Post on 24/12/2020

เปาโล รอสซี: จากข้อครหาว่าล้มบอล สู่ฮีโรของชาติพาอิตาลีคว้าแชมป์บอลโลกปี 1982

“มันจะมีช่วงเวลาบางช่วงเวลาในชีวิตที่จะจารึกอยู่ในความทรงจำไปชั่วชีวิต สัมผัสของเหล็กจากปุ่มรองเท้าสตั๊ดที่กระทบกับพื้นเวลาเดินลงสู่สนาม เสียงที่ได้ยินจากสนามเข้ามาภายในอุโมงค์ ผมไม่เคยลืมความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ได้เลย”

ความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนไปได้ของ เปาโล รอสซี คือการระเบิดฟอร์มที่ดีที่สุดในชีวิตในฟุตบอลโลกปี 1982 ที่สเปน หลังพาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 รอสซียังพ่วงรางวัลดาวซัลโวจากการยิง 6 ประตู และนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวนาเมนต์

“แต่ 2 ปีก่อนหน้านั้น เปาโล รอสซี โดนแบนจากวงการฟุตบอลหลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการล้มบอล”

ย้อนไปในช่วงเริ่มต้น เขาเข้าสู่โลกของฟุตบอลกับยอดทีมอย่าง ยูเวนตุส และได้รับโอกาสประเดิมสนามในฟุตบอลถ้วยอย่าง โคปปา อิตาเลีย ในวัยเพียง 18 ปี แต่ด้วยอาการบาดเจ็บตลอด 3 ปีแรกในชีวิตการค้าแข้งกับ “ม้าลาย” และปีที่ 4 กับโคโม รอสซี ไม่สามารถพาลูกฟุตบอลไปนอนก้นตาข่ายได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนจะได้รับโอกาสย้ายมาเล่นให้ วิเซนซา

ในตอนนี้เอง รอสซี ได้ขยับจากตำแหน่งปีกขวา มาเป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำให้พรสวรรค์ในการยิงประตูของเขาเปล่งประกาย เขายิงให้ต้นสังกัดไป 21 ประตูพาทีมเลื่อนชั้น ก่อนจะยิงในกัลโช เซเรียอา อีก 24 ประตูพา วิเซนซา จบอันดับสองในลีกสูงสุดแม้เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาก็ตาม ทำให้ เปาโล รอสซี กลายเป็นนักเตะคนแรกที่คว้าตำแหน่งดาวซัลโวใน เซเรียบี และเซเรียอา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

ชีวิตของกองหน้าชาวอิตาลีอยู่ในช่วงกำลังพุ่งขึ้นสุดขีด เขามีชื่อติดทีมชาติไปลุยฟุตบอลโลกในปี 1978 แม้ “อัซซูรี” จะจบด้วยอันดับ 4 แต่รอสซี คว้ารางวัล “ซิลเวอร์บอล” (นักเตะที่ดีที่สุดในทัวนาเมนต์อันดับสอง) มาครอง และกลายเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น ด้วยค่าตัว 2.612 ล้านลีร์อิตาลี หรือประมาณ 1.75 ล้านปอนด์

ในวัย 23-24 ปี ถือว่าเป็นช่วงขาขึ้น และช่วงอายุที่นักฟุตบอลสามารถพัฒนาและโชว์ศักยภาพได้ดีที่สุด เช่นเดียวกับ เปาโล รอสซี เขาพิสูจน์ตัวเองมาแล้วทั้งในนามทีมชาติ และสโมสร และด้วยผลงานอันสุดยอดจนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลกในช่วงเวลานั้น แต่ในปี 1980 ขณะที่รอสซีอายุ 23 ปี เขาโดนตั้งข้อหาว่ามีส่วนร่วมในการล็อคผลการแข่งขัน ที่เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “โตโตเนโร” ทำให้ เอซี มิลาน และลาซิโอ โดนปรับตกชั้น มีนักฟุตบอลเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ 20 คน โดนแบนรวมกัน 50 ปี และเปาโล รอสซี คือ 1 ใน 20 คน เขาโดนโทษแบน 3 ปี นั้นหมายความว่า ฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปน จะไม่มีชื่อของ เปาโล รอสซี ในทีมชาติอิตาลี

“เรื่องราวอื้อฉาวที่หมดที่ผมโดนลากไปเกี่ยวข้อง มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกอีกใบ และผมอยากจะบอกว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย” รอสซี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตัวเองเสมอมา จนในที่สุดเขาได้รับการลดโทษจาก 3 ปี เหลือเพียง 2 ปี ทำให้การทำประตูในทีมชาติอิตาลี สำหรับฟุตบอลโลก 1982 ยังคงเปิดให้กองหน้ารายนี้เข้าไปมีส่วนร่วม

ลองจินตนาการดูว่าหากคุณโดนโทษแบนจากข้อหาร้ายแรงอย่างการล้มบอล ไม่ได้สัมผัสฟุตบอลในเกมอย่างเป็นทางการเลยตลอด 2 ปี การมีชื่อกลับมาติดทีมชาติทันทีคงสร้างความประหลาดใจไม่น้อย

แน่นอนเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับ เปาโล รอสซี เขาถูก เอ็นโซ แบร์ซอต เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี เรียกติดทีมชุดไปลุยเวิลด์คัพที่สเปน จนกลายมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าอิตาลีชุดนี้ของ แบร์ซอต คงไม่หวังอะไรกับการก้าวขึ้นไปคว้าโทรฟีฟุตบอลโลกในปีนี้ ซึ่งตัว รอสซี ก็ยอมรับว่าสภาพร่างกายในช่วงเวลานั้นของเขาไม่ดีเอาเสียเลย แม้กระทั้งช่วงเวลาในการเล่นรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลก เขาก็ยังอยู่ในช่วงที่ต้องเรียกความฟิต

“หลังจากการถูกแบน 2 ปี ผมกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในช่วงแรกผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมากในการกลับมาเล่นฟุตบอลด้วยความรู้สึกเดิม ทั้งในแง่ของสภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ”

3 เกมแรกในฟุตบอลโลก 1982 ในรอบแบ่งกลุ่ม อิตาลี ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้แม้แต่นัดเดียว และยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น แต่ด้วยเกมรับอันแข็งแกร่งที่นำโดย ดิโน ซอฟฟ์ ผู้รักษาประตูระดับตำนาน ทำให้อิตาลียังเข้ารอบต่อไปในฐานะอันดับสองของกลุ่ม ในรอบแบ่งกลุ่มรอบที่สอง “อัซซูรี” อยู่ร่วมกลุ่มกับบราซิล และอาร์เจนตินา โดยบราซิลเต็มไปด้วยสตาร์ดังอย่าง ซิโก หรือโซคราเตส ฝั่ง “ฟ้าขาว” ที่มีดีกรีถึงแชมป์โลก จากฟุตบอลโลก 1978 มีผู้เล่นอย่าง ดาเนียล พาสซาเรลลา และดิเอโก มาราโดนา อยู่ในทีม ซึ่งในเกมกับอาร์เจนติน่า รอสซี ไม่สามารถเบิกสกอร์ของตัวเองได้ตลอดเวลา 80 นาทีในสนาม แต่ยังได้ มาร์โก ทาร์เดลลี และอันโตนีโอ กาบรีนี ยิงคนละประตูพาทีมเก็บชัยชนะไป

เกมถัดมา บราซิล เอาชนะอาร์เจนติน่า ไปได้ 3-1 ทำให้เกมสุดท้ายเป็นการวัดกันระหว่าง อิตาลี และบราซิล ว่าใครจะเป็นทีมที่ได้เข้ารอบรองชนะเลิศ โดยบราซิลต้องการเพียงผลเสมอเท่านั้นด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า

ย้อนไปก่อนหน้าเกมกับบราซิล เพื่อนของ รอสซี เดินทางมาจากวิเซนซา มาให้กำลังใจพร้อมมอบสร้อยคอที่ทำจากปะการังมาให้ พร้อมบอกว่า “สวมมันซะ สิ่งนี้จะนำโชคดีมาให้ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะได้เห็นกัน”

“รอสซี บอกกับผมว่ารู้สึกกดดันมาก เขาไม่ควรจะยืนอยู่ในทีมชาติชุดนี้หลังจากไม่ได้เล่นฟุตบอลมา 2 ปี แต่หลังจากที่เขาทำประตูแรกใส่บราซิลได้ เขารู้สึกเหมือนมีบางคนเอาไม้กายสิทธิ์มาสัมผัสร่างกาย และเขารู้ว่าต่อจากนี้คือช่วงเวลาของเขา” เปาโล รอสซี ให้สัมภาษณ์กับ ไมเคิล โดนัลด์ นักข่าวผู้เดินทางไปทำสารคดีเพื่อนำมาเขียนบอกเล่าเรื่องราวของนักฟุตบอลผู้ทำประตูในฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศ ผ่านหนังสือที่ชื่อว่า Goal!

รอสซี ใช้เวลาเพียง 5 นาทีในเกมกับบราซิล ส่งบอลไปนอนก้นตาข่าย และใส่เพิ่มเป็นประตูที่สองในนาทีที่ 25 การแข่งขันเข้าสู่ช่วง 20 นาทีสุดท้าย สกอร์เสมออยู่ที่ 2-2 จนมาถึงในช่วงนาทีที่ 75 อิตาลีได้ลูกเตะมุมทางขวาบอลถูกสกัดมาเข้าทาง มาร์โก ทาร์เดลลี ยิงสวนจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งไปหา เปาโล รอสซี ที่ยืนโล่ง ๆ หน้าปากประตูก่อนจะสะกิดลูกฟุตบอลเปลี่ยนทางเข้าไป เป็นแฮตทริกของ รอสซี และเป็นประตูส่งให้ อัซซูรี เข้ารอบรองชนะเลิศ

รอสซี ยังโชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการยิง 2 ประตูใส่โปแลนด์ ในรอบรองชนะเลิศ และยิงเบิกร่องใส่ เยอรมันตะวันตก ในนัดชิงชนะเลิศ ส่งให้อิตาลีเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-1 คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 3 หลังจากห่างหายไปนานถึง 44 ปี

“หลังจากเสียงนกหวีดยาวหมดลง มีความรู้สึกออกมาจากข้างในผม 2 อย่าง อย่างแรกผมรู้สึกว่าผมถูกเติมเต็ม ผมพูดกับตัวเองว่า ผมทำได้แล้ว! ณ เวลานั้นในความคิดของผม ผมมองเห็นช่วงเวลาสำคัญตลอดชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่เด็กจนถึงจังหวะเวลาที่คว้าแชมป์โลก ส่วนความรู้สึกที่สองคือความผิดหวังที่ฟุตบอลโลกจบลง ผิดหวังที่เหตุการณ์เหล่านี้กำลังจะผ่านไป”

หลังจากช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของ รอสซี ผ่านเลยไป แต่ช่วงเวลาในฟุตบอลโลกเป็นเพียงม่านความสำเร็จฉากแรกของเขาเท่านั้น หลังจากฟุตบอลโลก 1982 เขาคว้าแชมป์มากมายให้กับ ยูเวนตุส รวมถึงรางวัลส่วนตัวของเขาเอง ในปี 2004 เปเล่ ตำนานนักเตะใส่ชื่อ เปาโล รอสซี เป็นหนึ่งใน 125 นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ในปีเดียวกับ รอสซี มีชื่อติดอันดับที่ 12 ในการจัดอันดับนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในทวีปยุโรปในรอบ 50 ปี จากผลโหวตกว่า 7 ล้านโหวต ในปี 2016 เขาได้รับเลือกเข้าสู่ อิตาเลียน ฟุตบอล ฮอล ออฟ เฟรม ที่จัดโดยสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ในฐานะ ผู้เล่นอิตาเลียนทรงคุณค่า ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม 2020 ด้วยอายุ 64 ปี

“เวลาคุณเอาชนะบางอย่างที่สำคัญได้ ความสำคัญไม่มีได้อยู่แค่เพียงโทรฟีที่ได้มา มันเกี่ยวกับผู้คนที่ชนะไปด้วยกัน มันเกี่ยวกับระยะเวลาที่คุณทุ่มเทลงไปเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา มันมีเรื่องราวหลายพันเรื่องราวอยู่เบื้องหลังโทรฟีใบนั้น มันมีชีวิตทั้งชีวิตอยู่ภายในโทรฟีใบนั้น”

 

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=7qv-ZbqoMbI
https://bleacherreport.com/…/2076339-the-amazing-story…
https://www.thesun.co.uk/…/paolo-rossi-italy-west…/
https://www.theguardian.com/…/paolo-rossi-italian…
https://www.theguardian.com/…/italy-v-brazil-1982-world…
http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/europe/5172576.stm

 

เรื่อง: ศุภณัฐ เจริญรัตน์


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

เหยา หมิง นักบาสดัง ทำตามสัญญาพ่อแม่ กลับไปเรียนมหา’ลัย 7 ปี จนจบเศรษฐศาสตร์

“โยฮัน ครัฟฟ์”ตำนานนักเตะดัตช์ ผู้เล่นบอลข้างถนนสู่ผู้วางรากให้ “อาแจ็กซ์” คืนชีพ

สูงสุดร่วงสู่สามัญ! นักกีฬาผู้เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพ แต่มาพังเพราะ “ตัวเอง”

‘I Will Survive’ เพลงชาติเกย์ ที่คนฝรั่งเศส เอาไว้ “เชียร์ฟุตบอล”

มาร์เซโล บิเอลซา น้ำใจนักกีฬา สำคัญกว่าชัยชนะ

โมฮาเหม็ด ซาลาห์: ขวัญใจลิเวอร์พูล มุสลิมผู้ทำลายกำแพงศาสนาในอังกฤษ

เดริก ดูแกน ผู้ริเริ่มแปะโฆษณาบนอกเสื้อทีมแรกในวงการบอลอังกฤษ

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ติ่งเจอร์ราร์ด โคตรเด็กหงส์ที่รั้วบ้านติดกับสนามซ้อม ผู้ฝันจะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีก