Post on 03/03/2020

ปิดทองหลังพระ จับมือเอกชนช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มรายได้ต้านภัยแล้งด้วยวิถี “เกษตรแม่นยำ”

วิกฤติภัยแล้งปี 2563 ถูกคาดการณ์ว่าจะมีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี เนื่องจากปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด สถาบันปิดทองหลังพระฯ ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้สร้างต้นแบบปลูกผักโรงเรือนใช้น้ำน้อย “เกษตรแม่นยำ” เพื่อนำพาเกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งในปีนี้ไปได้

สถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ดำเนินโครงการนำร่อง “ปลูกผักโรงเรือน แก้ปัญหาภัยแล้ง” เพื่อสร้างรายได้ช่วงขาดแคลนน้ำและมีรายได้สม่ำเสมอตลอดทั้งปี โดยได้คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบ 19 ราย ที่อยู่ในพื้นที่ปิดทองหลังพระฯ บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมโครงการ โดยส่วนของการดำเนินงาน สถาบันฯ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนโรงเรือนให้ผู้ร่วมโครงการฯ โดยคัดเลือกเกษตรกรที่สมัครใจ มีประสบการณ์ปลูกผักอยู่แล้ว มีน้ำต้นทุนเพียงพอ พร้อมแบ่งพื้นที่และน้ำให้เกษตรรายอื่นที่เข้าร่วมด้วย โดยบริการกลุ่มในรูปแบบกองทุนที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องคืนเงินสมทบเข้ากองทุนหลังจากมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตแล้ว

โครงการปลูกผักโรงเรือนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นร่วมมือแบบบูรณาการของหลายภาคส่วน ที่ดำเนินการแบบครบวงจร โดยจังหวัดอุดรธานีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ กรมชลประทานดูแลเรื่องการทำระบบน้ำหยดในแปลง กรมพัฒนาที่ดิน ทำการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด กรมป่าไม้ดูแลเรื่องการปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ให้ความรู้อบรมเรื่องการบริหารจัดการแปลงเกษตรชุมชน บริษัทสยามแม็คโครฯ ร่วมในการวางแผนการปลูกผักให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและรับซื้อผลผลิต เป็นต้น

โครงการปลูกผักโรงเรือนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง เรียกว่าเป็นการทำการเกษตรแม่นยำ ซึ่งสามารถวางแผน กำหนดระยะเวลาการปลูกได้อย่างถูกต้อง และครั้งนี้เป็นการปลูกผักในโรงเรือนครั้งแรก เกษตรกรเลือกพืชที่มีประสบการณ์ปลูกมาแล้ว คือ ต้นหอม ผักชี เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดช่วงหน้าแล้ง ขายได้ราคาดี ใช้เวลาปลูก 45 วันก็เก็บเกี่ยวได้ ในส่วนของโรงเรือนปลูกผัก มีขนาด 6×24 ตารางเมตร มีโต๊ะปลูกผักจำนวน 8 โต๊ะ ใน 1 ปีสามารถปลูกได้ถึง 8 ครั้ง

น้ำที่ใช้ในการรดผักเป็นแบบน้ำหยด ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อบาดาลที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว สูบโดยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นถังพักน้ำและกระจายน้ำสู่โต๊ะปลูกผัก ซึ่งระบบน้ำหยดจะใช้น้ำน้อยกว่าสปริงเกอร์ 18 เท่า ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว 112 ลูกบาศก์เมตร/ไร่

แม้ค่าลงทุนโรงเรือนปลูกผักครั้งแรกจะมีราคาสูงประมาณ 140,000 บาท แต่นับว่าน่าจะประหยัดในเรื่องการใช้ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงมากกว่า เพราะโรงเรือนปลูกผักแบบโต๊ะ จะสามารถควบคุมดินปลูก ป้องกันแมลง และใช้วัสดุที่หาและทำได้เอง เกษตรกรจึงสามารถซ่อมแซมได้หากเกิดการชำรุด เสียหาย

ด้านรายได้การปลูกผักในโรงเรือนฯ จะมีรายได้มากกว่า 190,000 บาท/ไร่/ปี  ขณะที่ปลูกข้าว รายได้ 4,365 บาท/ไร่/ปี  ข้าวโพด 3,321 บาท/ไร่/ปี รวม 7,686 บาท เมื่อเทียบกันแล้วการปลูกผักในโรงเรือนใช้น้ำน้อยได้กำไรมากกว่าข้าวและข้าวโพดประมาณ 25 เท่า และเป็น 71 เท่าของมันสำปะหลังที่มีรายได้ 2,700 บาท/ไร่/ปี สำหรับการลงทุนต่อ 1 โรงเรือน เกษตรกรจะต้องทยอยคืนเงินกลับสู่กองทุน คาดการณ์จะคืนทุนภายใน 3ปี

ด้านสถาบันปิดทองหลังพระฯ จะทำการวิจัยและพัฒนาโครงการ จัดทำเป็นแนวทางการปลูกผักในโรงเรือนฯระบบน้ำหยดแบบแม่นยำ เพื่อขยายผลต่อไป โดยผลการดำเนินการในจังหวัดอุดรธานีจะถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาขาดแคลนในอำเภออื่น ๆ ทั้งยังขยายผลไปยังพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และผู้สนใจอื่น ๆ ต่อไป


The People

กองบรรณาธิการ

Related

จิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ 2562 ‘ต่ำหูก แต้มผ้า’ เสพศิลป์สุดฟินกลางทะเลดอกไม้

เปิดแล้ว! บ้านใหม่ “ฌานา” สาขา 2 เล่าเรื่องเพื่อนเกษตรกรผ่านลุคใหม่ของร้านกับบรรยากาศโรงนาใจกลางกรุง

อิชิตัน กรุ๊ป เปิดตัวเครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ “PH PLUS 8.5”

ฌอน เมนเดส ประกาศเอเชียทัวร์ 2019 ประเดิมกรุงเทพที่แรก

จาก “ลา” ถึง “อาวรณ์” POLYCAT วงดนตรีที่ชุบชีวิตเพลงซินธ์ป็อปให้ “ดูดี” อีกครั้ง

‘CHASING CARS’ เพลงที่ถูกเปิดออกอากาศมากที่สุดในรอบ 100 ปี

หัวเว่ยเปิดตัวทัพสมาร์ทดีไวซ์ พร้อมแนะนำสีสันใหม่ล่าสุดของรุ่นยอดนิยม

“โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ทูเดย์ ไลฟ์” คอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 10 ปีของโต๋