Post on 01/09/2021

Live Forever: เพลงเปลี่ยนชีวิตโนล กัลลาเกอร์ จากคนงานก่อสร้างสู่ร็อกสตาร์ ‘Oasis’

“ผมใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งได้เขียนเพลง ‘Live Forever’ พอเขียนเพลงนี้ขึ้นมา ผมก็คิดได้ว่า กูแม่งอยากอยู่ในวงร็อกที่เจ๋งที่สุดในโลกว่ะ”

คือคำพูดของ ‘โนล กัลลาเกอร์’ ร็อกสตาร์ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวงบริตป็อปสายเลือดอังกฤษ อย่าง ‘Oasis’ ด้วยการเขียนเนื้อร้องเกือบทุกเพลงให้กับวงตั้งแต่วันเริ่มต้นในยุค 90s จนกระทั่งแยกวงด้วยการทะเลาะแตกหักแบบไม่เผาผีกับน้องชายอย่าง ‘เลียม กัลลาเกอร์’ เมื่อปี 2009

คำพูดนั้นของเขาไม่ผิดจากความเป็นจริงนัก เพราะเพลง ‘Live Forever’ นี่แหละ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความฝันของสองพี่น้องกัลลาเกอร์มาบรรจบกัน และทั้งคู่ก็ได้สร้าง ‘วงร็อกที่เจ๋งที่สุดในโลก’ ขึ้นมาจริง ๆ

 

กรรมกรและกีตาร์: โนล กัลลาเกอร์

ย้อนกลับไปในวันวาน ก่อนที่ชื่อของ Oasis จะถูกเรียกขานด้วยนาม ‘วงร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ถัดจาก The Beatles’ ก่อนหน้าไลฟ์สไตล์แบบร็อกสตาร์ที่ขลุกอยู่กับเสียงเพลง กีตาร์ การเสพยา และเวที โนล กัลลาเกอร์เคยเป็นคนจากชนชั้นกรรมาชีพ ที่ยึดอาชีพแบกหาม ใช้แรงงานในไซต์ก่อสร้าง เพื่อแลกค่าแรงขั้นต่ำแค่พอให้อิ่มแบบมื้อต่อมื้อ

ชีวิตวัยเด็กของพี่น้องกัลลาเกอร์ – พอล, โนล และเลียม นั้นไม่ได้ราบเรียบและมีความสุขนัก เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของคนที่เคยนับถือเป็นพ่ออย่าง ‘โธมัส กัลลาเกอร์’ ที่มักจะทุบตี ‘เพ็กกี กัลลาเกอร์’ ผู้เป็นภรรยา และลูก ๆ อยู่เสมอ จนเมื่อปี 1982 เพ็กกีต้องเก็บข้าวของพาลูกชายทั้งสามหนีไปตั้งต้นชีวิตใหม่โดยไร้พ่อ

เพ็กกีกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการหาเงินเข้าบ้านด้วยการรับจ้างสารพัดอย่าง และเป็นความรักหนึ่งเดียวนอกจากดนตรี ที่พี่น้องกัลลาเกอร์รู้จักในช่วงแร้นแค้นของชีวิต

เพื่อปลีกตัวจากเสียงด่าทอของพ่อที่กลายเป็นผีร้ายภายในบ้าน โนลหัดเล่นดนตรีตั้งแต่อายุสิบสองด้วยกีตาร์ที่แม่ซื้อให้เป็นของขวัญ แน่ละ โนลไม่ใช่เด็กนักเรียนแบบที่ครูจะรัก อันที่จริง ตอนอายุ 15 เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะขว้างถุงแป้งใส่ครูคนหนึ่งเข้าอย่างจัง และหลังจากนั้นเขาก็เป็นเหมือนเด็กที่เรียนไม่จบคนอื่น ๆ ในแมนเชสเตอร์ – โนลเริ่มทำงานในไซต์ก่อสร้าง โดยเริ่มจากบริษัทรับเหมาของพ่อ และเมื่อเลิกติดต่อกับพ่อ เขาก็ย้ายไปยังบริษัทรับเหมาอีกแห่ง นอกจากชีวิตวัยทำงานแล้ว โนลในวัยหนุ่มมักจะใช้เวลาว่างไปกับการซุ่มเขียนเพลง

 

สวนของแม่และฝันของลูก

ท่ามกลางความรกระเกะระกะของเหล็กและไม้ ท่อและสิ่งต่อเติมอาคารนานาชนิด เด็กหนุ่มได้รับอุบัติเหตุจากการโดนอุปกรณ์ก่อสร้างตกใส่เท้า ทำให้เขาถูกย้ายตัวไปทำงานในคลังเก็บของแทน และทำให้โนลได้มีเวลาเขียนเพลงมากขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าหลายเพลงที่บรรจุในอัลบั้มแรกของ Oasis อย่าง ‘Definitely Maybe’ เริ่มขึ้นที่นั่น

ค่ำหนึ่งเมื่อปี 1991 ในแฟลตเล็ก ๆ ที่โนลใช้เป็นที่ซุกหัวนอน เสียงเพลงในอัลบั้ม ‘Exile on Main Street’ ของ ‘The Rolling Stones’ เล่นมาถึงแทร็กท้าย ๆ – ท่อน ‘May the good Lord shine a light on you’ ภายในเพลง ‘Shine A Light’ บันดาลใจให้โนลนึกบิดทำนอง เปลี่ยนเนื้อเพลงให้เป็นประโยคของตัวเอง

บ้านของครอบครัวกัลลาเกอร์ไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก แต่กลับร่มรื่นด้วยดอกและใบจากต้นไม้ที่เพ็กกีขยันปลูก ความทรงจำวัยเด็กของโนลถูกกลั่นออกมาเป็นเนื้อเพลงท่อนแรกของเพลง Live Forever

 

/ Maybe I don’t really wanna know

How your garden grows

’Cause I just wanna fly /

 

ตัวหนังสือที่ถูกเขียนด้วยลายมือในเพลงนี้ถูกค้างไว้แค่นั้นอยู่พักใหญ่ และอย่างที่โนลเคยพูดไว้ “ในที่ที่ผมเกิดมา ในโลกที่ผมอยู่ มันไม่ปลอดภัยนักหรอกที่จะมีความฝัน มันดีกว่าที่จะใช้ชีวิตไปโดยไม่ต้องคาดหวังหรือคิดการใหญ่อะไร”

แต่โนลก็ยังฝัน เช่นเดียวกันกับเลียมที่เริ่มเส้นทางดนตรีของตัวเองโดยที่พี่ชายไม่ทันได้รู้

 

มันสมองของ Oasis

ในปีเดียวกันนั้นเอง โนลสมัครเข้ารับการคัดเลือกตำแหน่งนักร้องนำคนใหม่ประจำ ‘Inspiral Carpets’ วงดนตรีแมนเชสเตอร์ที่นักร้องคนเก่าเพิ่งลาออกไป โนลชวดตำแหน่งนั้น แต่กลับถูกชักชวนไปเป็นเด็กขนของ ยกกลอง และเฝ้าประตูขณะที่ Inspiral Carpets กำลังตะลอนทัวร์ไปทั่วอเมริกา

หลังทัวร์จบ โนลกลับบ้านและพบว่า เลียม น้องชายที่อายุห่างกันหลายปีของเขากลายเป็นนักร้องนำในวงดนตรี แถมเลียมยังชักชวนให้เขาเป็นผู้จัดการวงเสียด้วย แน่นอนว่าโนลปฏิเสธตำแหน่งเมเนเจอร์ แต่กลับยื่นข้อเสนอให้วงว่า เขาจะเข้าร่วมกับวงก็ได้ ถ้าเขาได้เป็นมือกีตาร์ ได้เป็นนักแต่งเพลงคนเดียวของวง และได้เป็นผู้กุมบังเหียนทิศทางวงอย่างเบ็ดเสร็จ

“ให้กูแต่งเพลงให้พวกมึง แล้วกูจะทำให้เราได้เป็นดาว หรือไม่งั้นก็เชิญเน่าตายอยู่ในแมนเชสเตอร์นี่แหละ เลือกเอา”

หลังจากเล่นสองสามเพลงที่แต่งเองให้เด็กมันดู พร้อมพูดประโยคนั้นออกมา วงดนตรีที่รวมตัวเหล่าตัวบ๊วยฝันไกลในแมนเชสเตอร์ก็ตอบรับข้อเสนอของโนลด้วยความเต็มใจ แถมยังพร้อมใจเรียกโนลว่า ‘หัวหน้า’ เสียด้วย (ถึงจะเป็นการเรียกแบบประชดประชันก็ตาม)

 

LiveForever

วง Oasis เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อต้นปี 1993 พร้อมกับอีกหลากเพลงที่เคยเขียนค้างไว้และถูกนำมาปัดฝุ่นเสียใหม่ โนล กัลลาเกอร์ก็ได้เขียนเพลง Live Forever จนเสร็จสิ้น และเล่นมันให้สมาชิกในวงฟังเป็นครั้งแรก นำมาซึ่งความประทับใจของก๊วนเด็กที่ had no idea ว่าไอ้หมอนี่มันแต่งเพลงแบบนี้ได้ยังไง (วะ)

อีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้โนลเขียนเพลงนี้คือเพลงกรันจ์ อาจจะเรียกได้ว่าเนื้อความของมันคือการตอบโต้กับเพลงเพลงหนึ่งที่โนลเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ อย่างเพลง ‘I Hate Myself And I Want To Die’ ของคณะ ‘Nirvana’ ที่แต่งโดย เคิร์ต โคเบน นั่นเอง

“เหมือนผมโดนเพลงนั้นกระแทกหน้า ไอ้หมอนี่ (เคิร์ต โคเบน) แม่งมีทุกอย่างที่ผมอยากได้ และเขาก็เก่งฉิบหายด้วย

“เขารวยโคตร ดังโคตร อยู่ในวงที่ยิ่งใหญ่โคตร ๆ แถมยังเป็นตำนานดนตรี และเขาก็เขียนเพลงว่า ‘กูเกลียดตัวเองฉิบหาย กูอยากตาย’ ผมก็เลยคิดว่า เคเลยพวก ส่วนกูรักตัวเองฉิบหาย และกูอยากมีชีวิตโว้ย”

 

/ Maybe I just wanna fly

Wanna live, I don’t wanna die

Maybe I just wanna breathe

Maybe I just don’t believe

Maybe you’re the same as me

We see things they’ll never see

You and I are gonna live forever /

 

จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ ชะตาลิขิตก็ใช่ หรือจะบอกว่าเป็นความมานะ บากบั่นของ Oasis ที่ลงทุนเช่ารถตู้แล้วนั่งแกร่วข้ามเมืองจากแมนเชสเตอร์ไปยังกลาสโกว์ เพื่อขึ้นเล่นที่บาร์ ‘King Tut’s Wah Wah Hut’ เพราะแว่วข่าวมาว่า ‘อลัน แม็กกี’ บอสใหญ่ของค่ายเพลง Creation จะไปที่นั่นในค่ำวันที่ 31 พฤษภาคม 1993 และค่ำวันนี้ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Oasis ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงสมความตั้งใจ

และก็เป็นเพลง Live Forever จากปลายปากกาโนลนี่เอง ที่ทำให้อลันต้องทาบทามวงดนตรีไร้หัวนอนปลายเท้าวงนี้เข้าเป็นศิลปินในสังกัดให้จงได้

หลังจากนั้น วงร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกวงของโลกก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ สมคำที่โนลเคยประกาศเอาไว้ว่า เขาจะทำให้ Oasis กลายเป็นดวงดาว ไม่ต้องเป็นวงโลคัลเล็ก ๆ ที่เน่าตายอยู่ในแมนเชสเตอร์ได้อย่างแน่นอน

“ทุกครั้งที่ผมแต่งเพลง ผมจะเอาเพลงตัวเองไปเทียบกับ The Beatles เสมอ ผมว่าผมเคยทำได้ถึงมาตรฐานเดียวกับพวกเขาอยู่ครั้งหรือสองครั้ง และหนึ่งในนั้นคือเพลง Live Forever”

 

ที่มา: https://www.radiox.co.uk/artists/oasis/oasis-live-forever-meaning-behind-the-song/

https://www.allmusic.com/artist/noel-gallagher-mn0000380158/biography

https://www.songfacts.com/facts/oasis/live-forever


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว

Related

เซนะ นากาจิมะ: ตัวจริงของนางเอกปริศนาในโฆษณา POCARI SWEAT

The Social Dilemma : โซเชียลมีเดียที่มองคนเป็น ‘สินค้า’ จะพาสังคมเสื่อมทรามจากภายใน?

ศาสดาลาพักร้อน (Saint Young Men) : การ์ตูนที่หลอมศาสนาเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว

“มินเนียน” เผ่าพันธุ์สีเหลืองสุดป่วนที่หลายคนหลงรัก

น้าค่อม ชวนชื่น : “ไอ้สั้ส!” ตลกจริงใจ ขวัญใจมหาชนที่ใคร ๆ ก็อยากให้เขาด่าทอ

เอ็มเจ โรดริเกซ: จากนักแสดงข้ามเพศมาร์เวลคนแรก สู่ก้าวสำคัญของ LGBTQ ในรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเอมมี อวอร์ดส์

เทย์เลอร์ สวิฟต์: จากเจ้าหญิงเพลงคันทรีสู่การสร้างปรากฏการณ์ The Taylor Swift Effect

สุรพล โทณะวณิก ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย