Post on 30/05/2021

ออร์แลนโด้ บลูม: เจ้าชายนักธนู สู้ภาวะ Dyslexia

“ ตอนที่ผมอยู่ในโรงเรียน ผมมีปัญหาอยู่บ้างเพราะว่าผมเป็น Dyslexia แต่เมื่อผมได้เรียนเกี่ยวกับการแสดงและยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผมอยู่บนเวที ปัญหาทุกสิ่งก็หายไป การได้อยู่บนนั้นทุกอย่างสำหรับผมมันชัดเจนแจ่มชัด และผมมีโฟกัสอย่างมาก ผมสามารถที่จะเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์เหล่านั้น ผมบอกคุณได้เลยว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นอิสระ”

ทั่วโลกรู้จัก ออร์แลนโด้ บลูม (Orlando Bloom) ในฐานะเจ้าของบทบาทเลโกลัส เจ้าชายเอลฟ์หน้าใสนักธนูมือฉมังในภาพยนตร์แฟรนไชส์ The Lord of the Rings และ The Hobbit รวมถึงบทบาทวิล เทอร์เนอร์ในแฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean

นักแสดงหนุ่มจากอังกฤษคนนี้แม้ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่มันไม่ได้มาแค่เพราะโชคช่วยหรือหน้าตาอันหล่อเหลาเพียงอย่างเดียว ออร์แลนโด้ บลูมเองก็มีการต่อสู้ในแบบฉบับตัวของเขาเองนั่นก็คือ เขาเป็นคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับ Dyslexia ที่ทำให้เขาต้องพยายามมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อที่จะได้มาเป็นนักแสดงตามฝัน

Dyslexia ไม่ใช่คนโง่

“ผมจำได้ว่าเคยได้อ่านรายงานผลการเรียนของผมที่โรงเรียนเขียนให้ว่า ถ้าเขาเลิกมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือเข้าไปในกรงหนูแฮมสเตอร์เราคิดว่าเขาก็เป็นเด็กที่สดใส”

ออร์แลนโด้ บลูม เล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะบกพร่องในการอ่านและเขียน (Dyslexia) ตั้งแต่อายุ 7 ปี ในขณะที่เขากำลังจะเข้าเรียนชั้นประถมที่ St Edmund’s School เพราะไม่ว่าจะเขาจะพยายามมากแค่ไหนเขาก็ไม่สามารถอ่าน เขียน ,สะกดคำศัพท์ ได้เลย แม่ของเขาจึงพาไปเข้ารับการทดสอบแล้วพบว่าเขามี IQ ค่อนข้างดีแต่ติดปัญหาในเรื่องนี้

Dyslexia เป็นหนึ่งในภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของภาวะนี้อย่างชัดเจนว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรม คนที่มีภาวะนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับการแยกเสียงตัวอักษรและการเชื่อมโยงเสียงตัวอักษรเข้ากับรูปคำต่าง ๆ แม้จะระดับสติปัญญาและการมองเห็นเป็นปกติ ก็จะพูดช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ออกเสียงคำที่มีหลายพยางค์ไม่ได้ เรียนรู้คำใหม่ได้ช้า ไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเล่นเสียงสัมผัสของกลอนหรือเพลง

“ผมกลายเป็นเด็กขี้โมโหในตอนนั้น ผมหงุดหงิดมากที่เป็นแบบนี้ มันทำให้รู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่ฉลาด ทั้งที่ในตัวผมก็คิดว่า ผมไม่ได้โง่นะ ผมไม่ได้สมองทึบแต่ผมต้องดิ้นรนพยายามอย่างหนักที่จะสะกดคำหรือเขียน และสิ่งเหล่านี้มันเป็นตัวฉุดรั้งผมเอาไว้

“โรงเรียนของผมมีการบ้านให้ทำเยอะมาก มีคลาสเรียนพิเศษอีกมากมาย ยิ่งทำให้ผมโมโห และบางครั้งก็กรีดร้องใส่อะไรก็ตามแต่ที่มันมาทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผมก็คือการไม่สามารถเขียนคำที่คิดออกมาได้เร็วพอ ผมมักจะมีความคิดมากมายในหัวที่อยากเขียนออกมาแต่ทำไม่ได้ ซึ่งทุกวันนี้มันยังคงเป็นปัญหาอยู่ แม้กระทั่งตอนที่ผมกำลังพูดเพราะในใจผมมันไปเร็วเกินกว่าคำที่ผมพูดออกมา”

อย่างไรก็ตามแม้จะรู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่อง แต่เขาก็ไม่หมดกำลังใจเพราะคุณแม่ของเขาให้การสนับสนุนคอยช่วยเหลือตลอด และสอนเขาว่าการที่เขาเป็นแบบนี้มันเป็นเหมือนการได้รับของขวัญและสิ่งที่ต้องแบกรับ แม่สอนให้เขาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออาการนี้ว่ามันเหมือนเป็นสิ่งที่พิเศษ และจะต้องดำเนินชีวิตไปได้ด้วยดี

เธอพยายามช่วยเขาฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ด้วยวิธีการของเธอเองเช่น บอกกับเขาว่าถ้าอ่านหนังสือครบ 50 เล่มแม่จะซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ หรือ จะให้เงิน 5 ปอนด์ทุกครั้งที่อ่านกลอนแล้วเรียนรู้ความหมายของมันได้ ซึ่งแม้ว่าสุดท้ายแล้วมอเตอร์ไซค์คันแรกที่เขาออร์แลนโด้มีจะมาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองตอนทำงานแล้ว แต่เงินจำนวนนั้นก็มีเงินที่สะสมมาจากค่าอ่านกลอนของแม่ด้วย

อย่าปล่อยให้คนอื่นมาบอกว่าเราทำอะไรไม่ได้

เมื่อออร์แลนโด้ บลูม อายุ ได้ 9 ปี เขาก็รู้สึกได้ว่าเหมือนมีเสียงเรียกบางอย่างที่ดลใจให้เขาเข้าสู่เส้นทางวงการมายา “ผมเริ่มเห็นอะไรบางอย่างในตัวละครทั่งจากโทรทัศน์ และภาพยนตร์ โดยเฉพาะตัวที่เป็นทนาย และ คาวบอย

“พอล นิวแมน , โรเบิร์ต เรดฟอร์ด , แดเนียล เดย์ ลูอิส , (โรเบิร์ต) เดอ นีโร ,( มาลอน) แบรนโด เป็นนักแสดงระดับตำนานที่ทำให้ผมรู้จักหนังดี ๆ มันเป็นความจริงที่ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทบาทเหล่านี้ และยังมีบทอื่น ๆ อย่างเช่น Indiana Jones, บท Clark Kent ฉบับ คริสโตเฟอร์ รีฟส์ หรือจะเป็น บท Rambo และ Rocky ด้วยเหตุนี้หละครับที่ทำให้ผมคิดได้ว่าถ้าเป็นนักแสดง ผมก็สามารถเป็นตัวละครอะไรก็ตามที่ผมอยากเป็นได้”

เมื่อเขาค้นพบเป้าหมายในชีวิตตั้งแต่เด็ก และมันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาสนใจจะทำ เขาจึงไปบอกกับคุณแม่ซึ่งเธอก็สนับสนุนอย่างสุดใจเช่นเคย แม่ส่งเสริมให้เขาได้เรียนการแสดง ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของอังกฤษทั้ง National Youth Theatre, ได้รับทุนเข้าเรียนที่ British American Drama Academy และจบจาก Guildhall School of Music and Drama แน่นอนว่าการเป็น Dyslexia เป็นสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับนักแสดงเพราะต้องอ่านบท ทำให้ยากกว่าคนปกติทั่วไป แต่ออร์แลนโด้ บลูมอาศัยการเตรียมตัวเตรียมพร้อม และศึกษาบทจนเข้าใจ

“เมื่อก่อนการอ่านออกเสียงเป็นสิ่งที่หายนะสำหรับผมมากครับ ผมจะรู้สึกกังวลและกลัวจนประสาทเสีย ผมต้องหาข้ออ้างว่าป่วย เจ็บคอเพื่อ หลีกเลี่ยงมัน”

แต่สุดท้ายออร์แลนโด้เอาชนะความกลัวนี้ได้เพราะได้เรียนการแสดงกับครูสอนการแสดงชาวรัสเซีย ซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่สอนให้เขาเรียนรู้จากความคิด เรียนด้วยจิตวิญญาณมากกว่าการไปยึดติดกับคำพูดที่เขียนเป็นตัวหนังสือ ทำให้เขาเลิกกลัวการอ่านและแสดงออกไปตามความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง

ออร์แลนโด้ บลูม เผยไว้ในการให้สัมภาษณ์กับ Child Mind Institue เพื่อให้กำลังใจเด็ก ๆ ที่มีปัญหาแบบเดียวกับเขาว่า “จงทำตามความฝันของตัวเอง และอย่าคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ หรือเป็นคนโง่ อย่าปล่อยให้คนอื่นปรามาสเราว่าโง่ หรือบอกว่าเราทำอะไรไม่ได้ เพราะมันก็เป็นปัญหาธรรมดา ๆ ของมนุษย์ไม่ใช่เหรอ เราทุกคนก็เหมือนกัน เรามีค่าเท่ากัน และควรได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน จงใช้อุปสรรคเหล่านี้ และแปรเปลี่ยนมันให้เป็นพลังผลักดันตัวเองไปสู่ความยิ่งใหญ่ เพราะถ้าคุณสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้ คุณก็จะไปได้ไกลกว่าคนอื่นๆ เพราะอุปสรรคเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้เราเติบโตและเป็นคนที่ดีกว่าได้ อุปสรรคเป็นสิ่งที่ท้าทายให้เราปีนขึ้นไป Dyslexia ก็เป็นสิ่งที่คุณต้องฝ่าฟันไปให้ได้ และมันจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ชนะ”

ชายหนุ่มที่ตกจากหน้าต่าง สู่ชายที่ทำให้สาวทั่วโลกตกหลุมรัก

นอกจากต่อสู้กับปัญหาทางด้านการอ่านแล้ว ออร์แลนโด้ บลูมในวัยโลดโผนอายุ 20 ปี เคยตกลงมาจากความสูงสามชั้นจนหลังหักหลังจากพยายามปีนหน้าต่างบ้านเพื่อนด้วยความคึกคะนอง เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลและขยับตัวไม่ได้ถึง 4 วัน ตอนแรกเขาคิดว่าจะเดินไม่ได้แล้วแต่เคราะห์ดีที่เขากลับมาเดินได้ในอีก 10 วันถัดไปอย่างปฏิหาริย์ จนทีมแพทย์ยังต้องตกใจ และภายในเวลา 18 เดือนของการทำกายภาพเขาก็กลับมาเดินได้ปกติแถมยังได้ข่าวดีครั้งสำคัญในชีวิต ได้แสดงหนังฟอร์มยักษ์ครั้งแรกกับ บทบาทเจ้าชายเลโกลัสใน The Lord of the Rings ซึ่งจะทำให้เขากลายมาเป็นขวัญใจสาว ๆ ทั่วโลก ต่อไป

“ข้อดีของการเป็น Dyslexia คือการที่ผมเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างถ่องแท้ ผมเตรียมตัวอย่างเต็มที่ ผมเตรียมตัวอย่างหนักก่อนที่จะได้เจอกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน ใน The Lord of the Rings ซึ่งเป็นบทบาทใหญ่ครั้งแรกของผมหลังจากจบจากโรงเรียนการแสดง ซึ่งเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดมาก แต่ก่อนที่ผมจะได้บทนั้น ผมต้องเข้าประชุมหลายครั้ง และผมก็ศึกษาบทอย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี แต่มันก็เป็นเหมือนกับฝันร้ายด้วยเหมือนกัน ผมบอกกับเอเยนต์ของผมเลยว่า ผมต้องได้บทมาก่อนอย่างน้อย 2 วันเพื่อเตรียมตัว ผมจะศึกษาบทตอนกลางคืนก่อนนอน และพอเข้านอนผมก็จะจดจำมันเข้าไปและกลับมาทบทวนมันในตอนเช้า มันก็จะเข้าไปในหัวของผม และมันก็จะจำได้ดีขึ้น”

ในตอนแรก ออร์แลนโด้ บลูมไม่ได้ตั้งใจจะมาคัดตัวบทเลโกลัส เขามาสมัครด้วยบท ฟาร์ราเมียร์ น้องชายของโบโรเมียร์ ที่จะออกมาในภาค 2 แต่ปีเตอร์ แจ็คสัน เห็นประกายความมุ่งมั่นตั้งใจและออร่าอันเฉิดฉายของเด็กหนุ่มคนนี้จึงขอร้องให้เขาใส่วิกผมสีทองและมันเข้ากับเขาได้อย่างน่าตกตะลึง แต่บทนี้ไม่ได้ครองใจผู้ชมเพียงเพราะหน้าหล่อ ๆ เท่านั้นมันยังมาจากความพยายามฝึกฝนตัวเองของออร์แลนโด้ บลูมด้วย

เขาฝึกหนักไม่แพ้ใครเขาต้องตื่นเช้ามายิงธนูทุกวัน และแม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บถึงขั้นกระดูกซี่โครงหักจากอุบัติเหตุตกม้าระหว่างถ่ายทำเขาก็กัดฟันถ่ายต่อพร้อมกับรักษาตัวไปด้วย และวีรกรรมนี้เพื่อน ๆ นักแสดงพันธมิตรแห่งแหวนของเขาก็ชอบเอามาแซวล้อเลียนบ่อย ๆ ว่าพ่อเอลฟ์คนนี้เปราะบางเหลือเกิน แต่ทุกคนก็พูดด้วยความยกย่องในความรับผิดชอบและทุ่มเทของเขา

ระหว่างที่ถ่ายทำ The Lord of the Rings ออร์แลนโด้ บลูมได้รับข่าวดีอีกอย่างเขาได้รับการคัดเลือกให้ร่วมแสดงในหนังสงครามฟอร์มใหญ่เรื่อง Black Hawk Down ของผู้กำกับ ริดลีย์ สกอตต์ ซึ่งเขารับบทเป็น ท็อดด์ แบล็คเบิร์น ทหารที่ไปทำภารกิจในโซมาเลียแล้วเกิดอุบัติเหตุตกเฮลิคอปเตอร์จนหลังหัก ซึ่งประสบการณ์ที่เคยหลังหักในชีวิตจริง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับบทนี้ เรียกได้ว่าชีวิตของออร์แลนโด้ บลูม เป็นเหมือนอย่างที่แม่ของเขาบอกไว้ว่าแม้จะต้องเจอกับเรื่องลำบากที่ต้องแบกรับเอาไว้ แต่สิ่งเหล่านี้จะนำพาสิ่งดี ๆ มาให้ด้วยเช่นกัน

เจ้าชายในจอ สู่เจ้าชายนอกจอ

หลังจากประสบความสำเร็จในภาพยนตร์อีกหลายเรื่องเช่นแฟรนไชส์ Pirates of the Caribbean ที่กวาดรายได้ไปนับพันล้านดอลลาร์ ออร์แลนโด้ บลูม ก็ขอทำงานเพื่อสังคมเพื่อตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่เขาได้รับมาจากแฟน ๆ บ้าง เขาร่วมงานกับองค์การ UNICEF ตั้งแต่ปี 2007 และในปี 2009 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Goodwill Ambassador เขาได้ทำงานในหลาย ๆ ประเทศ ทั้ง เนปาล ,ยูเครน โดยเรื่องที่เขาตั้งใจอยากช่วยเหลือมากที่สุดคือเรื่องการศึกษาของเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกล เขาทำงานอย่างเต็มที่ในทุก ๆ ครั้งและไปเป็นวิทยากรให้กับองค์กรต่างมากมาย จนเขาได้รับรางวัล BAFTA Britannia Humanitarian Award ในปี 2015 และในปี 2021 ปีที่ทั่วโลกยังต้องเผชิญกับปัญหาโรคระบาด Covid-19 ออร์แลนโด้ บลูม ก็ไม่ละทิ้งหน้าที่ของเขา เขายังคงติดตามและคอยช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบนี้ เขาได้ใช้ความเป็นคนดังของตัวเองในการเป็นกระบอกเสียงให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนวัคซีนในประเทศต่าง ๆ

โปรเจ็กต์ที่ทาง UNICEF เพิ่งจะทำได้สำเร็จคือการนำวัคซีนไปแจกจ่ายให้กับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียในประเทศจอร์แดน

และล่าสุดเมื่อประเทศอินเดียประสบวิกฤติหนักเขาก็ออกมาช่วยกระจายข่าวช่องทางการบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้คน และขอให้ทุกคนใส่ใจในเพื่อนมนุษย์มากขึ้นช่วยเหลือกัน โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ เพราะเราทุกคนก็เป็นพลเมืองโลกเดียวกัน

อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=-_ij_ZyDwVI…
https://www.youtube.com/watch?v=hLTSPmoH2eE…
https://childmind.org/article/orlando-bloom-on-dyslexia/

เรื่อง: จากเพจ ผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้
ภาพ: David M. Benett/Dave Benett/WireImage


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

เจิ้งจื่อเหว่ย: รอยสักมิกกี้เมาส์ ของ ‘พี่ใหญ่แห่งวงการบันเทิงฮ่องกง’

เทย์เลอร์ สวิฟต์: จากเจ้าหญิงเพลงคันทรีสู่การสร้างปรากฏการณ์ The Taylor Swift Effect

อิชิงะมิ เซ็นคู แห่ง Dr. Stone: ผู้ใช้วิทยาศาสตร์สร้างอารยธรรมมนุษย์ขึ้นใหม่ในยุคหิน (อีกครั้ง)

คริส เรดฟิลด์: คนเดือดแห่ง Resident Evil นักต่อยหิน หรือ นักสู้ผู้เหนื่อยล้า?

นิโคไล คอสเตอร์-วัลดาอู ในนามอัศวินผู้หยิ่งยโส จนถึงเรียนรู้ที่จะมอบความรักอย่างถูกต้อง

“ต้น-ฟลุ๊ค-เซน” คัมแบ็คงานดนตรี ส่งซิงเกิ้ล “Moon (พระจันทร์)” ภายใต้โปรเจ็กต์ “456.Four.Five.Six”

แบร์รี กิบบ์ Bee Gees: พิสูจน์ว่าชีวิตรักที่ลึกซึ้งของเขา ไม่ต่างจากเพลง How Deep Is Your Love ที่เขาร้อง

ฮิวจ์ แกรนท์ อดีตเคยเหลวแหลกแต่เปลี่ยนไปเพราะมีลูก