Post on 11/07/2019

“ตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์” เลือดใหม่ที่ขับเคลื่อนบุรีรัมย์ จากการขับมอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวทั่วอเมริกา

ก่อนมารับตำแหน่งคีย์แมนผู้อยู่เบื้องหลังรายการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลกอย่าง MotoGP ใครจะเชื่อว่า “โอ๊ต-ตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์” กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เคยใช้ชีวิตโชกโชนผาดโผนมาแล้วหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขับมอเตอร์ไซค์แว้นรอบอเมริกาคนเดียว กระทั่งรถเสียบนเส้นทางระหว่างเมืองสาย 66 หรือรูท 66 จนต้องลงมือซ่อมเองเพราะแทบไม่มีรถผ่านมาเลยสักคัน

ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมานี่เป็นส่วนสำคัญให้คนรุ่นใหม่อย่างเขา ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลโครงการสนามแข่งรถระดับโลกมูลค่ามากกว่าพันล้าน ตั้งแต่ไอเดียเริ่มต้น ไปจนจบโครงการ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขาอายุเพียง 20 กว่า ๆ และแทบไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อน

อะไรเป็นแรงผลักดันให้บุรีรัมย์เลือดใหม่คนนี้กล้าทำงานใหญ่ที่ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้

The People : คนรุ่นใหม่กำลังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนบุรีรัมย์
ตนัยศิริ : คนรุ่นใหม่ยังเหลือเวลาทำงานเยอะ มาใช้แล้วไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ใช้ผู้ใหญ่แล้วหลายๆ คนมองว่า อาจจะยังไม่เคยผ่านงานใหญ่ๆ ยังกระหาย ยังตื่นเต้น ยังสนุกกับการเรียนรู้ ได้เจอสิ่งใหม่ อยากสร้างผลงาน อะไรอย่างนี้ ผู้ใหญ่อาจจะผ่านอะไรมาเยอะ เริ่มอิ่มตัว ผมลยมีแรงขับที่จะทำอะไรอย่างนี้มากกว่า

อย่างที่สนามเองเริ่มมาจริงๆ สเกลนี้ยังไม่เคยมีใครเคยทำ ถ้าเอาผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ตรงนี้มาจะหาตรงไหน งั้นก็เริ่มเลยให้ถูกทาง ผมไม่รีรอว่าจะไหวหรือเปล่ากับสเกลนี้ ผมกลับมองว่ามันคือโอกาส โอกาสมันเกิดขึ้นทุกวัน เราจะไม่คว้าจะไม่ลองมันเลยเหรอ ก็เลยไม่คิดเลย ลุยอย่างเดียว เริ่มจากหาดีไซน์เนอร์ ก็คือ แฮร์มัน ทิลเคอ (Herman Tilke)

เบอร์หนึ่งของโลก ก็ลากทำมาปีนี้เปิดเป็นปี ที่หน้า ก่อสร้างสองปี ก็เจ็ดปีแล้ว ก็อินแต่ว่า พยายามจะแตกกิจกรรมต่าง ๆ โฟกัสว่าพื้นที่พันว่าไร่ตรงนี้ใช้จัดแค่มอเตอร์สปอร์ต จะเป็นการปิดกั้นตัวเองไปหน่อย เราเลยมีงานต่าง ๆ อย่างเช่น งานกัญชา เรื่องวิ่งด้วย จักรยานด้วยทำหมด

The People : เริ่มจากการคิดใหญ่มาก่อนเลยไหม
ตนัยศิริ : วันที่เราคุยกัน ต้องเล่าว่าเกิดจากไอเดียเล็กๆ ที่ถ้าออกไปสนามบอลจะเห็นสนามยิงปืนอยู่เป็นที่ประมาณยี่สิบไร่ มีที่มีคนเสนอขายในราคาที่ถูก ประมาณหลักแสน ก่อนที่จะมีสนามที่แถวนี้ถูกมากครับ หลักแสนหมด ไร่ละสองสามแสน ตอนนี้ไปหลักสิบล้านหมด ที่ยี่ไร่ไร่ตรงนั้นเราขับมอเตอร์ไซค์กันเยอะมาก อยากที่ทราบว่าคุณเยวิน เวลามีแข่งฟุตบอลจะขับมอเตอร์ไซค์ไปเชียร์ตามจังหวัดต่าง ๆ ผมก็มีโอกาสได้ไปด้วย วันหนึ่งเราเริ่มอิ่มตัว อยากหาอะไรที่ตื่นเต้นทำ คุณเนวินก็เรียกผมไปคุยว่า ‘โอ๊ต อาอยากทำสนามทางฝุ่นแล้ว ลองไปคิดเล่นๆ ดีไซน์ดูว่าจะทำอย่างไร’ ไอ้คิดว่าขับเล่น ๆ นี่จากคำนั้น ก็กลายเป็นสนามที่แข่ง motogp ไปแล้ว การพัฒนาคุณเนวินบอกว่าถ้าเราจะขับเล่น ๆ ทำไมเราไม่พัฒนาให้ใช้แข่งได้ด้วย ส่วนตัวเราชอบการขับได้กับการแข่งมันก็มีเสน่ห์ของมัน ผมก็มองว่ามันเพิ่มกิจกรรม ตอนแรกหลังจากเรียนจบแล้วมาอยู่บุรีรัมย์แรก ๆ เมืองมันเงียบมาก ถ้าไม่มีฟุตบอลเย็นวันเสาร์เมืองจะเงียบมาก เฮเสร็จแล้วก็จบ เราเลยคิดว่าถ้ามีอะไรสนุก ๆ เกิดขึ้นในเมืองอีกมันก็น่าจะดี ทีนี่พอผมเต็มเข้าไปว่าทำไมไม่ทำให้แข่งได้ คุณเนวินก็ต่อยอดแล้วว่าถ้าอย่างนั้นต้องมีคำว่าสแตนดาร์ดนะ ต้องมามาตรฐานอย่างที่ฟุตบอลทำ แล้วคำว่ามาตรฐานมันอยู่ที่ตรงไหน ทีนี่เราก็เริ่มคุยเริ่มศึกษา จากที่ยี่สิบไร่กลายเป็นที่พันสองร้อยไร่

คือพอเริ่มจากทำสนามให้แข่งได้ มามาตรฐาน ประเทศไทยมีที่ไหนบ้าง ทางฝุ่น ทางเรียบ ก็พอศึกษาเสร็จว่าสนามดี ๆ ที่เมืองไทยมี ปรากฎว่าสนามในเมืองไทยไม่มีใบรับรองอะไรเลย ไม่มีแม้แต่เลเวลต่ำสุด เราเลยมาคิดว่าถ้าเราจะทำ จะเกรดไหน แล้วสไตล์คุณเนวินอย่างที่ทราบก็คือ ทำทะลุมิติไปเลย เราเลยตัดสินใจว่าจะทำ FIA Grade 1 คือแข่งฟอร์มูล่าวันได้ และ FIM Grade AFIM A คือแข่ง MotoGP ได้ วันที่เราสร้างนี่เป้าหมายเราชัดเจนว่า อยากให้ MotoGP เกิดขึ้นที่ประเทศไทย เราเลยเลือกเกรดเอ จนในที่สุด MotoGP ก็เกิดขึ้นจริงในปีที่แล้ว ก็เป็นตามโรดแมปที่เราวางเอาไว้ ไม่ใช่อย่างที่หลายคิดชอบคิดว่าเราคิดแบบเอามัน จริง ๆ ผ่านการคิดอย่างละเอียดมาแล้ว ผมถูกมอบหมายถูกส่งไปดูงานสนามต่างประเทศ แล้วมาประยุกต์ จริง ๆ สนามทุกสนามทั่วโลก มีวิธีการจัดการที่ต่างกัน มีวัฒนธรรมของคนดูที่ต่างกัน สภาพอากาศก็ต่างกัน เรื่องการใช้ชีวิต เรื่องต่าง ๆ มันต่างกัน จะบอกว่ามอเตอร์สปอร์ตที่ญี่ปุ่นโตมาก ไปก็อปปี้มาเลยมันก็ไม่ได้ สเปน อเมริกาก็โตไปยกมา ก็ไม่ได้ ทุกอย่างมันต้อง customize ใหม่หมด แล้ว trailor made เรื่อย ๆ จนมาเป็นที่นี่ ตอนนี้ผมกล้าพูดว่าสนามนี่เป็นสนามที่ตารางแน่นที่สุดในโลก ถ้าเป็นปีนี้นะจะหาตารางที่ว่างเสาร์อาทิตย์ไม่มี ลูกค้าที่จองไว้ถึงปี 2020

ปีแรกทันทีที่ประเทศไทยมีสนามอีเวนท์ทั่วเอเชียมาทั้งหมด คือเซอร์กิต ในเมืองร้อนมีโอกาสค่อนข้างดี ยุโรปหน้าหน้าจบเลยหิมะตก ไม่มีทางที่จะแข่งได้ ในเอาเชียที่พอแข่งได้คือญี่ปุ่น แต่ก็เจอหิมะเหมือนกัน ที่อื่นมีที่ไหนมีเซปัง แต่เซปังเป็นสนามรัฐบาลมาเลเซีย มีโมเดลสร้างสนามแล้วเอาอีเวนท์ระดับโลกมาลง สร้างชื่อให้กับประเทศ สร้างความน่าเชื่อถือ คือจริง ๆ จะเป็นโมเดลเดียวกับสนามของเรา ซึ่งเขาบอกว่าใล้งบโฆษณาปีละครั้งจบ มีแข่งฟอร์มูล่าวันแล้วจบ แต่ที่นี่เป็นเอกชน เราต้องทำให้ธุรกิจมันเดินได้ ต้องบอกว่าแรก ๆ ผมไม่ได้คิดมิตินี่เลย แต่มาทำแล้วก็เป็นอะไรที่เชื่อเหลือเกื้อกูลกัน วันที่ทำสนามวันแรกก็มีแค่ Amari หกสิบห้องที่ดีที่ค่อนข้างโอเคสำหรับฝรั่ง แต่พอมีอีเวนท์ใหญ่ๆ นักลงทุนในเมือง จากต่างจังหวัดนอกพื้นที่ก็เห็นว่าทีนี้มันมีโอกาสทางธุรกิจ ทุกคนก็เริ่มสร้างโรงแรมขึ้นมา พอมีโรงแรมสนามก็เริ่มไปได้เพราะว่าคนจะมาเดินทางมา คำถามแรกคือไปบุรีรัมย์พักที่ไหน มีไฟลต์บินไหม พอเรามีอีเวนท์ถี่ ๆ โครงสร้างพื้นฐานก็เริ่มดีขึ้น คนก็กล้าลงทุน เที่ยวบินจากวันที่เริ่มทำสนามเราบินวันหยุดสองวัน วันนี้มีวันละห้าไฟลต์ แล้วการแข่งรถนี่แต่ละครั้งคนดูเดินทางมาดูหนึ่งวันมีค้างแน่ แต่ส่วนใหญ่มาถึงบุรีรัมย์แล้วจะค้างสักสองคืน บางคนมากกว่านั้น ทีมแข่งไม่ต้องพูดถึงเจ็ดวันห้าวัน ทีมเซตอัพสองอาทิตย์ MotoGP เรามีเฉพาะทีมต่างชาตินี่เกือบ 3,000 คน พักอย่างน้อยสุดเลยคือเจ็ดวัน ผมถามว่าเม็ดเงินที่เติบโตกับเมืองเท่าไหร่ เมื่อก่อนมาบุรีรัมย์เพื่อแข่งรถ เสร็จแล้วไปไหนต่อ ไม่รู้จะไปไหน ทีนี้คนเริ่มกล้าที่จะมาลงทุนมากขึ้น มีทั้งท้องถิ่นและต่างชาติ อย่างสนามข้างหลังมีคนฝรั่งเศสมีตู้คอนเทนเนอร์มีแพลนทำโรงแรมติดสนามให้คนมองเห็นได้ เวียดนามลาวก็มี แล้วมอเตอร์สปอร์ตช่วยให้วงการทั้งประเทศโตขึ้น พอโตขึ้นประเทศไทยโตขึ้นประเทศไทยจะไปแข่งที่ไหนก็กลับมาแข่งที่สนามเรา พอเราโตลาวเริ่มเห็นแล้ว เวียดนามเริ่มเห็น กัมพูชาเห็น รอบบ้านเราเริ่มเห็นก็อยากเล่นบ้างก็เข้ามาที่ไทย ตรงนี้ก็ทำให้ธุรกิจเรามันไปได้แล้วเมืองมันก็โตไปพร้อมกัน

The People : คิวจองว่าง ช่วงวันธรรมดาไหม
ตนัยศิริ : มันอาจจะว่าง แต่การแข่งรถคือ อย่างแข่งศุกร์เสาร์อาทิตย์ ขั้นต่ำวันพุธ ต้องเข้ามาเซตอัพ วันพุธก็เริ่มได้ค่าเช่าแล้ววันจันทร์ก็เป็นเรื่องรื้อถอน มีค่าบำรุงรักษา ถามว่าทุกวันไหม ผมตีให้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือเราต้องบำรุงรักษา เพราะสนามมันไม่ได้เหมือนบ้านที่กลางคืนเรานอน ตื่นมาก็ถูพื้นหน่อย พื้นสนามมันต้องทำความสะอาด จะเห็นว่าไม่มีขยะเลย มันถูจะเกือบจะเหมือนพื้นบ้านแล้ว ใช้รถปัดฝุ่นเป็นแปรง เอาน้ำล้าง ก่อนแข่งบอกได้เลยถ้ามีพวกทรายมันจะลื่นแข่งไม่ได้ เราเอารถแอร์แมนสี่กิโลครึ่งเดินเท้าไล่เป่าฝุ่น โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ หน้ายางมีแค่นี้ เวลาเลี้ยวกริปมันต้องสูงมาก เรื่องบำรุงรักษาก็เลยต้องสำคัญ

FIM คือ มอเตอร์ไซค์ เขาจะเรียกว่า homologation ทุกปี ปีละหนึ่งครั้ง ปีที่แล้วเปลี่ยนกฎใหม่ เป็นทุกครั้งก่อนการแข่งขันชิงแชมป์โลก ไม่ใช่ว่าผ่านไปแล้วตอนธันวาคม เดือนตุลาคมมีแข่งแล้วจะสบาย เขาต้องทำเพื่อให้มั่นใจว่าทำสนามให้พร้อมจนถึงวันที่แข่ง สำหรับเราไม่ห่วงเพราะดูแลเยอะอยู่แล้ว เพราะแข่งเยอะ ที่อื่นอาจไม่เท่านี้เพราะเป็นสนามรัฐบาล ผมมีลูกค้าบริษัทรถ ลูกค้าส่วนตัวทั้งหมดเลยต้องดูแลให้ดีที่สุด ทำให้ไม่กังวัลกับกฎที่เปลี่ยน

The People : มีธุรกิจวงจรหมุนเวียนเท่าไหร่ ที่เราสร้างขึ้น
ตนัยศิริ : ผมยกตัวอย่าง MotoGP ที่โมเดลค่อนข้างประหลาดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย MotoGP ประเทศอื่นเขาเป็นเจ้าภาพเพื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด เพื่อให้อีเวนท์ระดับโลกได้มาจัดขึ้นประเทศเขา สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเขาคืออะไร ค่าสิทธิ 300 ล้านบาท รัฐบาลลงทุนแค่ 100 ล้าน ที่เหลือเป็นส่วนของเอกชน แต่เราลงทุน 300 ล้านเลย ถามว่าขาดทุนไหม ไม่ต้องพูดถึงเข้าเนื้อเยอะ เรื่องการหารายได้จากสปอนเซอร์นี่เรา cover ทั้งหมด แต่ค่า operation หลายตัวมีปัญหา เรื่องอะไรหลายอย่างที่เราไม่สามารถปล่อยให้อีเวนท์มันพังได้ คุณเนวินก็สั่งเดินหน้าควักลุยกันไป เบ็ดเสร็จก็เข้าเนื้อ CFO ก็นั่งน้ำตาเล็ดเลย (หัวเราะ) ก็เป็นภาระแต่ MotoGP เราลงทุนค่าสิทธิ 300 ล้านบาท operation อีก 100 ล้านบาท รวมกันก็ประมาณ 400 ล้านบาท กระทรวงท่องเที่ยวละกีฬามีการประเมินว่าช่วงแข่งมีการสร้างรายได้รวมกว่า 3,000 ล้านบาท ก็เห็นว่าความคุ้มค่าแค่ไหน ไม่รวมภาพลักษณ์ของประเทศไทยนะ ซึ่ง 3,000 ล้านนี่เฉพาะบุรีรัมย์นะ อย่างนักแข่งหลายคนมาทำพีอาร์ที่กรุงเทพ ทีมอื่น ๆ ก็พักกรุงเทพก่อนหนึ่งวัน มาร์ค มาร์เกวซ (Marc Marquez) แข่งเสร็จไปภูเก็ต ไปเชียงใหม่ ตรงนี้มันอีกเยอะ แล้วนักขับแต่ละรถมีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียอีกเท่าไหร่ ทั้ง facebook twitter ฆอร์เก ลอเรนโซ (Jorge Lorenzo) ไปเที่ยวข้าวสารโพสต์รูป ‘I love Khaosan Road’ เราจะไปบังคับนักแข่งให้บินมาถ่ายรูปให้จะไปทำให้ คือการที่คนจะโพสต์อะไร คนดูออกว่าเรารักมัน ถ้าถูกจ้างด้วยเงินมันก็อีกอารมณ์หนึ่ง คือ นักแข่งแต่ละคนแฟนคลับเขาคือแฟนพันธุ์แท้ เขาบอกดีคนก็เชื่อว่าดี มันเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยเรื่องการท่องเที่ยวไปด้วย อีกมิติหนึ่งคือการเป็นเจ้าภาพอีเวนท์ระดับ MotoGP เป็นคือการ บอกให้ทั้งโลกรู้ว่าศักยภาพเราพร้อมแค่ไหน ในการรองรับอีเวนท์ขนาดนี้

ปีที่แล้วเราจัดไปตุลาคมปลายปี ผมได้รางวัล MotoGP Grand Prix of the year 2018 ก็คือสนาม MotoGP ที่ดีที่สุดในโลกในเรื่องการ operate ในเรื่องการจัดการทั้งหมด ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนที่สนามที่จัดครั้งแรกแล้วได้รางวัลนี้ มันเป็นการตอกย้ำว่าศักยภาพของบุรีรัมย์ของคนไทยสูงนะ ตามมาก็การลงทุนการต่อยอดทางธุรกิจ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมชิ้นส่วน เราเป็น OEM อยู่แล้ว ถ้าผมมองว่าประเทศเราน่าเชื่อถือ นักลงทุนมองประเทศเราต่อยอด คือช่วงแข่งนี่ เราจะพูดเสมอว่าการแข่งเป็นอีเวนท์ใหญ่ ๆคือถ้าว่างผมอยากจัดคล้าย ๆ กับฟอรัมงานสัมมนา คือทีมแข่งระดับโลก นักแข่งระดับโลกมากันหมด sponsor, developer, organizer มาอยู่ที่นี่กันหมด ควรจะมีการแชร์ไอเดีย โยนความคิดเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ คือถ้าเราจัดได้ที่ประเทศไทยผมว่าดี เอาโรงงานในประเทศไทย ที่มี OEM ที่พร้อมจะผลิตโช๊คอัพ ช่วงล่าง ท่อไอเสีย อะไรทุกอย่างมาเจอกับแบรนด์ เจอกับ sponsor ผมว่ามูลค่ามันมหาศาล แต่ว่าให้เรามาจัดอีกผมเรียนตามตรงว่า MotoGP เราก็คางเหลืองสุด ๆ ละเกินกำลังเรา อย่างคืนพฤหัสก่อนแข่งผมต้องมายกรั้วเอง มันเหมือนเป็นการบูรณาการระหว่างเอกชนกับรัฐ ผมไม่รู้ว่าจังหวัดอื่นเป็นอย่างไร แต่ที่นี่ผู้ว่าเป็นประธาน เราในฐานะเอกชนเข้าไปช่วย ทหาร ตำรวจมาหมด กำลังตรงไหนใครมีมาช่วย มีของมาช่วย เหมือนไม่ได้กำลังรัฐเพิ่มเติม ใช้จิตอาสามาช่วย ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะมีเบี้ยเลี้ยงก็ว่ากันไป ผมก็กลายเป็นผู้บริหารที่มาช่วยตั้งรั้ว คนจะว่าผู้บริหารมาทำอย่างนี้ไม่ได้ ผมว่ามันไม่ใช่ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นผู้บริหารที่นี้เลยไม่ต้องทำอะไร ผมชอบพูดเสมอว่าผมก็เป็นแรงงานคนหนึ่ง เราทำอะไรก็ได้ให้งานมันเสร็จ คุณเนวินเวลามีงานก็ขับมอเตอร์ไซค์สั่งงานนู้นนี่ แล้วจะให้ผมนั่งกอดอกในออฟฟิศมันก็ไม่ใช่ ที่นี่วัฒนธรรมมันสบาย ๆ แต่ก็ต้องเร็ว ต้องปรับตัวให้ทัน

The People : สรุปบทเรียนจากปีแรก
ตนัยศิริ : วันที่เราแถลงข่าว grand stand ยี่สิบนาทีบัตรขายหมด side stand ก็เลยตามมา ตอนนี้ยังพอมีบัตรเหลือ ถ้าสุดท้ายซื้อ side stand ไม่ได้ เรามีบัตรที่เรียกว่า admission ticket คือบัตรเข้างาน ไม่มีที่นั่งมาเดินดู พวกร้านค้า เฟสติวัลที่เราจัด ช่วง MotoGP ไม่เล็กแน่นอน แล้วคอมอเตอร์สปอร์ตมา จะเจอแบรนด์ทุกแบรนด์ในประเทศไทยมากันหมด มันเหมือนมาแล้วอยากขาย ทุกคนก็ดัมพ์ราคาใส่กัน สุดท้ายผู้บริโภคก็แฮปปี้ได้ซื้อของที่มีส่วนลดมีโปรโมชันพิเศษ มาแล้วมันคุ้มมันเวิร์ค หลักการมันเป็นแบบนี้ คือถ้าผมจัดแข่งอย่างเดียวแฟน MotoGP มาแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ บางคนเป็นแฟนมอเตอร์สปอร์ดโอเคตามกระแสมา บางคนไปมาเพราะมีของขาย มีอะไหล่ถูก มีหมวกกันน็อกราคาเซลล์ มีชุดหนัง เป็นสิ่งที่ทำให้เขาอยากมา ปีที่แล้วเราขาย admission สามร้อยบาท คือถูกมากกว่ากับค่าใช้จ่ายที่เราลงทุนไป วันศุกร์มีมวย วันเสาร์มีคอนเสิร์ต มี BNK48 สามร้อยบาทมันน้อยมาก แต่สิ่งที่เราทำคือ ให้เขาเข้ามารู้ว่า MotoGP คืออะไรในงานมีอะไรบ้าง อันนี้มันเลยสะท้อนมาในปีที่สองเปิดแล้วบัตรขายหมดทันที เพราะคนรู้แล้วว่าถ้ามาแล้วไม่ได้ดูมันพลาดนะ ต้องมีที่นั่งก่อน

เช่นเดียวกันงานพันธุ์บุรีรัมย์ ถามว่าทำไมต้องมีสัมมนาวิชาการ และนันทนาการด้วย สัมมนาวิชาการโอเคว่ากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ แต่ก็ยังมีการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ ซึ่งผมเชื่อว่ามีจำนวนที่เยอะเหมือนกัน วันนี้เขาได้เข้ามาในพื้นที่งาน เดิมไม่เคยคิดหรอกว่ากัญชาจะเป็นยา จะปลูกขายได้หรือเปล่า แต่พอได้มาแล้ว เขาได้เข้าไปดู สุดท้ายจะเห็นว่ากลางวันช่วงเช้าผู้ใหญ่จะมางาน ตกเย็นเป็นวัยรุ่นที่จะมาภาคเอนเตอร์เทน จะมาหาเสื้อผ้า มาช้อปปี้ ถ้าวัยรุ่นได้มาช่วงวิชาการด้วยก็เป็นการถ่ายทอด เปิดโลกไปพร้อมกัน ถ้าจะบอกให้เด็กต้องไปเรียนคณิตศาสตร์เด็กจะไม่อยากไป ถ้ามันมีกุศโลบายในการสอนแบบอื่นมันก็จะง่ายขึ้น แล้วก็ให้เขาได้เห็นด้วยว่าบางที่คนพูดถึงกัญชาต้องสูบต้องเมากันอย่างเดียว เขามาแล้วได้เห็นว่ากัญชาเป็นธุรกิจก็ได้ ปลูกยังได้เลยถ้ากฎหมายมันถูกต้อง ถ้าบอกว่าจะนันทนาการก็ปลูกเองอยู่บ้าน ถ้ากฎหมายมันเปิด เป็นการ personal use ไป ส่วนตัวผมก็ ถามว่าอยากให้มันเปิดไหม อยากให้มันเสรีจริง ประโยชน์ทางการแพทย์มันมหาศาล แต่นันทนาการผมมองว่าประเทศไทยเป็นฮับของการท่องเที่ยวที่มีรายได้จากตรงนี้มหาศาล อัมสเตอร์ดัมเวลาคนไปเขาไปคอฟฟี่ช้อปช่วง weekends ตอนไปดู MotoGP ผมได้ไปนอนที่อัมสเตอร์ดัม คืนวันศุกร์เสาร์คนมาเต็มเลยเมื่อสามปีที่แล้วกัญชาในยุโรปยังไม่ถูกกฎหมาย พอช่วงหยุดทั่วยุโรป เยอรมัน ฝรั่งเศส เดินทางมาที่อัมสเตอร์ดัม เพราะที่นี้มันถูกกฎหมาย พอจบก็แยกย้ายกลับ อาชญากรรมก็ไม่มี ผมว่าถ้าประเทศไทยเราทำให้ถูกกฎหมายได้ก่อน แล้วการท่องเที่ยวเราต่อยอดได้ ถ้าภาคเอนเตอร์เทนเมนต์เราไปได้ กระบี่ ภูเก็ต พัทยา จะตามมามากมายมหาศาล ผมว่าเราทำได้หมด แต่ต้องมีกฎควบคุม ผมก็ไม่เห็นด้วยนะถ้าจะฟรีแล้วใครก็ได้ อยากซื้อเป็นกิโลก็ได้ เด็กก็ซื้อได้ อันนี้ผมไม่เห็นด้วยนะ มันก็จะมีปริมาณที่ควบคุม ไม่อย่างนั้นมันก็จะฟรีไปหมด

The People : สิ่งที่เรียนรู้จากปีแรก
ตนัยศิริ : อยากแรกก็เป็นเรื่องอาหาร จากเรื่องเล็ก ๆ อาหารภายในงาน เราจัดงานมอเตอร์สปอร์ตมาเยอะมาก แต่ยังไม่เคยเจอสเกล MotoGP คือมันก็สองด้าน เราเอาอีเวนท์ใหญ่ ๆ มาลงมางานด้านนอกเยอะ ๆ คนอยู่ทั้งวัน สาย รอจนแข่งจบ ซื้อของ ภาคเอนเตอร์เทนเมนต์จบ สิ่งที่เราเจอก็คือ เรื่องอาหารไม่พอในเรื่องวันงาน ปีนี้อาหารเราต้องใส่ไปอีกเยอะมาก เรื่องการเตรียมการปีที่แล้วเรื่องรถแต่งที่เป็นสีสรร ปีนี้เราคงต้องใช้ คือปีแรกหลายคนมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือย แต่นี่เป็นหนึ่งเหตุผลว่าทำไมเราได้รางวัล MotoGP Grand Prix of the year 2018 ทุกคนเอารถเข้ามาจอดคนหลักแสนใช้เวลาเท่าไหร่ในการเคลียร์คนออก ผมไปดู MotoGP มาเยอะมาก แล้วก็สนามที่จัดมา 20-30 ปีก่อน มีบัตรผ่านระดับ Gold ระดับ Platinum แต่พอรถมันติดคันหน้าตัดสินใจล้อกรถแล้วเดินไปเลย ผมเลยต้องเดินตามกว่า 2 กิโลเมตร ปีนี้เราเลยจะไม่เอาอย่างนั้น เรื่องโรงแรมที่พักก็เป็นสิ่งที่เราเห็นว่าเป็ฯปัญหา เพราะทุกคนอยากเข้ามาอยู่ให้ใกล้เดินทางสะดวกที่สุด แต่การเติบตัวของเมืองต้องยอมรับว่าไม่ทัน รอรับได้ไม่เพียงพอ ประเทศอื่น ๆ ก็ไม่สามารถรองรับได้หมดเช่นกัน โฮมสเตย์เราก็พยายามทำ ปีหน้าเราพยายามทำให้มากขึ้น ถามว่ามีไหมมี แต่ปีแรกมาตรฐานยังไม่ได้ เจ้าของบ้านยังไม่เข้าใจ หลาย ๆ ครั้งคนที่มาพักก็ยังไม่เชื่อใจ จะถูกขโมยของหรือเปล่า ต้องปรับให้ได้ ปีนี้ผมพยายามคิดแคมเปญอยู่ว่าอย่างจะทำ AirBnb ผมต้องมีห้องว่าง หรือจะต้องสร้างห้องว่าง ถามว่าเป็นเจ้าของบ้านมันคุ้มหรือเปล่า เวลาที่ไม่เยอะคนต้องเลือกโรงแรมก่อนมันคือความจริง มันมีโมเดลว่าวันที่มี MotoGP ถ้าคนเป็นคนบุรีรัมย์แล้วไม่อิน ไม่อยากดู ไม่ได้มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ อย่างการเป็นร้านขายเหล็ก คงไม่มีผลต่อยอดขาย คุณไปเที่ยวที่อื่นได้เลย แล้วเอาบ้านที่มีอยู่ให้คนพักเลย แล้วก็ได้เงินตรงนี้ไปเที่ยว คนก็เป็นแสนแย่งกันกินใช้ ปิดบ้านเอาเงินจากคนที่มางานนี้ไปเที่ยวทะเลสักสามวันดีกว่า อันนี้คือโมเดลที่เรากำลังกระตุ้นให้คนเห็นประโยชน์

The People : บุรีรัมย์มีการใช้เรื่อง sharing economy เข้ามาช่วย
ตนัยศิริ : ที่นี้ก็โปรโมทเรื่อง Grab มาตลอด มันเป็นสีเทา ๆ แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องนี้ของบุรีรัมย์เข้าใจ ต้องยอมรับว่าเรื่องระบบขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองมันจำกัด ถ้าทุกอย่างเป็นไม้บรรทัดมันพังทั้งระบบแน่นอน กฎหมายที่มีผมเชื่อว่า ขนส่งถ้าช่วงที่มี MotoGP แล้วไปจับ Grab กันหมด แล้วยังไงละ แท็กซี่เมืองนี้มีอยู่แค่สิบคัน รวมกับโอเคอีกยี่สิบคัน เรื่องขนส่งมวลชนก็เลยเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เราพยายามแต่ยังไม่พอ บางคนเริ่มรู้จักแต่ยังใช้เทคโนโลยีไม่เป็น มันไม่ใช่เรื่องของทุกคน ผมทำแอปสำหรับเรื่องนี้ แต่ยังไม่เห็นเลย คนได้ยินจากที่อื่นว่าในงานจะซื้อกัญชาได้ แต่เราประกาศแล้วว่าไม่มี เรื่อง Grab เหมือนกัน เป็นเรื่องที่ดีมีรถอยากทำ แต่ทำไม่เป็ฯ เราก็ทำแบบบ้าน ๆ มีลงทะเบียนเลย เป็น grab and guide นาย ก เอารถมาบริการเหมือนรถตู้ สามวันสองคืน รับจากโรงแรมมาที่งาน พาไปเที่ยวไปร้านอาหาร มันก็จะหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้บอกว่า Grab ไม่ได้บางคนแค่ใช้ไม่เป็นจริง ๆ บางคนเล่นไลน์ แอดคิวอาร์โค้ต ยังไม่เป็นเลย

The People : จุดแข็งของตัวเอง
ตนัยศิริ : มันน่าจะเริ่มมาจากเราเห็นกันมาก่อน ผมกล้าพูดว่าผมเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง ผมเป็นคนไม่ทิ้งงาน แล้วทำจนเสร็จ แล้วผมทำแบบอะไรที่เป็นปัญหาผมแก้ ไม่ใช่หกโมงแล้วกลับบ้านทันที เมื่อคืนก็กลับตีสาม วันก่อนก็ตีสี่ ผมสู้ ไม่ถอย อุปสรรคต่าง ๆ nature งานต่าง ๆ อย่างแข่งรถ กัญชา งานมาราธอน จริง ๆ มันคือเรื่องเดียวกัน แต่ต่างกันที่ nature เป็น organize การจัดอีเวนท์ ส่วนตัวผมทำธุรกิจส่วนตัวอย่างอื่นอยู่ด้วย ต้องบอกว่าการจัดอีเวนท์เป็นอะไรที่เหนื่อยที่สุดแล้ว เหมือนเป็นการจับปูใส่กระดง แข่งรถทีมแข่งกี่ทีม sponsor คนดูอีก เราต้องดูแลคนหลักแสน อีเวนท์สัมมนามีวิทยาการมากี่ท่าน เราต้องละเอียด ทำสบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ได้ต้องใส่ใจความรับผิดชอบต้องสูง ต้องเอาใจใส่มันจริง ๆ หลุดไม่ได้เลย

ยกตัวอย่างการจัดแข่งรถ ถ้าลืมเรื่องเล็ก ๆ อย่างเปิดไฟในสนามช้าไปแล้วเขาเซตอัพกันไม่ได้ ก็เป็นเรื่องแล้ว รายละเอียดต้องทำกันมา ต้องสร้างระบบให้แข็งแรง เมื่อเราออกแบบไว้แล้วคนที่เอาระบบไปใช้ต่อ หลักการในการทำงานไม่ซับซ้อน ผมไม่ได้ใช้ระบบซับซ้อน ผมใช้ไลน์กรุ๊ปสั่งงาน มันง่าย ทำงานกลางแจ้ง ให้มาส่งอีเมล์ แล้ว cc กันต่ายพอดี บางคนว่าใช้ไลน์ดูไม่เป็นมีอาชีพแล้ว อีเมล์มันไหล ไลน์มันเซฟได้ แต่เราก็มีไลน์กรุ๊ปใหญ่ ที่ทุกคนรับรู้ร่วมกัน ไม่รกไม่เละ ต้องแก้กัญหากันตลอด อย่างการลงทะเบียนเข้าฟังสัมมนาในงานพันธุ์บุรีรัมย์ เพราะมีที่นั่งจำกัด แต่หลายคนไม่รู้ขั้นตอนก็ด่าโวยวาย ถือกล้องไว้หมด เราต้องอดทนสื่อสารชี้แจง

The People : พื้นฐานเป็นคนใจเย็น
ตนัยศิริ : จริง ๆ พื้นฐานเป็นคนใจร้อน (หัวเราะ) แต่เรารู้ว่าบางเรื่อง มีเรื่องแวบมาเราอาจเป็ฯคนใจร้อน แต่ถ้ามีปัญหาที่เราต้องแก้ เราโกรธ เราอธิบายแล้ว พูดคำไม่สุภาพด้วย เราต้องใจเย็น มีการหาทางออกแก้ไขปัญหา

The People : เหมือนเป็นคนที่มีประสบการณ์มานาน
ตนัยศิริ : ปีนี้ผมอายุ 34 ปี ผมว่ามันประสบการณ์จากสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ยกตัวอย่างจากมอเตอร์สปอร์ต วันแรกที่ผมทำผมเองก็คงมีคำถามคำครหาต่าง ๆ มากมาย วันที่เริ่มสร้างสนาม มีคนตั้งคำถามมากมายว่า ไอ้เด็กอายุ 27 มันไม่เคยบริหาร ไม่เคยสร้างสนามแข่ง มันจะสร้างเสร็จได้อย่างไรวะ พวกนี้มันเป็นแรงขับให้เราต้องทำให้ได้นะ ถ้าเราทำไม่สำเร็จไอ้สิ่งที่เขาพูดมันจะเป็นเรื่องจริง ถ้าเราทำสำเร็จมันจะพิสูจน์ว่าเราทำได้ บางทีมันก็เป็นแรงขับหนึ่ง เป็นหนึ่งเหตุผลว่าทำไมผมต้องทำงานให้หนักกว่าชาวบ้าน มันถูกมอบหมายมาแล้ว จะลังเลไม่ได้ ถ้าคิดว่าทำได้มันต้องทำได้

The People : ส่วนตัวเป็นคนรีแรกซ์
ตนัยศิริ : จริง ๆ อยาก relax นะ ผมรู้จักกันคุณเนวินได้เพราะชอบขับมอเตอร์ไซค์ มีโอกาสได้ขับด้วยกัน ถ้ามีเวลาว่างเราชอบขับมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ผมอยากเห็นโลกใหม่ เหมือนตอนผมอยู่อเมริกาแล้วเรียนจบใหม่ ๆ ผมบอกพ่ออยากขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวรอบอเมริกาสามเดือน ผมขับไปทั้งเกือบทั่วสหรัฐ ไม่ได้ไปแค่รัฐเท็กซัส มีคนบอกว่าจะเดินทางรอบโลกต้องใช้สามอย่าง หนึ่งเงิน สองเวลา สามสุขภาพที่ดี วันนั้นเรามีสุขภาพที่ดี เวลาเรามีเพราะยังไม่เริ่มงาน เหลือแต่ตังค์ เลยขอพ่อเลย (หัวเราะ) แล้วคุณพ่อก็โอเค โชคดีที่คุณพ่อเป็นคนเปิดแล้วก็ชอบขับมอเตอร์ไซค์ด้วย เขาก็รู้สึกว่าไปเห็นโลกเถอะ งานมันไม่หนีไปไหนหรอกกลับมาโดนแน่ หนักแน่ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่มันคุ้มค่า ผมขับในอเมริกาที่เดียวผมเห็นแต่ละรัฐมันมีความแตกต่าง บ้านเรามีแค่ภาคเหนือ ใต้ อีสาน แต่เขาหลากหลายกว่ามาก แต่ว่ามันมีการผสมผสานแล้วมีการเอาไปใช้ การได้เห็นโลกเป็นเรื่องที่ดีมาก อีกเรื่องที่ได้คือได้อยู่กับตัวเองตอนที่รถไปเสียอยู่ที่เส้นรูต 66 ต้องซ่อมเองแต่ซ่อมไม่ไหว รถแทบไม่มีผ่าน ที่ผ่านก็ไม่มีจอดรับ เลยต้องฝืนขับไปทั้งเสีย ๆ จนเจอเมืองถึงรอด

การมาทำงานที่นี้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่เราถือว่าได้เรียนรู้มัน คนที่เก่งมาก ๆ วันที่เขาเริ่มเขาก็เริ่มจากศูนย์เหมือนผมนี่แหละ แต่ใครจะเรียนรู้ได้เร็วกว่ากัน ตั้งต้นได้เร็วกว่ากัน จะทำให้ต้นไม้ที่ปลูก รดน้ำใส่ปุ๋ย ได้เร็วแค่ไหน ผมก็พยายาม

ถามว่าวันที่เริ่มต้นอายุ 27 ตอนนั้นอยากมีชีวิตเหมือนเพื่อน ๆ อยากได้เที่ยวเยอะไหม อยากหมด วันนี้ก็ยังอยาก แต่ว่าภาระหน้าที่ที่มีอยู่มันค้ำอยู่ว่าเราต้องงานมาก่อน ผมก็ดูตัวอย่างคุณพ่อของผม ตอนนี้ท่านอายุ 66 ก็ขับมอเตอร์ไซค์เที่ยวอย่างเดียวแล้ว ท่านก็ขับมอเตอร์ไซค์เที่ยงจากกรุงเทพไปปารีสตอนหกสิบกว่าก็ทำได้ ถ้าวันที่อยู่ในวัยทำงาน ถ้าไม่ยอมทำงานหนักก็คงไม่มีโอกาส ผมคิดว่าเราทำในสิ่งที่เรามีแรง ทำให้ได้เต็มที่ดีกว่า จริง ๆ ช่วงแรกที่เริ่มทำสนามผมหนักกว่านี้อีก เพราะทีมงานก็ใหม่ ผมก็ยังใหม่ เป็นธรรมดาที่เราเริ่มต้นสิ่งแรกอาจใช้เวลาสิบวัน มาตอนนี้อาจจะใช้แค่วันเดียวก็ได้ ครั้งแรกก็ใช้เวลามากแบบนี้ แต่พอเป็นครั้งที่สอง เป็นปีที่สองผมก็ไม่ห่วงแล้ว สิ่งที่เราทำมาตลอดคือการมี check list นั่งประชุม เอาปัญหามาตั้ง แล้วทำเป็นคู่มือ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดเอง เรียนรู้มา เวลาแข่งรถจะได้คู่มือมาหนึ่งเล่ม เอาไปอ่านเลยว่าในงานจะต้องทำอะไรบ้าง พอจบงานผมก็ทำคู่มือ ทำ check list ของผมเอง

The People : ตรงกับสิ่งที่เรียนไหม
ตนัยศิริ : ผมจบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์จุฬา บริหารสื่อสาร ไปจบปริญญาโทการค้าระหว่างประเทศ จบแล้วไปทำงานก่อสร้างที่บ้าน ไม่ได้เป็นวิศวะไม่ได้เกี่ยวสักอย่าง แต่มุกวันนี้ยังช่วยที่บ้าน แล้วก็เป็นตัวแทนขายจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ทำทั้งงานที่บ้านงานส่วนตัว รู้สีกสนุกกับมัน ไม่ได้เหนื่อยอะไร หลัง ๆ รู้สึกว่าคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนจะพูดตรงกันอย่างหนึ่งคือเรื่องการบริหารเวลา ผมว่าปัญหาที่ผมมีคือสมัยก่อนบริหารเวลาไม่ดี ไม่ได้ออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ ก็พยายามจะทำให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ผมจะทำด้วยตัวคนเดียวได้ ถ้าทุกวันนี้ผมบอกว่าถ้าต้องนอกแปดชั่วโมง มีวันหยุดสองวันต่ออาทิตย์ แล้วผมทำคนเดียว ในขณะที่ทีมงานทำไม่ได้ ผมว่ามันไม่มีประโยชน์ สุดท้ายงานกอง ผมต้องวางระบบบริษัทให้มันไปได้ ถ้าทีมผมสบายผมก็สบาย ถ้าทีมผมมีปัญหาผมก็มีปัญหา ผมจะไปเที่ยวได้อย่างไรในเมื่องานมันเป็นแบบนี้ ถามว่าสงกรานต์อยากหยุดอยากไปเที่ยวเหมือนคนอื่นไหม อยากไป แต่เราไม่ได้ไปเพราะเราทำงานไง ต้องเข้าใจ

The People : พันธุ์บุรีรัมย์ปีหน้าจะ 420 เหมือนเดิมไหม
ตนัยศิริ : กำลังคิดมีไอเดียว่า 420 เป็นสัญลักษณ์ที่ทั่วโลกใช้กัน เราก็อยากใช้ แต่เราเห็นว่าปีนี้มันร้อนมาก มันกลายเป็นข้อเสียหรือเปล่า ต้องมาประชุมกันว่าไปจัดหน้าหนาวจะดีกว่าไหม พอไปจัดหน้าหนาวก็ไม่ใช่วันที่ทุกคนมารวมพลังกัน พอคนไม่มีสิ่งที่เราอยากแสดงออก อยากให้ความรู้ อยากให้ความสนุก ก็จะไม่ได้หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักกัน ที่นี่จะไม่ค่อยยึดติดกับอะไร ไม่ใช่ทำแบบนี้แล้วต้องเป็นแบบนี้ตลอดมันเป็นไปไม่ได้ ผมว่าคนที่ยึดติดสุดท้ายก็จะเฟล อย่างบุรีรัมย์มาราธอนปีแรกกับปีที่สองจัดแล้วประสบความสำเร็จ พอปีที่สามเป็นปีที่มีเสียงตำหนิเยอะที่สุด จากจำนวนนักวิ่งที่เราเพิ่มมาเป็น 25,000 คน สิ่งที่เกิดคือสถานที่ไม่พอเรื่องจุดเซตอัพ ปีหน้าเราวางแผนใหม่หมดไปเซตอัพที่สนามบอลลานโล่ง ๆ แต่เพื่อรองรับคนต้องทำ พัฒนาตลอด ไม่ยึดติด แค่การไปลดคนแข่งมันไม่ใช่ เรามีเป้าหมายว่าเราจะต้องเป็นฟูลมาราธอนรายการแรกที่ได้ IAAF Road Race Label ให้ได้ แต่ถ้าจะได้แล้วเอาคนน้อยมันก็ไม่ใช่งานของมหาชนอย่างแท้จริง

The People : บุรีรัมย์เปลี่ยนเร็วมากเลย มองว่าอีกห้าปีจะเป็นอย่างไร
ตนัยศิริ : เร็วครับ ผมกลับมาบุรีรัมย์ตอนอายุ 25 ผมกลับมา 9 ปีล่ะ ถึงอยู่ที่นี่ทุกวันก็ยังรู้สึกเลยว่ามันเปลี่ยนเร็ว ผ่านไปมี hostel มีบาร์เกิดขึ้นมา มันเป็นอะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดที่บุรีรัมย์ คอนโดกับบุรีรัมย์ เชื่อไหมว่าจะมีผมยังไม่เชื่อเลยว่าเมืองนี่ที่ดินไม่แพงนี่นะต้องการคอนโด จากที่ดินไร่หลักแสนกลายเป็นหลายล้าน จนคนต้องไปอยู่คอนโดที่อยู่แนวตั้ง เพราะราคาที่ดินต่อตารางเมตรมันเพิ่มขึ้นมาก ผมเชื่อว่าที่นี้มันถูกขับเคลื่อนด้วยอีเวนท์แล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องตามมาคือภาคบริการ ในทุกแขนง โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร รถยนต์ เรื่องไกด์ ซักอบรีด ทุกอย่าง มันต้องมีในทุกเซกเมนต์แล้วมันจะโตไปมากกว่านี้

ผมอาจจะคิดเป็นรถหน่อยว่า งานอีเวนท์เราเหมือนเครื่องยนต์ มีเฟืองแกนกลางคือโรงแรม ถ้าเครื่องยนต์หมุนไม่มีเกียร์ ไม่มีล้อรถ ไม่มียาง รถก็แล่นไปข้างหน้าไม่ได้ วันนี้ถ้าเกิดมีคนเห็นแล้วว่าบุรีรัมย์มีอีเวนท์ที่ไปได้ทั้งปี อาจจะมีธุรกิจอื่นอย่างร้านกาแฟที่อยู่ในทุ่งนา แล้วคนเริ่มรู้จัก ต่อไปเขาอาจจะอยากมาร้านกาแฟ แทนอีเวนท์ก็ได้ อาจอยากมาโฮมสเตย์แบบอีสานกลางนาข้าว วันนี้ผมคิดว่ามันจะยั่งยืน เมืองยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว ไม่ต้องรอฟุตบอล รอแข่งรถ บุรีรัมย์มีธรรมชาติแม้ว่าจะไม่เยอะ บางอย่างอาจเพิ่งเกิดอย่างอ่างเก็บย่ำห้วยจรเข้มากไปขุดมา แล้วทำทางจักรยานรอบ กลายเป็นที่ท่องเที่ยวมา บางที่คนมาดูบอล มางานแข่งรถ แต่แบกจักรยานมาปั่นด้วย ผมว่ามันก็ประสบความสำเร็จนะ ไม่ต้องพูดถึงเม็ดเงินจากข้างนอก คนบุรีรัมย์ก็ช่วยกันใช้ เป็นเรื่องที่ดี

The People : เป้าหมายความท้าทายที่ตั้งใจ
ตนัยศิริ : อยากมีอีเวนท์ที่ diversify มากกว่านี้ คือวันนี้บุรีรัมย์มีอีเวนท์แรกที่ผมรับผิดชอบที่ไม่ใช่มอเตอร์สปอร์ต คือบุรีรัมย์มาราธอน ผมเป็นคนวิ่งมาราธอนไม่ไหวนะ แค่เดินในสนามสี่กิโลกว่าก็จะแย่แล้ว แต่พอมาได้ทำผมได้เห็นได้รู้กลุ่มคนที่เป็นนักวิ่งดูแลสุขภาพเยอะ วันนี้จัดเกี่ยวกับกัญชา เราก็อยากเรียนรู้ว่ามี segment ไหนอีกไหมที่มันท้าทาย มันเป็นประโยชน์ที่ธุรกิจเราต้องเดินไป ปีแรกอาจเป็นปีลงทุนหลัง ๆ ค่อยกำไร ผมอยากหาอีเวนท์ที่มันเวิร์กแล้วมันเปิด segment ใหม่ให้เดินทางมาบุรีรัมย์ นอกจากมอเตอร์สปอร์ต ผมว่าวันนี้ที่คนมางานพันธุ์บุรีรัมย์กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ไม่เคยมาจังหวัดนี้เลย อาจจะแค่เคยผ่าน เรารู้จากคนมาสนามช้างแล้วมาถามหาที่จอดรถกับเจ้าหน้าที่ ทั้งที่จริง ๆ แล้วที่จอดมันก็อยู่ตรงหน้านี่แหละ (หัวเราะ) ถ้ามีอีเวนท์ใหม่ที่ได้เพิ่มกิจกรรมให้กับสนามเราน่าจะดี ผมอยากเปิดตรงนี้ไปเรื่อย ๆ

The People : LGBT
ตนัยศิริ : (คิด) ก็ไม่ได้ปิดกั้นนะครับ คือยังมองไม่ออกว่ามีอะไรที่เป็น negative นะผมเรียนนิเทศมามันหลากหลายมาก ไม่มีอะไรที่เสียหายนะ มันไม่เป็นเรื่องประหลาดนะ ทุกวันนี้คนมีชื่อเสียง หรือผู้นำหลาย ๆ คนออกมายอมรับว่าเขาเป็น LGBT มันน่าสนใจ อาจจะมา develop ได้เลยนะ ที่บุรีรัมย์เราเคารพในความเท่าเทียมกัน เหมือนเสื้อฟุตบอลมันกลายเป็นสัญลักษณ์ในความเท่าเทียมกันแล้ว เสื้อบอลตัวละสี่ห้าร้อยผ้าดีใส่ได้ทุกวัน เจ้านายลูกน้องใส่เหมือนกัน เจ้านายนั่งหลังกับลูกน้องขับรถมาดูด้วยกัน งานประชุมอะไรก็ใส่เสื้อบอล การใส่เสื้อบอลที่นี่ไม่ได้เป็นเรื่องไม่สุภาพนะ บางที่ถ้าใส่เสื้อบอลไปประชุมทางการมันดูประหลาดเลยนะ แต่ที่บุรีรัมย์ใส่เสื้อบอลไปประชุมส่วนราชการได้สบาย ไม่ต้องคิดมากเลย


นักเขียนที่ชอบนั่งนิ่งเงียบแอบมองโลกและผู้คนที่ผ่านไป แล้วแปลงให้กลายเป็นเรื่องราวบนโลกดิจิทัล

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

Director / Editor-in-Chief at The People

ค้นพบความสุขจากการอ่านและการเขียน ตื่นเต้นที่จะสนทนากับผู้คนหลากหลายวิชาชีพ ทว่าลึกลงไปในความสนใจส่วนตัว เขาชื่นชอบเสียงเพลงและหลงใหลในเครื่องดื่มบางชนิดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

Related

พฤฒิ เกิดชูชื่น “แดรี่โฮม” ยักษ์เล็ก ผู้บุกเบิกตลาดนมออร์แกนิก

สมศักดิ์ จิตติพลังศรี ปั้น “ซัยโจ เด็นกิ” แอร์พันล้าน สู้ศึกแดดร้อนเมืองไทย

ฟาเบียน ธิลมัน ผู้ปั้น Pornhub เว็บโป๊ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์สื่อลามก

“ถ้วยทอง” เจ้าตลาดยาหม่องเมืองไทย ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

ลลิต ศรีธรา ผู้อาสาลดช่องว่างทางชนชั้นด้วย “สตาร์ทอัพ”

เจมี โอลิเวอร์ ความฝันที่จะเห็นอุตสาหกรรมอาหารบนความยั่งยืน

วิทูร สุริยวนากุล “โกลบอลเฮ้าส์” ร้านวัสดุก่อสร้างที่โตด้วยกลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง”

โชคชัย บูลกุล คาวบอยเมืองไทย ตำนาน “ฟาร์มโชคชัย” กับชีวิตที่โชคชะตาไม่เคยเข้าข้าง