Post on 26/09/2019

กาลครั้งหนึ่งจนถึงปัจจุบันในฮอลลีวูด เส้นทางอันยาวไกลของชายชื่อ แบรด พิตต์

สมัยที่โฆษณาชุด Camera ของกางเกงยีนส์ลีวายส์ออกฉายทางโทรทัศน์ในปี 1990 ยังไม่มีใครจำชื่อหรือแม้แต่รู้จักชายหนุ่มผมทอง ร่างกายกำยำในกางเกงยีนส์รุ่น 501 นั้นได้ แต่ถึงอย่างไร ภาพลักษณ์ดิบแฝงแววตาขบถลึก ๆ จากเจ้าหนุ่มนั่นก็กลายเป็นภาพจำในความทรงจำของชาวอเมริกันหลายคน และยิ่งตอกย้ำด้วยการปรากฏตัวในหนังอาชญากรรมสองสาวของ ริดลีย์ สก็อตต์ Thelma & Louise (1991) กับฉากที่เขาซึ่งรับบท เจดี ตัวละครสุดห่ามกำลังเย้าแหย่สาวคนรักด้วยการถือไดร์เป่าผมต่างปืน -ในสภาพเปลือยท่อนบน

ตัวอักษรสีขาวบนพื้นสีดำจากเครดิตหลังหนังจบแสดงชื่อ แบรด พิตต์ และนั่นคือครั้งแรก ๆ ที่ชื่อนี้ได้รับการจดจำในวงกว้าง

 

มันเป็นชื่อที่แปลก หลายคนคิดอย่างนั้น ตัวแบรด พิตต์เองถูกถามถึงที่่มาที่ไปของชื่อบ่อยครั้ง บางคนเข้าใจว่าเขาเปลี่ยนชื่อตัวเองให้ฟังประหลาดหูเพื่อจะได้เป็นที่จดจำในวงการที่ผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าออกอยู่เสมอ แต่พิตต์จะแค่ปฏิเสธอย่างสุภาพ

 

“ไม่ใช่นะ ผมเกิดมาพร้อมกับชื่อนี้จริง ๆ ผมเกิดมากับชื่อแบรด” เขาว่า และในวัย 27 ปีที่เพิ่งจะแจ้งเกิดในหนังของสก็อตต์กับค่าตัวหกพันเหรียญสหรัฐ พิตต์คงไม่ได้จินตนาการว่าในอนาคต ชื่อนี้จะกลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ทรงพลังที่สุดชื่อหนึ่งของฮอลลีวูด ที่มาพร้อมชื่อเสียง ค่าตัวอีกสิบล้านเหรียญ และชีวิตที่ผูกโยงอยู่กับสื่อแทบตลอดเวลา อดีตเด็กชายที่เป็นนักกีฬาของโรงเรียน เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมิสซูรีเพื่อจะลาออกก่อนหน้าพิธีจบการศึกษาเพียงสองสัปดาห์ หลังรู้ดีว่าเขาไม่ได้ปรารถนามันอีกต่อไปแล้ว และเดินหน้ากระโจนเข้าสู่เมืองใหญ่แห่งแสงสีอย่างลอสแองเจลิส เพื่อตะกายเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้แน่ชัดว่าหลงใหลมันตั้งแต่เมื่อไหร่ และนั่นคือปฐมบทแรกของการเดินทางในอุตสาหกรรมนี้ของเขา

 

และเช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คน พิตต์ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ในโลกฮอลลีวูดที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวหน้าตาดี เขาอาจไม่ได้โดดเด่นมากพอสำหรับใครเลยก็ได้เพราะพิตต์ในวัยนั้นเป็นแต่เพียงชายผิวขาว ผมบลอนด์ ตาสีฟ้าแบบเดียวกับที่หนุ่ม ๆ อีกนับพันคนในอุตสาหกรรม เขาลับคมตัวเองด้วยการลงเรียนการแสดงกับ รอย ลอนดอน โค้ชด้านแอ็กติงชื่อดังในแคลิฟอร์เนีย จนได้รับเลือกไปรับบทตัวประกอบเล็กจิ๋วที่ไม่มีใครจำได้ใน No Man’s Land (1987) และ Less Than Zero (1987) เรื่อยมาจนเข้าสู่ปี 1990 ที่พิตต์ตระหนักได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขายังสร้างชื่อให้ผู้คนจดจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้ เป็นแค่คนขาวผมบลอนด์นัยน์ตาฟ้าไร้ใบหน้าเช่นเดียวกับอีกหลายร้อยหลายพันคน

 

“ผมท้อแท้เอามาก ๆ” เขาในวัย 55 และประสบความสำเร็จสุดขีดย้อนอดีต “แล้วมีคนในกองถ่ายคนหนึ่งเดินมาบอกผมว่า ‘เชิดหน้าไว้ไอ้หนุ่ม ปาดน้ำตาซะ อย่าลืมเสียล่ะว่ามึงคือแบรด พิตต์ กูล่ะอยากเป็นมึงจะตายห่า’ มันช่วยผมได้เยอะเลยนะประโยคนั้น” และนั่นจึงเป็นที่มาของประโยคอันลือลั่นที่ คลิฟฟ์ บูธ ตัวละครของเขาใน Once Upon a Time In Hollywood (2019) -หนังลำดับที่เก้าและเป็นลำดับล่าสุดของ เควนติน ทารันติโน- ตะโกนบอกไล่หลังตัวละครคู่หูที่กอดคอร่วมหัวจมท้ายกันมาค่อนชีวิตในหนัง 

A River Runs Through It (1992)

และในปี 1990 นั่นเองที่โฆษณาของลีวายส์แจ้งเกิดเขาพร้อม ๆ กับการปรากฏตัวในหนังของริดลีย์ สก็อตต์ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยหนังดรามาน้ำดี A River Runs Through It (1992) ที่เขารับบทเป็นพี่น้องกันกับ เคร็ก เชฟเฟอร์ นักแสดงดังของยุคและ True Romance (1993) หนังที่ทารันติโนเขียนบทและได้ โทนี สก็อตต์ -น้องชายแท้ ๆ ของริดลีย์- นั่งแท่นผู้กำกับ พิตต์ที่ปรากฏตัวเพียงไม่กี่ฉากแต่ก็ขโมยซีนสุด ๆ ด้วยใบหน้าหล่อเหลา แววตาขบถกับฉากดูดปุ๊นล่องลอย และตามมาด้วยหนังที่เขาประกบกับนักแสดงชายเบอร์ต้นอีกคนของยุคสมัยอย่าง ทอม ครูซ ใน Interview with the Vampire: The Vampire Chronicles (1994) ที่เสมือนว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาคำนึงถึงชื่อเสียงที่ได้รับและราคาที่เขาต้องจ่าย พิตต์ไม่ได้เป็นแค่ไอ้หนุ่มผมบลอนด์โนเนมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นนักแสดงที่ดังเป็นพลุแตก กับลุก ‘ขายหล่อ’ ที่ทำให้เขาหายใจไม่เต็มปอด “จำได้ว่าตอนถ่ายหนังเรื่องนี้ทำผมเป็นบ้าไปพักนึง” เขาเล่า “จนวันหนึ่งผมโทรศัพท์หา เดวิด เก็ฟเฟ็น โปรดิวเซอร์หนังแล้วบอกว่า ‘เดวิด ผมทำต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ ผมต้องจ่ายเท่าไหร่ถึงไม่ต้องทนทำมันอีกต่อไปแล้ว’ และเขาตอบกลับมาอย่างสุภาพสุด ๆ ว่า ‘สี่สิบล้านเหรียญไงพวก’ แค่นั้นเลย” (จึงไม่แปลกที่พิตต์จะกัดฟันถ่ายต่อจนจบ)

 

นั่นเพราะไม่มีใครในยุคนั้นกล้าปฏิเสธ -แม้แต่ตัวพิตต์เอง- ว่าเขาเป็นคนหน้าตาดี พิตต์เคยเย้าตัวเองเล่น ๆ ด้วยซ้ำไปว่า “ผมคือคนที่คุณจะเหม็นหน้าเพราะยีนหน้าตาที่ผมได้รับ” เขาว่า และไปพร้อม ๆ กัน มันก็ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาอึดอัดด้วย “เวลาคุณเจอใครสักคน คุณคงไม่ได้มัวแต่ใส่ใจรูปลักษณ์ของเขาอย่างเดียวหรอกใช่ไหม มันก็แค่เป็นแว่บแรกที่เราเห็นตอนเจอกันเท่านั้นแหละ แต่มันก็จะมีคนอีกหลายคนเลยที่คุณไม่ได้สะดุดตาพวกเขาในตอนแรกหรอกครับ แต่พอลองคุยกันแล้วคุณก็สัมผัสได้ว่า คนคนนี้คือสิ่งที่สวยงามที่สุดในโลกเลย”

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังอาการเคว้งคว้าง พิตต์จึงพบว่าตัวเองสับสนอยู่ในโลกของฮอลลีวูดที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพยายามตะเกียกตะกายแทบตายเพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน และถึงวันหนึ่ง เมื่อเขาปีนไปถึงยอดเขาแล้ว พิตต์ก็พบว่าตัวเองงุนงงกับก้าวต่อไปของตัวเอง กับภาพลักษณ์ชายหน้าตาดี ขายรูปลักษณ์ดิบเถื่อน “สักประมาณกลางยุค 90 ที่ผมหลงทาง ไม่รู้ตัวเองจะเอายังไงต่อไปกับชีวิต ช่วงเวลานั้นมันวุ่นวายมาก เหมือนทุกที่เต็มไปด้วยเสียงดัง ๆ และความโกลาหล” พิตต์เล่า “ตอนนั้นแหละครับที่ผมได้เจอกับ เดวิด ฟินเชอร์ และเขานี่เองก็กอบกู้ซากผมไว้”

Se7en (1995)

Se7en (1995) คือการพบเจอกันครั้งแรกระหว่างพิตต์กับฟินเชอร์ ผู้กำกับหนุ่มที่เพิ่งแจ้งเกิดจาก Alien 3 (1992) และคว้าใจพิตต์ได้ด้วยประโยคที่ว่า “นี่มันไม่ใช่หนังที่นายจะได้รับการจดจำหรือถูกพูดถึงหรอก แต่มันจะเป็นหนังที่นายจะภูมิใจกับมันมาก ๆ แน่นอน” และเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยสำหรับพิตต์ที่สะบักสะบอมตลอดเรื่องในฐานะนักสืบหนุ่มไฟแรงที่ตามล่าตัวฆาตกรต่อเนื่องกลางกรุงนิวยอร์ค เขาเลือดท่วมระหว่างถ่ายทำฉากล้มฟาดไปกับกระจกรถจนโดนกระจกบาด มิหนำซ้ำยังถูกฟินเชอร์ลากไปถ่ายฉากซ้ำ ๆ จนกว่าจะพอใจ ตามสไตล์เขาที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มักจะรีเทคอยู่บ่อย ๆ แม้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดก็ตาม และต้องอยู่ในกองถ่ายที่อุดอู้หม่นทึมแทบตลอดเวลาเสียจนพิตต์ออกปากว่า เกวนเน็ต พัลโทรว ที่ร่วมแสดงในเรื่องนั้นเป็นเพียงแสงสว่างเดียวเท่าที่กองถ่ายจะมีได้แล้ว

 

หากแต่ทุกความยากลำบากในตอนนั้นดูจะเป็นสิ่งที่พิตต์โหยหาพอดี เขาหลุดพ้นจากภาพลักษณ์หนุ่มขายหล่อไปสู่นักแสดงขายฝีมือ กับฉากมองดูกล่องกระดาษใบนั้นด้วยแววตาสับสน พิตต์กลายเป็นเพื่อนสนิทกับฟินเชอร์แทบจะในทันทีแม้จะห่างหายจากกันไปทำโปรเจกต์ส่วนตัว พิตต์ไประเบิดฟอร์มอีกครั้งในหนังของเทอร์รี่ กิลเลียมอย่าง Twelve Monkeys (1995) ด้วยบทไม่ขายหล่อเช่นเดิมเพราะมาในลุคคนคลั่งคุ้มดีคุ้มร้ายตลอดทั้งเรื่อง แถมยังชิงสมทบชายเวทีออสการ์ได้เป็นครั้งแรกจากเรื่องนี้ และ Seven Years in Tibet (1997) ที่ทำให้เขาถูกแบนจากประเทศจีนอย่างถาวรด้วยบทบาทสุ่มเสี่ยงในหนัง

 

“แล้วตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองกลับมาสับสนอีกครั้ง” พิตต์ว่า “ไม่รู้จะเอายังไงต่อไปกับชีวิต หลงทางเหมือนเคย แล้วผมก็เจอกับฟินเชอร์อีกครั้ง เขาโผล่มาพร้อมโปรเจกต์หนังเรื่อง Fight Club และนี่แหละที่ผมแหกปากบอกเขาว่า กูเอาด้วย นี่แหละที่อยากแสดง”

บทไทเลอร์ เดอร์เดนต์ คนทำสบู่ปริศนากลายเป็นภาพจำสำคัญของแบรด พิตต์ในวัย 35 ปี ที่ฟินเชอร์ดึงบุคลิกดิบเถื่อนของเขามาใช้ในหนังได้อย่างทรงพลัง เขาคือต้นแบบคนที่ชายหนุ่มทั่วไปอยากจะเป็นนั่นคือ ห้าว ห่าม และขบถต่อสังคมโลก ถึงนาทีนั้น พิตต์ก็ยืนอยู่ในจุดสูงสุด -กว่าที่เคยยืน- ในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด เขาขึ้นปกนิตยสารแทบทุกหัว ติดโผหนุ่มเซ็กซี่ร้อนแรงจากหลายสำนักและหลายปีซ้อน (ภายหลังเขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ถามจริง เวลาผมมองตัวเองในกระจกก็เห็นแค่ไอ้ฟันเหลืองยืนเมาขี้ตาตลอดเวลาแหละ”

 

แต่พิตต์ชัดเจนว่าเขาไม่ควรถูกผูกโยงด้วยภาพลักษณ์นี้เพียงอย่างเดียว ระยะต่อมาจึงเป็นช่วงเวลาที่เขาแสดงหนังสารพัดบททั้งหนังรัก หนังแอ็กชั่นไปจนหนังธริลเลอร์คอเมดีแบบ Ocean’s Eleven (2001) ที่ประสบความสำเร็จจนมีภาคต่องอกตามมาอีกหลายภาค และซิตคอมอารมณ์ดี Friends ที่เขาไปโผล่รับเชิญร่วมจอกับคู่รักในชีวิตจริง ณ ตอนนั้นอย่างเจนนิเฟอร์ อนิสตัน และนั่นคือก่อนหน้าการมาถึงของ Mr. & Mrs. Smith (2005) ที่เขาประกบคู่กับนักแสดงสาวเบอร์ใหญ่ของโลกอย่างแองเจลินา โจลี มันได้กลายเป็นหนังที่หลายคนจับตาตั้งแต่ประกาศสร้าง เพราะนี่คือการเจอหน้ากันครั้งแรกของสองนักแสดงชายหญิงที่ต่างเป็น ‘ตัวท็อป’ ของฮอลลีวูดทั้งคู่ และยิ่งไปกว่านั้น ภายหลังหนังออกฉาย พิตต์ประกาศเลิกกับอนิสตันและคบหากับโจลีอย่างเปิดเผย คู่รักโจลี-พิตต์กลายเป็นคู่รักที่อยู่ทุกพาดหัวของทุกสื่อในทันที และเป็นเช่นนั้นอยู่นานหลายปีจนทั้งคู่เลิกราอย่างเป็นทางการในปี 2016 ที่โจลีและพิตต์ล้วนต้องเผชิญหน้ากับกองทัพปาปารัซซีและสื่อมวลชนที่รุมขย้ำชีวิตส่วนตัวทั้งสองในทุกมิติ พิตต์หวนกลับไปติดสุราอย่างรุนแรงอีกครั้ง ขณะที่โจลีเงียบหายไปใช้ชีวิตอยู่กับลูก ๆ

กลับมาที่งานแสดง เป็นที่แน่ชัดว่าเขามุ่งมั่นจะรับงานที่หลากหลายทั้งเท่ระเบิดจาก The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford (2007) และบทคนบ๊อง ๆ ในหนังบวม ๆ ของพี่น้องโคเอน Burn After Reading (2008) หวนกลับมาร่วมงานกับฟินเชอร์อีกหนใน The Curious Case of Benjamin Button (2008) ที่ส่งเขาชิงออสการ์สาขานำชายยอดเยี่ยม มาจนถึงบทนายทหารอิตาเลียนเก๊ ๆ ในหนังทะลุโลกของทารันติโนจาก Inglourious Basterds (2009) 

 

ช่วงนั้นดูเหมือนจะเป็นช่วงที่พิตต์สนุกสนานกับการแสดง เขาสวมร่างสารพัดทั้งเป็นคุณพ่อในหนังแสนจะเป็นบทกวีอย่าง The Tree of Life (2011) ของเทอร์เรนซ์ มาลิค (ว่ากันว่าเขาปล่อยให้พิตต์แสดงฉากเค้นอารมณ์สุดขีด แต่หันไปถ่ายผีเสื้อที่บินมาเกาะนิ้วเจสสิก้า เชสแทน-นักแสดงร่วมในเรื่องแทน) กับ Moneyball (2011) ที่ส่งเขาชิงนำชายอีกครั้งกับการรับบทแสนจะธรรมดาของผู้จัดการทีมเบสบอล ที่กระชากคนดูไปสู่ห้วงแตกหักทางอารมณ์ได้อย่างทรงพลังในฉากท้ายเรื่อง และเขาปิดท้ายปีด้วยการไปพากย์เสียงให้หนังแอนิเมชันมุ้งมิ้งอย่าง Happy Feet Two (2011) 

กับปี 2019 นี้ พิตต์กลับมาทวงบัลลังก์ (ซึ่งอันที่จริง เขาอาจไม่เคยเสียตำแหน่งนี้ไปให้ใครด้วยซ้ำ) เบอร์ต้น ๆ ของฮอลลีวูดอีกครั้ง ด้วยการอยู่ในหนังฟอร์มยักษ์ของเรื่อง คือ Once Upon a Time… in Hollywood และ Ad Astra ซึ่งก็อีกเช่นเคย ตัวละครที่พิตต์รับบทนั้นแตกต่างจากอีกเรื่องอย่างสุดขั้ว เขาคือสตันต์แมนที่สาวหมัดใส่หน้าคนทั้งโลกในหนังของทารันติโน ไม่อ่อนไหวกับอะไรง่าย ๆ และเข้มแข็งอยู่เสมอ ไปพร้อม ๆ กับที่เป็นนักบินอวกาศแสนโดดเดี่ยวเปราะบางในหนังลำดับล่าสุดของเจมส์ เกรย์ 

 

ทั้งหมดนี้ คงพอสะท้อนได้ว่า พิตต์นั้นออกเดินมาไกลแสนไกลจากการเป็นชายหนุ่มผมบลอนด์ทั่ว ๆ ไปในฮอลลีวูด สู่นักแสดงมากฝีมือที่พร้อมพิสูจน์ตัวเองทุกบทบาทเรื่อยมานั่นเอง


พิมพ์ชนก พุกสุข

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว แต่ถ้าเดดไลน์บอกว่าต้องเสร็จวันนี้ก็เสร็จได้แหละ

Related

เดอะ พาวเวอร์พัฟฟ์ เกิลส์: การ์ตูนที่สอนว่า ‘เด็กผู้หญิงเป็นฮีโร่ได้’ ไม่ว่าเธอจะมีนิสัยแบบไหนก็ตาม

อะไรที่ทำให้หลายคนตั้งตารอการกลับมาครั้งนี้ของ BLACKPINK ?

คริส อีแวนส์ กัปตันอเมริกา รักเด็ก รักหมา ด่าทรัมป์

ทอม นุก แห่ง Animal Crossing: นายทุนทานูกิ ผู้สะท้อนภาพความโหดของโลกทุนนิยม

ดองกิโฮเต้ โดฟลามิงโก้ เผ่ามังกรฟ้าและผลของความไร้เดียงสาทางการเมือง

‘We Are The World’ เพลงแห่งการช่วยเหลือคน (โลก) จากเหตุการณ์อิ๊บหายทั้งหลาย

[2] ชาร์ลี พาร์คเกอร์ อัจฉริยะดนตรีผู้ใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่ง: จับเทเนอร์แซ็ก ในวง เอิร์ล ไฮน์ส

ร็อกแมน ไอ้หนุ่มร็อกแอนด์โรล ผู้ต้านภัยคุกคามจาก AI