Post on 21/01/2020

ที่มาของวาทะป๋วย อึ๊งภากรณ์: “ผมต้องการมีอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ”

ภาพ: รูปปั้น ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และปรีดี พนมยงค์ ณ อุทยานเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

 

ท่ามกลางสภาพมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ใครหลายคนโพสต์และแชร์ข้อความของชายผู้ตายไปแล้ว 20 ปี ซึ่งเขียนข้อความนี้เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ที่ว่า ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ ซึ่งมาจากบทความสั้น ๆ แต่ทรงพลังของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาการทำงานภาครัฐ (Government Service) เมื่อ พ.ศ. 2508 และได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระ 100 ปีชาตกาล เมื่อ พ.ศ. 2559

แต่หลายคนคงไม่ทราบว่า เหตุใดป๋วยถึงเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา

ต้นฉบับลายมือของป๋วย เรื่อง การอยู่ดีกินดีของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน) ซึ่งภายหลังปรับปรุงเป็นบทความที่พวกเรารู้จักกันในชื่อ “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

ป๋วยคือใคร

คำถามที่ว่า ป๋วย อึ๊งภากรณ์ คือใครนั้น ตอบได้หลายรูปแบบ แต่ถ้าจะกล่าวสั้น ๆ ถึงความคิดของเขา ก็คงบอกได้ว่า เขาคือชายธรรมดาสามัญผู้หนึ่งซึ่งเกิดมาแล้วมีความทะเยอทะยานที่จะทิ้งโลกและประเทศไทยไว้ให้ลูกหลาน เป็นโลกและประเทศที่มีความสงบสุข มีเสรีภาพ และมีความเจริญ(เทียบ จดหมายของนายเข้ม เย็นยิ่ง เรียนนายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ (2515) )โดยที่ไม่ได้เป็นการพัฒนาโลกและประเทศโดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของผู้คน เพราะเขามีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชื่อว่า “ประชาธรรม” ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ (1) เสรีภาพและสิทธิของคนแต่ละคน (จำกัดความตามเอกสารสหประชาชาติเรื่องสิทธิของมนุษยชน) ภายในขอบเขตที่จะไม่ทำลายเสรีภาพและสิทธิ์ของผู้อื่น และ (2) การมีส่วนร่วมกำหนดโชคชะตาของสังคมที่เราอาศัยอยู่ แต่ละคนมีสิทธิหน้าที่เท่ากันในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมีฐานะเพศ หรือกำเนิดมาอย่างใด (แนวทางสันติวิธี (2520)) ซึ่ง “ประชาธรรม” นี้จะได้มาก็โดยวิถีทางสันติวิธีเท่านั้น

บทความสำคัญชิ้นหนึ่งที่สะท้อนความคิดของป๋วย ที่พูดถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน ไม่เพียงแต่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปทั้งอุษาคเนย์ ก็คือ ข้อคิดเรื่องการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับ ค.ศ. 1980 [http://puey-ungpakorn.org/index.php/writer/academic/academic01?id=190] ที่มีภาคผนวกเป็นบทความสั้น ๆ ซึ่งภายหลังรู้จักกันในชื่อ “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” นั่นเอง

การอยู่ดีกินดีของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน) 

เผยแพร่ครั้งแรกใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516

การกินดีอยู่ดีของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2516 ระหว่างที่เป็นศาสตราจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ  ป๋วยได้รับเชิญไปร่วมประชุมกับกลุ่มที่ปรึกษาการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEADAG) ของสมาคมเอเชีย (Asia Society) ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จึงได้เขียนบทความเรื่อง ข้อคิดเรื่องการพัฒนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับ ค.ศ. 1980 ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ โดยมี ฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ เป็นผู้ช่วย และแปลเป็นภาษาไทยในเวลาต่อมา (ภาคผนวกแปลก่อนในปี 2516 และแปลบทความเต็มในปี 2517 -ดู อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ น.ส.สันธนา เทพวัชรานนท์, หน้า 55-75. )

ป๋วยแสดงทัศนะถึงเรื่องคุณภาพชีวิตไว้หลายประการ ซึ่งไม่ได้คิดถึงเพียงคนไทยเท่านั้น แต่ยังกว้างขวางครอบคลุมไปถึงผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว เขาสรุปว่าการวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือการกินดีอยู่ดีของผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

(ก) สันติภาพ การปลอดจากความกลัว การพ้นจากสงคราม การปล้น การกดขี่ข่มเหง การเบียดเบียนประทุษร้าย และการบีบบังคับเผด็จการของข้าราชการและนักการเมือง

(ข) สุขภาพอันดีทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ การแพทย์ที่ดีและใช้ได้ง่าย

(ค) การปลอดจากความหิวโหยอดอยาก

(ง) การประกอบอาชีพที่เป็นประโยชน์ น่าสนใจและมั่นคง มีรายได้พอใช้

(จ) ที่อยู่อาศัยสะอาดและสบาย

(ฉ) สิทธิที่จะยึดกรรมสิทธิ์ในผลของการออมทรัพย์

(ช) เสรีภาพในการเชื่อถือและศาสนา เสรีภาพที่จะปฏิบัตินอกแบบ

(ซ) โอกาสในการหย่อนใจด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และอื่น ๆ

(ฌ) มีส่วนในชุมชนท้องถิ่น

(ญ) การรักษาและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม และ

(ฎ) ความสามารถช่วยตนเองและช่วยผู้อื่นซึ่งกันและกัน

และภาคผนวกของบทความชิ้นยาวนี้ เป็นบทความสั้น ๆ ที่พูดถึงความหวังที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ของผู้คน ซึ่งในครั้งแรกใช้ชื่อว่า การอยู่ดีกินดีของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน)  โดยหลังจากการนำเสนอในที่ประชุม ข้อเขียนภาคผนวกนี้ ฉบับภาษาอังกฤษตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ส่วนฉบับภาษาไทยลงเผยแพร่ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับเดือนตุลาคม 2516

 

ความหวังของรัฐสวัสดิการ

ต่อมาในปี 2519 เมื่อป๋วยอายุครบ 60 ปี ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง เหลียวหลัง แลหน้า [http://puey-ungpakorn.org/index.php/writer?id=237] และจบลงด้วยว่า

“ผมเคยเขียนไว้แล้วในที่อื่น แต่อยากจะยกเอามาให้ท่านทั้งหลายได้อ่านกันอีกเป็นความหวังสำหรับอนาคต และเป็นการแสดงทัศนคติเรื่องคุณภาพแห่งชีวิตที่ผมถืออยู่  คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

โดยมีการปรับปรุงถ้อยคำสำนวน และขยายความมากขึ้นในบางวรรค  ซึ่งเนื้อหาหลักของบทความเป็นข้อเรียกร้องถึงรัฐสวัสดิการ ตั้งแต่ก่อนเกิดไปจนหลังตายในมิติต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่การเป็นทารกในครรภ์ของแม่ ความอบอุ่นในครอบครัว การศึกษา การทำงาน การเมืองการปกครอง การค้าระหว่างประเทศ การเป็นเกษตรกร การอ่านหนังสือ การโฆษณา การรักษาพยาบาล การใช้เวลาว่าง การมีสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม การมีอากาศและน้ำที่ดี การร่วมมือกันในรูปสหกรณ์ การเสียภาษีอากร การมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ การไม่ตายอย่างน่าเศร้า การจัดการมรดก ไปจนถึงการจัดการศพ และงานศพ  ดังนี้

คุณภาพแห่งชีวิต

ปฏิทินแห่งความหวัง

จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก

ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

ในระหว่าง 2–3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวผมหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้ความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจะจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น

เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่าตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่ จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน

ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรมและเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศมาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นชาวนาชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีทำกินแบบใหม่ ๆ มีตลาดดีและขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ก็ได้ โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก

ผมต้องการสุขภาพอนามัยดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอหาพยาบาลได้สะดวก

ผมจำต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม สามารถมีบทบาทและชมศิลปะวรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่าง ๆ เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรได้พอสมควร

ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม

เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน

เรื่องที่ผมเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่ได้เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนร่วมในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ

เมียผมก็ต้องการโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับผม และเรา 2 คนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว

เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ คือ ตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สินสมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใช้ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บให้หมด จะได้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่น ๆ บ้าง

ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป

นี่แหละคือ ความหมายแห่งชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

ข้อสุดท้าย ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุขจงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้ เกี่ยวกับความสวัสดี

“เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เครื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำรวมอินทรีย์ และความเสียสละ”

คุณภาพชีวิตข้างต้นนี้ย่อมไม่ใช่ความหวังของป๋วยเพียงคนเดียว แต่นับเป็นความหวังของพวกเราทุกคนด้วย จะมีใครในเวลานี้ที่ไม่  “ต้องการมีอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ” หรืออยาก “ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ คือ … ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ” 

และพวกเรา “ไม่ได้เรียกร้องเปล่า” พวกเราได้ “เสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ” กันมาแล้ว

พวกเรา “ต้องการมีอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ” และต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเป็นอยู่ในเวลานี้เป็นแน่ 

 

เรื่อง: กษิดิศ อนันทนาธร


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ