Post on 08/09/2019

One Punch Man – ไซตามะ ซูเปอร์ฮีโรผู้ปิดทองหลังพระ

ผู้อ่านเคยมีอารมณ์ที่แบบ พยายามอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา พยายามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ให้ตัวเองเก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้นไหมครับ?

เคยมีช่วงที่ขยันฝึกฝนทักษะต่าง ๆ อยู่ทุกวัน ไม่เว้นแม้แต่วันเดียว จนในที่สุด ตัวเองก็เก่งขึ้นมาเหนือคนจำนวนมากได้ แต่กลับไม่มีใครเห็นคุณค่า แม้จะทำดี ทำผลงานยิ่งใหญ่แค่ไหน ผลงานก็กลายเป็นของคนอื่นไปทุกที ไม่เคยมีใครเห็นหัวเราเลย เคยเป็นบ้างไหมครับ?

แล้วก็จะมีพวกที่ ความสามารถต่ำ หรือ ไม่มีความสามารถอะไรเลย แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีหน้ามีตา มีชื่อเสียงลาภยศมากมายในสังคม เคยเจอไหมครับ?

ถ้าใครเคยอ่านเรื่อง One Punch Man จะรู้ได้ทันทีว่าผู้เขียนกำลังพูดถึงอะไรอยู่ เรื่อง One Punch Man นี้แต่เดิมเป็นการ์ตูนลงเว็บที่ไม่ผ่านระบบสำนักพิมพ์ใด ๆ โดยผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า One แล้วต่อมาเกิดฮิตในบรรดาผู้อ่าน สำนักพิมพ์ชูเอฉะ (集英社) จึงขอลิขสิทธิ์มารีเมก แล้วให้ มุระตะ ยูสุเกะ (村田雄介) วาดใหม่อีกครั้งเพื่อตีพิมพ์กับชูเอฉะ ปัจจุบันทั้งเวอร์ชันต้นฉบับของอาจารย์ One และของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ ต่างก็ยังดำเนินเรื่องให้อ่านอยู่ ยังไม่จบทั้งสองเวอร์ชัน

One Punch Man เดิมเป็นแค่การ์ตูนแก๊ก เน้นตลกเสียดสีสังคมญี่ปุ่น แต่ยิ่งเนื้อเรื่องดำเนินไป ก็ยิ่งมีความลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ในภาษาญี่ปุ่นเขียนชื่อเรื่องด้วยอักษรคะตะกะนะว่า วันปังแมน (ワンパンマン) เพื่อเป็นมุกแซวเรื่อง อันปังแมน (アンパンマン) แล้วยังให้ตัวเอกของเรื่องแต่งตัวเลียนแบบอันปังแมนด้วย คืออันปังแมนเป็นชุดแดงและถุงมือถุงเท้ารวมทั้งเข็มขัดเป็นสีเหลือง แต่ไซตามะตัวเอกของเรื่องจะสลับกันคือชุดเหลืองและถุงมือถุงเท้าเป็นสีแดงแทน

ตัวละครเอกของเรื่องคือ ไซตามะ เดิมเป็นนักศึกษาตกงาน ที่กำลังหางานอยู่ ที่ญี่ปุ่นเวลาหางานจะมีฤดูกาลหางานซึ่งกินเวลาเป็นปี ถ้าพลาดจากฤดูกาลหางานนี้มักจะตกงานไปอีกอย่างน้อยปีถึงปีครึ่งเพื่อรอฤดูกาลหางานรอบหน้า ไซตามะตกสอบสัมภาษณ์งานมาหลายที่ และกำลังหมดอาลัยตายอยากในชีวิต จนไปเจอปีศาจปูที่พยายามทำร้ายเด็ก ไซตามะตอนแรกก็ไม่คิดจะช่วยเด็ก แต่ในที่สุดด้วยความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นฮีโร ทำให้ตัดสินใจสู้ และดันสู้ชนะ ฆ่าปีศาจปูสำเร็จ ไฟแห่งแรงบันดาลใจวัยเด็กลุกโชนอีกครั้ง จึงอยากช่วยเหลือสังคมมากกว่ามานั่งหางาน ไซตามะจึงตัดสินใจจะเลิกหางาน แล้วฝึกฝนตัวเองเพื่อเป็นฮีโรแทนโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน (รายได้ของไซตามะมาจากเงินเก็บ แล้วพอเงินหมดก็ไปทำงานพาร์ตไทม์เป็นระยะเพื่อเก็บเงินไว้ใช้บ้าง แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์อยู่ตลอด หลังจากนั้นก็ได้เข้าสังกัดสมาคมฮีโรทำให้มีเงินเดือนใช้ แต่ก็ยังใช้ชีวิตประหยัดเช่นเดิม)

ไซตามะใช้เวลาถึง 3 ปีในการเป็นฮีโรโดยไม่ได้รับเงินค่าจ้างจากใคร และใน 3 ปีนี้ก็ฝึกฝนตัวเองไปด้วยเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดคือ
วิดพื้น 100 ครั้ง
ซิตอัพ 100 ครั้ง
สควอท 100 ครั้ง
วิ่ง 10 กิโลเมตร
กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ ถ้ามื้อเช้าไม่ได้กินข้าว อย่างน้อยกินกล้วยก็ได้
ไม่ว่าอากาศจะร้อนหรือหนาวแค่ไหน ก็ห้ามเปิดเครื่องปรับอากาศโดยเด็ดขาด

ไซตามะทำทุกเมนูนี้ “ทุกวันไม่เว้นแม้แต่วันเดียว” ไม่ว่าวันที่ป่วยหรือบาดเจ็บ ก็ห้ามหยุด พอถึงจุดหนึ่งก็ผมร่วงหมดหัว กลายเป็นหัวโล้น และวิวัฒนาการจนมีพลังเหนือมนุษย์

จริง ๆ การฝึกเมนูนี้เป็นเพียงการเสียดสีแบบการ์ตูนแก๊ก แต่พอมาคิดว่า การที่จะมีมนุษย์คนหนึ่งฝึกฝนตัวเองอย่างเข้มงวดขนาดนี้ไม่เว้นแม้แต่วันเดียว คนคนนั้นจะต้องมีความแน่วแน่มากเพียงใด ก็นับถือไซตามะมากแล้ว ที่ทั้งฝึกหนัก ทั้งต่อสู้ปีศาจจนบาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน โดยไม่ได้ผลตอบแทนใด ๆ เลยตลอด 3 ปีเต็ม จนตัวเองเข้าถึงสภาพแห่ง “หมัดเดียวจอด” คือไม่ว่าปีศาจจะเก่งขนาดไหน ไซตามะก็สามารถต่อยครั้งเดียวฆ่าปีศาจได้เลยทุกครั้ง ยกเว้นว่าไซตามะจะจงใจต่อยหลายครั้งเองสำหรับศัตรูบางตัว

เนื้อเรื่องเริ่มทำร้ายจิตใจคนดูมากขึ้นหลังจากไซตามะไปเข้าสังกัดกับสมาคมฮีโร คนดูเริ่มเห็นว่าไซตามะ “ปิดทองหลังพระตลอดกาล” แถมบางครั้งโดนด่าซ้ำด้วย เราจะเห็นว่าฮีโรหลายคน “ได้ผลงานที่ไซตามะทำไว้” เช่น คิง ซึ่งคิงเองไม่ใช่คนโกหก แต่คิงเป็นคนดวงดีตลอดที่บังเอิญไปอยู่ในเหตุการณ์หลังจากที่ไซตามะเพิ่งฆ่าปีศาจเก่ง ๆ หลายครั้ง ทำให้คิงกลายเป็นฮีโรระดับ S ที่เก่งมาก ๆ ๆ (ทั้งที่จริง ๆ แล้วคิงไม่ได้มีความสามารถอะไรเลย) เพราะผลงานเข้าตาสมาคมฮีโรที่คิดว่าคิงเป็นคนจัดการปีศาจเหล่านั้น โดยคิงก็ไม่กล้าปฏิเสธใครว่าตัวเองเปล่าทำนะ คิงจึงได้ผลงานที่ไซตามะทำไว้ไปเสพสุขแบบงง ๆ

หรือ ไรเดอร์ไร้ใบขับขี่ ก็ไม่ได้เป็นคนปลิ้นปล้อนที่พยายามขโมยผลงานคนอื่น แต่การอยู่ถูกที่ถูกเวลา ทำให้ไรเดอร์ไร้ใบขับขี่ได้ผลงานว่ากำจัดแก๊งหัวโล้น, มีส่วนทำให้เจ้าสมุทรบาดเจ็บ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไรเดอร์ไร้ใบขับขี่ไม่มีความสามารถอะไรเหนือมนุษย์เลย มีเพียงใจที่สู้ไม่ถอยเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าได้รับการประเมินผลงานดีมาก ทั้งที่จริง ๆ ไซตามะเป็นคนกำจัดหัวหน้าแก๊งหัวโล้นและเป็นคนกำจัดเจ้าสมุทร

คิงและไรเดอร์ไร้ใบขับขี่ ไม่ได้เป็นคนขโมยผลงาน แต่ก็มีฮีโรที่ทำทุกอย่างเพื่อเรตติง เพื่อผลงานตัวเอง อย่าง เมทัลไนท์ หรือ อะมะอิมาสก์ แล้วก็มีที่เข้าขั้นชั่วเลยอย่างพี่น้อง Tank Top ที่จงใจสร้างข่าวลือทำลายไซตามะ ทำให้ชาวบ้านคิดว่าอุกกาบาตทำลายเมืองเพราะความผิดของไซตามะที่ไม่ยอมรอฮีโรคนอื่นมาช่วย แต่เป็นเพราะไซตามะอยากขโมยผลงานเป็นของตัวเองคนเดียวทำให้ภารกิจทำลายอุกกาบาตล้มเหลว จึงทำให้บ้านเมืองพินาศหมด

เรื่องนี้เสียดสีสังคมญี่ปุ่นและสังคมมนุษย์ในหลาย ๆ วัฒนธรรมอย่างมาก เริ่มจากตอนที่ปีศาจปูด่าไซตามะว่า “ไอ้กระจอก” เพราะหางานทำไม่ได้ เป็นการแปะป้ายของสังคมญี่ปุ่นว่าคนที่ไร้สังกัดคือคนที่ห่วย แล้วพอไซตามะได้มีสังกัดกับสมาคมฮีโรแล้ว ก็วิจารณ์การแบ่งแยกระดับของฮีโรโดยตรง ว่าจริง ๆ การแบ่งระดับก็ไม่ได้เป็นตัวบอกความสามารถเลย แต่สังคมก็ยังให้ค่ากับการแบ่งนั้น คนเก่งอย่างไซตามะกลับได้ระดับ C ในขณะที่คนไร้น้ำยาอย่างคิงกลับได้ระดับ S ยังมีการวิจารณ์ความบ้าเปลือกของสังคมมนุษย์ เพราะไซตามะหัวโล้นไม่หล่อไม่เท่ ไม่ว่าทำผลงานยังไง คนก็ไม่ปลื้ม เพราะคนปลื้มฮีโรที่เท่ ๆ และมีคาแรคเตอร์ หรือฮีโร่ที่เปลือกนอกดูดีมากกว่า ไซตามะถึงกับโดนคนด่าออนไลน์และส่งจดหมายมาด่าที่บ้านด้วยซ้ำไป ทั้งที่ไซตามะอุทิศตัวเองเพื่อสังคมมาโดยตลอดแท้ ๆ

นอกจากนี้ยังพูดถึงว่าคนเราจะประสบความสำเร็จ ไม่เกี่ยวกับความสามารถ แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส อยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา ขึ้นอยู่กับดวงดี (เหมือนเจ้าคิงในเรื่อง) ขึ้นอยู่กับการสร้างภาพ การแบรนดิ้ง การมาร์เก็ตติ้ง การ ฯลฯ หลายสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องความสามารถเลย

อีกทั้งพูดถึงด้านมืดของไซตามะด้วยว่า ปากบอกอยากเป็นฮีโร แต่เอาเข้าจริงก็อยากดัง อยากมีชื่อเสียงเช่นกัน เพียงแต่กิเลสของไซตามะเป็นกิเลสละเอียด ที่พอมาเทียบกันว่าถ้าต้องตอแหล สร้างภาพ ขโมยผลงานคนอื่นเพื่อชื่อเสียง ไซตามะก็เลือกทิ้งโอกาสสร้างชื่อเสียงนั้นไปดีกว่า อย่างที่เห็นตอนที่โดนพี่น้อง Tank Top ดิสเครดิต ไซตามะก็ด่าสวนชาวบ้านเลยว่า อั๊วอยากทำลายอุกกาบาตเอง บ้านเมืองพวกแกจะพังก็ช่างมันสิ แบบไม่แคร์ว่าใครจะเกลียด หรือตอนที่ไซตามะโค่นเจ้าสมุทรแล้ว ไซตามะเองจงใจทำลายชื่อเสียงตนเองโดยการมอบเครดิตให้กับฮีโรคนอื่น ๆ ที่ต่อสู้กับเจ้าสมุทรก่อนหน้านี้แทน คือการ “เสียสละตัวเองอย่างที่สุด” และเป็นจุดที่ไซตามะผลักตัวเองไปสู่ “การปิดทองหลังพระ” โดยสมบูรณ์แบบ

ไซตามะในเรื่อง ถ้าคิดต่อแบบมโนให้ลึก ๆ ก็สามารถมองได้ว่าเป็นกระบวนการ “ฝึกฝนทางธรรมะ” อย่างหนึ่ง จากที่ไซตามะมีผม แล้วก็ฝึกฝนหนักจนผมร่วง เครื่องแบบฮีโรก็ยังเป็นสีเหลืองคล้ายจีวรพระ พอเข้าสมาคมฮีโรก็โดนความเสื่อมทรามของสมาคมฮีโรและสังคมญี่ปุ่นทำร้าย ทำให้ต้องตัดสินใจทิ้งชื่อเสียงไปอีก จนในเรื่องไซตามะเหมือนเข้าถึงสภาพอะไรสักอย่าง และยังมีการใช้คำพูดเหมือนตัวละคร “โดดเดี่ยวแสวงพ่าย” ในนิยายกิมย้งด้วยว่า “เก่งจนไม่มีคู่ต่อสู้ ช่างเดียวดายยิ่งนัก” ทำให้ไซตามะเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างที่ไร้คู่ฝีมือเหมาะสม ทำให้ตัวเองไม่สามารถวิวัฒนาการขัดเกลาตัวเองเพิ่มได้เพราะเก่งเกินชาวบ้านมากเกินไปแล้วนั่นเอง

เรื่องนี้ยังไม่จบ การดำเนินเรื่องน่าติดตามมาก เอาใจช่วยไซตามะอย่าง 2 จิต 2 ใจ อยากให้ชาวบ้านและสมาคมฮีโรได้รู้เสียทีว่าใครที่ช่วยแกไว้นับครั้งไม่ถ้วน แต่อีกใจก็อยากให้ไซตามะปิดทองหลังพระอย่างนี้ไปตลอด ไม่อย่างนั้นก็เสียชื่อผู้ปิดทองหลังพระหมดสิ

คุณผู้อ่านเองล่ะ ดำเนินชีวิตที่พัฒนาความสามารถตัวเองจริง ๆ แบบไซตามะ หรือดำเนินชีวิตโดยการสร้างภาพแบบฮีโรหลายคนในสมาคมฮีโร่กันนะ?


วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล

ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมมวลชนญี่ปุ่น ศึกษาภาษาและสังคมญี่ปุ่นมายาวนานมากกว่า 20 ปี ทั้งจากมุมมองของชาวญี่ปุ่นเอง, มุมมองของชาวไทย, และมุมมองของชาวตะวันตก