทองแชนโดราที่ลอยขึ้นมาติดอยู่บนเมฆ เมืองโบราณที่เคยต่อสู้จนล่มสลายเพื่อปกป้องโพเนกลีฟ เธอเป็นคนเดียวที่แกะรอยมาจนถึงใจกลางเมืองขุมทองและพบกับก็อดเอเนล เขาถึงกับเอ่ยปากชื่นชมว่าเป็นนักโบราณคดีที่ยอดเยี่ยม เพราะกว่าเขากับพรรคลูกน้องจะเจอซากเมืองนี้ก็ใช้เวลาตั้ง 2-3 เดือน ส่วนคนอื่น ๆ ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าดินแดนนี้ก็ลอยอยู่บนท้องฟ้ามานานมาก แต่โรบินเพียงแค่อ่านตัวหนังสือที่ไม่มีใครอ่านออกก็เจอที่นี่และปะติดปะต่อเรื่องราวได้เลย ด้วยความฉลาดระดับนี้จึงไม่แปลกใจว่าทำไมรัฐบาลโลกถึงต้องการตัวเธอเหลือเกิน

“เก็บเจตนารมณ์ที่แท้จริงไว้ในใจ ปิดปากไว้ พวกเราคือผู้ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ดำเนินไป พร้อมกับเสียงก้องกังวานของหอระฆังยักษ์”

หลังถอดใจจากอาณาจักรอลาบาสต้า การเดินทางกับพวกลูฟี่ ณ เกาะแห่งท้องฟ้า ทำให้เจอเจตนารมณ์ของตัวเองอีกครั้ง เธอพบเบาะแสของโพเนกลีฟ ตั้งมั่นว่าตนต้องร้อยเรียงเรื่องราวของโพเนกลีฟที่เจอแต่ละชิ้นไปยังลาฟเทล เกาะสุดท้ายที่อยู่สุดขอบของทะเลแกรนด์ไลน์ เมื่อพวกเขาลงจากท้องฟ้ากลับสู่ท้องทะเลอีกครั้งก็มีเหตุการณ์มากมายที่ทำให้โรบินเริ่มเปิดใจยอมรับว่ากลุ่มโจรสลัดหมวกฟางเป็นคนดี พึ่งพาได้ และควรค่าแก่การไว้ใจ

อย่างไรก็ตาม อดีตของโอฮาราจะตามหลอกหลอนไปชั่วชีวิต ไม่มีที่ให้หลบซ่อน ไม่มีที่ให้พึ่งพิง ไม่ว่าอยู่ไหนหน่วยงานลับของรัฐบาลโลกตามตัวจนเจอ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงทิ้งพรรคพวกแล้วหนีเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง แต่คราวนี้ไม่เหมือนเก่า เธอรู้สึกเป็นห่วงสมาชิกกลุ่มหมวกฟาง ประกอบกับรู้ตัวดีว่าศัตรูของตัวเองคือโลกทั้งใบ ทำให้เกิดความกลัวว่าหากเพื่อนต้องเสี่ยงตายเพราะตัวเองบ่อยครั้ง สักวันเพื่อนจะต้องเลิกทนแล้วทิ้งเธอไป จึงยอมทำข้อตกลงกับหน่วย CP9 ด้วยการให้รัฐบาลปล่อยสมาชิกของกลุ่มหมวกฟางทั้งหมดยกเว้นตัวเองออกจากเกาะวอเตอร์เซเว่นอย่างปลอดภัยโดยไม่ถูกจับ ส่วนเธอจะขอมอบตัว ซึ่งหน่วยลับก็ตกลงตามคำขอ

“สักวันหนึ่งก็ต้องคิดหักหลังฉันและทิ้งฉันไปแน่นอน นั่นคือสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด เพราะงั้นฉันถึงไม่อยากให้พวกนายมาช่วย ในเมื่อสักวันหนึ่งก็ต้องตาย ฉันขอตายที่นี่ตอนนี้ดีกว่า”

ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ผู้หญิงคนนี้ถูกหักหลัง หน่วยงานรัฐเล่นแง่กับเธอด้วยการยอมปล่อยให้กลุ่มหมวกฟางออกจากเกาะอย่างปลอดภัยจริง ๆ แต่เมื่อไหร่ที่พวกเขาเจอกันอีกครั้งคำสั่งฆ่าก็สามารถใช้กับโจรสลัดได้ทันที รัฐบาลแค่หลอกทำข้อตกลงให้โรบินยอมหักหลังเพื่อนตัวเอง เธอกำลังอยู่ในสงครามที่ไม่มีวันชนะ องค์กรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกจะตามล่าตลอดไป ทว่าลูฟี่กลับสั่งให้อุซป (ตอนนั้นปลอมตัวเป็นโซเงคิง) ยิงธงที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลโลกและพันธมิตรกว่า 170 อาณาจักร เพื่อประกาศสงครามว่าพวกเขาจะชิงตัวโรบินกลับมาต่อให้จะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกก็ตาม หลังจากหนีมาเกือบ 30 ปี โรบินได้พบกับมิตรภาพแท้จริงที่จะยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอสักที

หลังต้องคอยหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รังเกียจชื่อของตัวเองพาลโกรธทุกครั้งเมื่อถูกเรียกชื่อจริง ตอนนี้ นิโค โรบิน ยืนหยัดอยู่กับสมาชิกกลุ่มหมวกฟาง เป็นนักประวัติศาสตร์ของกลุ่มที่จะคอยดูแลทุกคน ในเวลาเดียวกันเพื่อน ๆ ต่างก็ดูแลเธอเช่นกัน ไม่ใช่แค่รัฐบาลโลกที่ต้องการตัว แต่ยังมีโจรสลัดกับองค์กรอีกมากต่างต้องการตัวหญิงสาวเพียงคนเดียวที่อ่านโพเนกลีฟออก ข้อความบนหินอาจนำไปสู่อำนาจยิ่งใหญ่ที่หลายคนถวิลหา จะถูกจับตามองและโดนตามล่ามากกว่าเก่า แต่เวลานี้โรบินไม่รู้สึกกลัวหรือต้องหนีเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เพราะเธอมีพวกพ้องที่พึ่งพาได้อยู่เคียงข้างไม่ห่างกายแล้ว

 

ที่มา

เออิจิโระ โอดะ. 2540. วันพีซ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สยามอินเตอร์คอมิกซ์

 

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์


นักเขียนผู้สนใจการเมือง เฟมินิสต์ และการเรียกร้องสิทธิของชาว LGBTQ+