Post on 01/08/2019

พิสิฐ ตันสัจจา เจ้าตำนาน “สยาม-ลิโด-สกาลา” ขวัญใจคอหนังเมืองไทย

ชื่อของโรงหนังแบบสแตนด์ อโลน ที่หลายคนนึกถึง น่าจะมี “ลิโด” หรือ “สกาลา” อยู่ในอันดับต้น ๆ สำหรับชื่อแรกนั้นกลายเป็นตำนานไปแล้ว เพราะหลังจากยืนหยัดคู่สยามสแควร์มา 50 ปี ก็มีอันต้องปิดตัว แต่ในเดือนสิงหาคมปี 2562 ลิโดก็ฟื้นลมหายใจกลับมาอีกครั้ง ในชื่อ “ลิโด้ คอนเนค” (Lido Connect) ภายใต้การบริหารของกลุ่มทุนรายใหม่ ที่ยังคงโรงหนังไว้ฉายหนังเช่นเดิม เพิ่มเติมคือการเป็นพื้นที่สำหรับรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ส่วน สกาลา ยังคงยืนเด่นเป็นสง่า รอต้อนรับคอหนังที่แวะไปเยี่ยมไปเยือน

นั่งไทม์แมชีนกลับไป เบื้องหลังของ ลิโด และ สกาลา โรงหนังขวัญใจคนรักหนังนอกกระแส คือ พิสิฐ ตันสัจจา หรือ “เสี่ยซัว โชว์แมน” บุรุษที่เป็นอีกหนึ่งตำนานวงการโรงหนังเมืองไทย ผู้ปลุกปั้นเครือเอเพ็กซ์ให้ครองใจคนทุกวัยมาถึงทุกวันนี้

ชีวิตของพิสิฐโลดแล่นในวงการศิลปะบันเทิงมาก่อนหน้านั้น ในปี 2492 บริษัทศิลป์ไทย ที่พิสิฐในวัย 25 ปี เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นได้ขอเช่า “ศาลาเฉลิมไทย” ตั้งอยู่หัวมุมถนนราชดำเนิน ที่ถูกใช้เป็นโกดังเก็บผ้าของรัฐบาลมาปรับปรุงใหม่เป็นโรงละครเวที บริษัทลงทุนไปถึง 1 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามากโขในสมัยนั้น เพื่อเนรมิตให้ศาลาเฉลิมไทยกลายเป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุด จุคนได้ 1,500 ที่นั่ง ตกแต่งแบบผสมผสานระหว่างโรงละครตะวันตกกับศิลปะไทย และมีระบบไฮดรอลิกทำให้เวทีเลื่อนขึ้นลงได้

แต่เพียง 4 ปีจากนั้น ละครเวทีเกิดเสื่อมความนิยมลง พิสิฐ หรือที่คนรู้จักเรียกกันว่า “เสี่ยซัว” จึงหันมาปรับศาลาเฉลิมไทยให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ และได้รับความนิยมอย่างมากจากความหรูหราของสถานที่ ผสานกับการนำเทคโนโลยีแปลกใหม่มาใช้ฉายหนังอย่างระบบซีเนรามาที่ทำให้ฉายจอกว้างเป็นพิเศษได้เต็มตา อีกทั้งโรงหนังเฉลิมไทยยังเป็นต้นแบบวัฒนธรรมการนำ “ป๊อปคอร์น” มาขายหน้าโรงเหมือนในต่างประเทศด้วย

ความสำเร็จของโรงหนังเฉลิมไทย (ซึ่งท้ายสุดปิดตัวและมีการรื้อถอนไปในปี 2532) ทำให้ กอบชัย ซอโสตถิกุล แห่ง บริษัท เซาท์อีสต์เอเชียก่อสร้าง จำกัด ซึ่งกำลังพัฒนาโครงการก่อสร้างบนที่ดินถนนพระราม 1 สนใจให้พิสิฐมาช่วยเสริมส่วนที่เป็นโรงหนัง โดยบริษัทจะสร้างตึกแถวชั้นล่างเป็นพื้นที่ขายสินค้าและให้มีโรงหนังด้านบน แต่เดิมนั้นพิสิฐตั้งใจจะใช้ชื่อโรงหนัง “จุฬาฯ” แต่เนื่องจากถูกท้วงติงถึงความเหมาะสมจึงเปลี่ยนเป็น “สยาม” โดยฉายหนังเรื่องแรกคือ รถถังประจัญบาน (Battle of the Bulge) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ปี 2509

โรงหนังสยามที่มีบันไดเลื่อนเป็นอีกหนึ่งตัวชูโรง (ภาพจาก Facebook: Apex Scala)

โรงหนังสยามที่มีความจุ 800 ที่นั่ง แม้จะทันสมัยมากในยุคนั้น เพราะเป็นโรงหนังแห่งแรกและเป็นอาคารแห่งที่สองของไทยที่มีบันไดเลื่อน (อาคารแรกคือห้างไทยไดมารู เปิดปี 2507) แต่ก็ตั้งอยู่ในย่านการค้าใหม่ รอบข้างยังเป็นชุมชนแออัด ฝั่งตรงข้ามเป็นสวนฝรั่งและโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ทั้งยังมีรถเมล์สายเดียวที่วิ่งผ่าน พิสิฐจึงต้องออกแรงในการโปรโมตอย่างหนัก

โรงหนังสยามในอดีต (ภาพจาก Facebook: Apex Scala)

เขาใช้วิธีผลิตสูจิบัตรเกี่ยวกับโรงหนังสยาม นอกจากบอกตารางฉายหนังแล้วยังให้คอลัมนิสต์ชื่อดังมาเขียนเรื่องราวต่าง ๆ โดยหนึ่งในคอลัมน์ใช้ชื่อว่า “สยามสแควร์” ที่ฉายภาพลักษณ์ความทันสมัยและแฟชั่นของคนย่านนี้ แล้วนำสูจิบัตรไปแจกจ่ายที่ศาลาเฉลิมไทยเพื่อดึงดูดให้หนุ่มสาวยุคนั้นทยอยกันมาอุดหนุนโรงหนังสยาม สร้างความมีชีวิตชีวาให้เกิดขึ้น

โรงภาพยนตร์ลิโด (ภาพจาก Facebook: Apex Scala)

ความนิยมที่เพิ่มพูน ทำให้พิสิฐตัดสินใจขยายโรงหนังแห่งที่สองคือ “ลิโด” ความจุ 1,000 ที่นั่ง โดยตั้งชื่อโรงหนังตามสถานที่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เริ่มฉายหนังครั้งแรกในวันสิ้นปี 2511 ตามด้วยการสร้างโรงหนัง “สกาลา” ความจุ 1,000 ที่นั่งเช่นเดียวกัน และเริ่มฉายหนังครั้งแรกในวันสิ้นปี 2512

โรงหนังสกาลา (ภาพจาก Facebook: Apex Scala)

อาจนับได้ว่า สกาลา เป็นโรงหนังที่พิสิฐใส่ใจกับการสร้างมากที่สุด เพราะเขาเริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ต้องการจะสร้างโรงหนังที่สวยที่สุดในไทย สไตล์การตกแต่งจึงออกมาในรูปแบบอาร์ต เดโค ดูสง่างาม คลาสสิก หรูหรา มีแชนเดอเลียร์หนัก 3 ตันจากอิตาลีโรยตัวโดดเด่นจากเพดานตรงใจกลางโถงทางขึ้นโรงหนัง  ส่วนผนังรายรอบก็ประดับตกแต่งด้วยศิลปะงานปูนปั้น

แชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่คืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของโรงหนังสกาลา (ภาพจาก Facebook: Apex Scala)

“สิ่งที่ท่านสร้างไว้มันเป็นความลงตัวพอดิบพอดี เป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมของตะวันออกกับตะวันตก” นันทา ตันสัจจา ลูกสาวของพิสิฐ และทายาทผู้รับช่วงต่อการบริหารเครือเอเพ็กซ์ เคยกล่าวไว้

นันทายังเล่าถึงความใส่ใจของพิสิฐซึ่งกลายเป็นเจตนารมณ์ที่สืบทอดต่อกันมา นั่นคือพิสิฐจะคัดเลือกหนังที่เข้ามาฉายด้วยตนเอง โดยยุคแรก ๆ ต้องรอให้ผู้ชมรอบสุดท้ายกลับก่อนจึงจะได้เปิดหนังชมกันเพื่อคัดเลือก และพิสิฐยังดูแลตรวจตราทั้งเครื่องฉายหนัง เครื่องเสียง เครื่องทำความเย็นด้วยตนเองเสมอ

สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงหนังทั้งสามคือ สยาม ลิโด และสกาลา ที่พิสิฐสร้างขึ้น กลายเป็นแหล่งพบปะที่นิยมของหนุ่มสาวมารุ่นต่อรุ่น แต่พิสิฐไม่ได้อยู่มองเห็นและชื่นชมความรุ่งเรืองเหล่านี้นานนัก เพราะเขาจากไปเร็วเกินคาดในปี 2514 โดยมี นันทา ลูกสาวผู้คลุกคลีและผูกพันกับธุรกิจโรงหนังเป็นผู้รับช่วงต่อ

เครือเอเพ็กซ์ภายใต้การบริหารของนันทา เธอยังคงคัดเลือกหนังที่เข้ามาฉายเองเหมือนผู้เป็นบิดา แต่ในยุคของเธอก็ต้องเผชิญความท้าทายที่มีต่อโรงภาพยนตร์สแตนด์ อโลน อย่างเข้มข้น ได้แก่การมาถึงของเทคโนโลยีวิดีโอช่วงทศวรรษ 2530s ต่อด้วยธุรกิจโรงหนังที่กระจายสาขาอย่างรวดเร็ว อาทิ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่ก่อตั้งในปี 2537 มีสาขาแรกที่ปิ่นเกล้า (และยังคงอยู่มาถึงตอนนี้) และ เอส เอฟ ซีเนม่า ที่เปิดสาขาแรกบนห้างมาบุญครอง ในปี 2542

ทั้งสองเครือใหญ่เป็นนิยามใหม่ของโรงหนัง นั่นคือการจัดโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ที่ซอยย่อยหลาย ๆ โรงอยู่รวมกันในพื้นที่เดียว พร้อมกับพ่วงสิ่งบันเทิง เช่น ลู่โบว์ลิ่ง ห้องคาราโอเกะ ที่เป็นหมัดเด็ดมัดใจวัยรุ่น และทั้งสองบริษัทยังขยายสาขาพ่วงไปกับศูนย์การค้าในหลายจุดของเมือง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และเอส เอฟ ซีเนม่า จึงกลายเป็นคู่แข่งที่ดึงลูกค้าไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณความใส่ใจต่อผู้ชมและงานศิลปะบันเทิงที่ถูกถ่ายทอดต่อให้กับนันทา กลายเป็นจุดเด่นให้เครือเอเพ็กซ์ ยังประคองตัวมาได้ในช่วงที่โรงหนังสแตนด์ อโลน ของไทยทยอยปิดตัว โดยพื้นที่ใต้ถุนโรงหนังทั้งสามนั้น เครือเอเพ็กซ์เปิดให้เช่าเพื่อดึงรายได้ ส่วนมากเป็นร้านค้าเช่าเล็ก ๆ ของคนรุ่นใหม่ที่ยังมีทุนน้อยได้ทดลองทำกิจการต่าง ๆ ส่วนในโรงหนังก็เปิดให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้เช่าพื้นที่จัดกิจกรรมทั้งอีเวนต์ คอนเสิร์ต ไปจนถึงละครเวที

ตัวภาพยนตร์ที่นำมาฉายเอง นันทาก็รับฟังเสียงแนะนำจากลูกค้า และเริ่มปรับจากการฉายหนังกระแสหลักอย่างเดียว มาฉายหนังนอกกระแสควบคู่กันไป ตามเสียงเรียกร้องตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นทั้งการตอบสนองคนดูและการหาจุดยืนของตัวเองเพื่อสู้กับค่ายโรงหนังยักษ์ใหญ่

นอกจากนี้ โรงหนังทั้งสามยังมีเสน่ห์แบบวันวานที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ให้ลูกค้าประจำจำนวนหนึ่งยังแวะกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นระบบจองที่นั่งในกระดาษ ตั๋วหนังที่ฉีกจากต้นขั้ว พนักงานฉีกตั๋วในชุดสูทสีเหลือง และถ้าใครไม่รู้จะวางแผนชีวิตการดูหนังของตัวเองอย่างไร แค่ยกหูโทรศัพท์หาพนักงานจองตั๋ว ก็จะได้รับคำตอบทั้งรายละเอียดหนัง คำแนะนำในการจองรอบหากต้องการดูติดต่อกัน 2 เรื่อง แถมยังมีบัตรสะสมแต้มแบบไม่มีวันหมดอายุ แสตมป์ครบ 10 ดวงเมื่อไหร่ ดูหนังฟรีทันที 1 ที่นั่ง เรียกว่าได้ใจคอหนังทุกเพศทุกวัยไปแบบเต็ม ๆ

ปี 2553 เครือเอเพ็กซ์เหลือโรงภาพยนตร์ 2 แห่งคือลิโดและสกาลา เพราะโรงหนังสยามเกิดเพลิงไหม้ในเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ถึงอย่างนั้น นันทาก็ยังคงเดินหน้ากิจการโรงหนัง และพยายามตรึงราคาตั๋วไว้ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งที่โลเคชันโรงหนังตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าสุดหรูของกรุงเทพฯ และค่าเช่าพื้นที่ทำโรงหนังก็นับว่าสูงเอาการ ถ้าเทียบกับรายได้ที่เครือเอเพ็กซ์ได้จากการปล่อยให้ร้านค้าเช่าพื้นที่และค่าตั๋วหนัง ซึ่งฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ปี 2560 บริษัท สยามมหรสพ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเครือเอเพ็กซ์ มีรายได้รวม 96.14 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6.96 ล้านบาท ส่วนปี 2561 มีรายได้รวม 50.59 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 19.40 ล้านบาท

ผู้บริหารและพนักงานเครือเอเพ็กซ์ยืนส่งทุกคนที่มาดูหนังที่ลิโดในวันสุดท้าย (ภาพจาก Facebook: Apex Scala)

ด้วยหลายปัจจัยที่ก่อตัวขึ้น ทำให้เครือเอเพ็กซ์ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาเช่าพื้นที่โรงหนังลิโดกับสำนักงานทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจากที่มีข่าวแว่วมาหลายครั้งว่าจะปิด ในที่สุดก็ปิดตัวลงจริง ๆ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ปี 2561 ท่ามกลางความเสียดายและความอาลัยอาวรณ์ของคอหนังจำนวนมากที่ผูกพันกับลิโด แต่ให้หลังอีก 1 ปีนิด ๆ ลิโดก็มาในโฉมใหม่ “ลิโด้ คอนเนค” ภายใต้การบริหารของกลุ่มใหม่คือ บริษัท เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม ปี 2562

ปัจจุบัน เครือเอเพ็กซ์จึงเหลือโรงภาพยนตร์เพียงแห่งเดียวคือ สกาลา ซึ่งหลังจากยืนราคาตั๋วร้อยต้น ๆ มาหลายปีดีดัก ก็เพิ่งจะขอปรับราคาขึ้นเป็น 120-160 บาท ไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ปี 2562 เทียบกับเครือโรงหนังมัลติเพล็กซ์แห่งอื่นที่ดันราคาไปที่ 200 บาทขึ้นไป มาตั้งแต่ราวปี 2557 แล้ว

เครือเอเพ็กซ์จะหมดสัญญาเช่าพื้นที่โรงหนังสกาลากับสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ ในวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2563 ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าชะตาของ “สกาลา” โรงหนังที่พิสิฐตั้งใจสร้างขึ้นมากที่สุดและเป็นแห่งสุดท้ายที่เขาฝากใจรักในธุรกิจนี้ไว้จะเป็นเช่นไร จะถูกทุบทิ้งเหลือเพียงชื่อไว้เป็นตำนาน หรือยังคงยืนเด่นภายใต้การบริหารของกลุ่มใหม่ ก็สุดแท้จะคาดเดาในจังหวะนี้

 

ที่มา

https://www.thairath.co.th/content/623311

http://info.gotomanager.com/news/details.aspx?id=87640

นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2553

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

 

เรื่อง: Synthia Wong

 


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

เอสเต ลอเดอร์ กวนครีมในบ้านไปขายในร้านทำผม ก่อนเป็นเจ้าแม่บิวตี้ระดับโลก

เจอร์เรียน สวอร์ตส Stojo แก้วกาแฟรักษ์โลกแบบพับได้ แก้ปัญหาขยะล้นเมือง

ลี ไอเอคอคคา ปั้น “ฟอร์ด มัสแตง” แต่ไปฟื้น “ไครสเลอร์” คู่แข่งจนได้ดี

สุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์ ปั้นจักรยานพันล้าน “LA Bicycle”

“อิสสระ ถวิลเติมทรัพย์” หยิบ ”อ้อย” สร้างมูลค่าเพิ่ม สานต่อสู่ “พลังงานทดแทน” เพื่อสังคม

อนุพงษ์ อัศวโภคิน: ถอดแนวคิด EMPOWER LIVING ที่กำลังพาเอพีผ่านโควิด-19 โดยไม่ปลดพนักงาน แถมยังตั้งเป้าขึ้นเบอร์ 1 อสังหาฯ

ศิริบัญชา แอลกอฮอล์ที่ใคร ๆ ก็ต้องการมากสุดแห่งยุคโควิด-19

พันธ์เลิศ ใบหยก เจ้าของตำนาน “ตึกใบหยก” ตึกที่เคยสูงสุดของไทย