Post on 05/04/2021

โอดะ โนบุนางะ: ผู้นำทหาร 2,500 นายโค่นกองทัพ 35,000 ชีวิต แล้วรวมญี่ปุ่นเป็นหนึ่ง

ยุคเซ็นโกคุ ยุคที่ ‘โชกุน’ หรือจอมทัพของประเทศเสื่อมอำนาจลงอย่างที่สุดจนไม่สามารถปกครองใครได้ ส่งผลให้บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นหรือ ‘ไดเมียว’ ในยุคนั้นตั้งตนเป็นอิสระ และทำศึกกับแคว้นอื่น ๆ ทั่วญี่ปุ่น นับว่าเป็นยุคสมัยแห่งความแตกแยกของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้เอง ยุคเซ็นโกคุจึงมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายถูกจารึกในประวัติศาสตร์ มีบุคคลในประวัติศาสตร์มากมายที่กลายเป็นที่จดจำจากยุคนี้ 

แต่ในนั้นก็มีชายผู้หนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เขากลายมาเป็นชายซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดเมื่อพูดถึงยุคสมัยนี้ เรื่องราวของเขาถูกนำมาเล่าในหลายรูปแบบ หลายบทบาท และหลายมุมมอง เขาคือชายที่รวบรวมญี่ปุ่นให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง 

ชายคนนี้คือ…โอดะ โนบุนางะ (1534-1582)

เมื่อพูดถึงชื่อของโนบุนางะ ภาพจำของเขาในหัวของทุกคนคงแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะรู้จักภาพของเขาในฐานะของจอมทัพสุดโหดหรือจอมปีศาจที่น่าเกรงกลัวจากวิดีโอเกม, ผู้นำสุดเท่น่านับถือในละครประวัติศาสตร์, หรือแม้แต่ร่างสาวน้อยน่ารักในจักรวาลคู่ขนานจากอนิเมะก็ยังมีมาแล้ว ไม่ว่าจะบทบาทของผู้ร้าย, พระเอก หรือตัวละครเสริมที่มีบทบาทสำคัญ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเขามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลายเลยทีเดียว

แล้ว โอดะ โนบุนางะ ตัวจริงเป็นเช่นไร? แน่นอนว่าในยุคที่ประวัติศาสตร์ถูกบันทึกในมุมมองที่จำกัด ทำให้ภาพของโนบุนางะส่วนใหญ่ออกมาในแนวของจอมทัพที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม กำจัดศัตรูทุกคนที่ขวางหน้า

ถ้ามองตามความเป็นจริงก็ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง เมื่อเขาคือชายที่กำเนิดมาในตระกูลโอดะ ซึ่งเป็นตระกูลเจ้าเมืองที่มีอำนาจปกครองอาณาเขตของตัวเอง และการตายของ โอดะ โนบุฮิเดะ ผู้เป็นบิดา ก็ส่งผลให้โนบุนางะต้องรับตำแหน่งไดเมียวคนใหม่ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่กว่าที่เขาจะได้รับการยอมรับ เขาต้องต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับผู้คนรอบข้างทั้งญาติหรือแม้กระทั่งพี่น้องของตัวเองกว่าที่เขาจะได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนในแคว้น เรียกได้ว่าเขาต้องเอาชีวิตรอดมาตั้งแต่ก่อนจะได้ก้าวขาออกจากบ้านของตนเสียอีก

เหตุการณ์สำคัญในชีวิตของโนบุนางะได้มาถึง เมื่อ อิมางาวะ โยชิโมโตะ จากตระกูลอิมางาวะ ซึ่งเป็นคู่ปรับกับบิดาของโนบุนางะมาตลอด จับมือกับตระกูลมัตสึไดระ อาศัยช่วงที่ผู้นำคนก่อนของตระกูลโอดะเพิ่งเสียชีวิตไป บุกมาที่แคว้นโอวาริ (นาโกย่าปัจจุบัน) ซึ่งเป็นถิ่นของตระกูลโอดะ เพื่อหวังจะยึดครองดินแดนในส่วนนี้ โดยทั้งสองตระกูลได้จัดกองทัพชุดใหญ่ยกทหารมาทั้งแคว้นกว่า 35,000 ชีวิต มากกว่ากองกำลังของโอดะที่กำลังอ่อนแอสุด ๆ ตอนนั้นถึงกว่า 10 เท่า

ในขณะที่ทุกคนหมดกำลังใจและคิดว่านี่คงเป็นจุดจบของโอดะอย่างแน่นอน โนบุนางะในวัย 26 ปีกลับลุกขึ้นมาแล้วปลุกใจทุกคนว่าเราจะไม่ยอมที่จะรอความตายแบบนี้ เราจะออกไปรบกับศัตรู ใครที่อยากชนะจงออกไปกับเรา ใครที่ไม่ออกไปก็จงดูในชัยชนะของเรา แม้ว่าจะมีกำลังทหารแค่ 2,500 นายเท่านั้น แต่สิ่งที่โนบุนางะได้เปรียบมาก ๆ มีอยู่สองอย่างคือ ความเป็นเจ้าถิ่นที่รู้ภูมิประเทศของสนามรบครั้งนี้เป็นอย่างดี และ ‘ข้อมูลสำคัญ’ ที่เขาได้รับมาจากสายลับนินจาที่ส่งไปสอดแนมว่าตอนนี้ค่ายของอิมางาวะกำลังจัดงานฉลองกันอย่างหนัก หลังจากเดินทางมาตั้งทัพล้อมแคว้นของโอดะไว้ได้ โอดะจึงแบ่งกองกำลังของเขาเป็นสองส่วนเพื่อตีล้อมกองทัพของอิมางาวะที่อยู่ในจุดที่ป้องกันที่ต่ำที่สุด 

ผลคือกองทัพกว่าหลายหมื่นของอิมางาวะรวมไปถึงตัวของ อิมางาวะ โยชิโมโตะ และตระกูลของเขาเองก็จบสิ้นลงในคืนนั้น นี่จึงกลายมาเป็นตำนาน ‘ยุทธการที่โอเกฮาซามะ’ ที่ทำให้ชื่อของ โอดะ โนบุนางะ โด่งดังและกลายเป็นที่เกรงกลัวของผู้คนไปทั่วทั้งญี่ปุ่น และเส้นทางการรวมดินแดนของเขาก็เริ่มต้นขึ้นนับจากนั้น

แม้ว่าภาพลักษณ์ของโนบุนางะ จะดูเหมือนเป็นคนที่ไร้ความปรานีกับคนที่ขวางทางเขาหรือปกครองคนด้วยความกลัว (อย่างเช่นเรื่องเล่าที่ว่าเขาสั่งประหารแม่บ้านคนหนึ่งเพราะทำความสะอาดห้องของเขาไม่เรียบร้อยดี) แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายครั้งก็บ่งชี้ว่าโนบุนางะมีความสามารถในการมองคน ไม่ว่าจะเป็นการที่เขาเลือกที่จะไว้ชีวิตผู้นำตระกูลมัตสึไดระที่ยกทัพมากับอิมางาวะในตอนนั้นอย่าง มึตสึไดระ โมโตยาสุ และรับเข้ามาเป็นขุนพลของตน ในศึกเดียวกันนี้เองที่โนบุนางะมองเห็นแววของทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งนามว่า คิโนะชิตะ โทคิจิโร่ และเริ่มโปรโมตให้เขาขึ้นมาเป็นทหารผู้ใกล้ชิดอย่างรวดเร็ว 

ถ้ามองจากสายตาคนภายนอกแล้ว ทั้งสองคนนี้ช่างดูไม่มีราศีเอาเสียเลย ทั้งโมโตยาสุที่มีรูปร่างอ้วนเตี้ย และโทคิจิโร่ที่มีรูปร่างเหมือนลิง แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าโนบุนางะมองเห็นถึงความสามารถที่แท้จริง ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะต่อมา โมโตยาสุได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘โทกุกาว่า อิเอยาสึ’ และโทคิจิโร่ได้กลายมาเป็น ‘โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ’ ชายสองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รวมญี่ปุ่นให้กลายเป็นหนึ่ง หลังจากโนบุนางะนั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่างดูขัดกับภาพลักษณ์จอมทัพสุดโหดของเขาคงเป็นช่วงเวลานอกการทำสงครามที่โนบุนางะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแต่งกลอน, การดื่มชา, การเต้นและร้องรำทำเพลง ว่ากันว่าเขามีความสามารถมาก ๆ และมักจะเย้ยหยันทักษะการแต่งกลอนของทหารคนสนิทของเขาอยู่เสมอ (โดยเฉพาะ อาเคจิ มิตสึฮิเดะ ที่จริง ๆ ว่ากันว่ามีความสามารถในด้านนี้มาก ๆ)

แต่ก็มีหลายครั้งที่การไร้ความปรานีของโนบุนางะ สร้างความบาดหมางระหว่างเขากับคนอื่น โดยเฉพาะกับขุนพลใกล้ชิดของเขาอย่าง อาเคจิ มิตสึฮิเดะ ที่ครั้งหนึ่งโนบุนางะได้ส่งเขาไปเข้ายึดทัมบะ ซึ่งอาเคจิก็ทำสำเร็จแถมยังเจรจาให้เจ้าเมืองอย่าง ฮาตาโนะ ฮิเดฮารุ ผู้ไม่ต้องการให้เกิดการหลั่งเลือดเข้ายอมจำนนต่อตระกูลโอดะแต่โดยดี แต่ปรากฏว่าโนบุนางะกลับสั่งประหารฮาตาโนะและน้องชายของเขาอย่างไร้เยื่อใย สร้างความช็อกให้กับมิตสึฮิเดะเป็นอย่างมาก และยังไม่พอ เมื่อเรื่องนี้กลายเป็นสาเหตุที่ผู้ภักดีของฮาตาโนะได้ลักพาตัวมารดาของมิตสึฮิเดะและฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเพื่อแก้แค้นอีกด้วย เหตุการณ์นี้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองสะบั้นลงและนำไปสู่จุดจบของโนบุนางะในเวลาต่อมา

หลังจากรวบรวมดินแดนมาถึง 20 ปี ในช่วงเวลาที่ความฝันใกล้จะเป็นจริง โนบุนางะได้ตัดสินใจไปพักผ่อนที่วัดฮอนโนจิที่เกียวโตพร้อมทหารเพียงจำนวนหยิบมือเท่านั้น (เพราะมั่นใจว่าเป็นเขตปลอดภัยของตน) ปล่อยให้ทหารที่เขาไว้ใจอย่างฮิเดโยชิและมิตสึฮิเดะขยายอาณาเขตของตนต่อไป แต่แล้วมิตสึฮิเดะก็ตัดสินใจหักหลังและยกทัพมาล้อมวัดฮอนโนจิเพื่อที่จะเอาหัวของอดีตเจ้านายตนเอง โนบุนางะที่ไม่มีกำลังพอที่จะสู้ และส่งความช่วยเหลือของเขาไปถึงฮิเดโยชิไม่ทันก็ต้องพบกับจุดจบในที่สุด

ไม่มีใครรู้ถึงวาระสุดท้ายที่แท้จริงของโนบุนางะ แต่ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดคือเมื่อเขาได้รู้ว่ากองกำลังของมิตสึฮิเดะได้ล้อมวัดฮอนโนจิไว้หมดแล้ว โนบุนางะได้สั่งให้ โมริ รันมารุ คนสนิทของเขาวางเพลิงวัดและค่อยทำการเซ็ปปูกุ (อัตวินิบาตกรรม) เพื่อที่จะไม่มีใครได้หัวของเขาไป ร่างของโนบุนางะไม่เคยถูกพบ สร้างความเชื่อและตำนานต่าง ๆ นานามากมายหลังจากนั้น (อย่างเช่นยังไม่ตายและกลายเป็นจอมปีศาจไปแล้วจริง ๆ เป็นต้น)

ทางด้านมิตสึฮิเดะที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่กี่วันก็ถูกทั้งฮิเดโยชิและอิเอยาสึพร้อมกับขุนพลที่ศรัทธาในตัวของโนบุนางะบุกเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว โดยสุดท้ายก็เป็นทัพของฮิเดโยชิที่เอาชนะและมอบจุดจบให้แก่มิตสึฮิเดะ แก้แค้นให้นายของตนได้สำเร็จ พร้อมสืบทอดเป้าหมายในการรวมดินแดนให้เป็นหนึ่งเดียวต่อไป

ไม่ว่าจะถูกจดจำในแบบไหน โนบุนางะก็คือบุคคลหนึ่งที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และยังเป็นชื่อที่รู้จักไปทั่วโลกในรูปแบบที่หลากหลาย นอกจากนี้ตระกูลโอดะก็ยังสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยผู้สืบสายเลือดโดยตรงคนปัจจุบันอย่าง โอดะ โนบุนาริ ยังเป็นนักสเก็ตลีลาชื่อดังความหวังของประเทศที่เคยได้ถึงเหรียญทองจากการแข่งสเก็ตลีลาชิงแชมป์สี่ทวีปมาแล้ว 

ก็แอบคิดไม่ได้เหมือนกันว่า ถ้าโนบุนางะมาเกิดในยุคสมัยนี้ เขาอาจจะไม่ต้องอยู่ในวังวนการฆ่าฟัน และได้ทำสิ่งที่เขาชอบคือการแต่งกลอนร้องรำทำเพลง รวมใจทุกคนเป็นหนึ่งแบบไม่ต้องเสียเลือดเนื้ออย่างที่ผู้สืบสายเลือดของเขาได้ทำไว้ในยุคนี้ก็เป็นได้…

 

ที่มา

Oda Nobunaga: The Great Unifier of Japan https://youtu.be/KrvRdXloeMg

Warring States Japan: Sengoku Jidai – Battle of Okehazama – Extra History – #1 https://youtu.be/hDsdkoln59A

http://factsanddetails.com/japan/cat16/sub107/entry-5322.html

 

เรื่อง: บุญตระกูล ชีวะตระกูลกิจ


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ