Post on 08/12/2020

ครอบครัว ศาสนา และศรัทธาที่ก่อร่างขึ้นใหม่ใน ‘Raised by Wolves’

*มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ*

 

“ทำไมสิ่งต่าง ๆ ต้องตาย”

“เพราะมันคือธรรมชาติ และธรรมชาติย่อมมีตำหนิ”

อะไรคือความจริง และอะไรคือความไม่จริง? โลกที่เทคโนโลยีก้าวไกลเกินจินตนาการ หากโปรแกรมที่เขียนขึ้นทำให้หุ่นยนต์ตอบสนองได้ในแบบเดียวกับมนุษย์ แล้วหุ่นยนต์จะกลายเป็นมนุษย์ได้ไหม? ขนาดสตีเฟน ฮอว์กิง ยังเคยบอกว่าสมองคนเราก็เหมือนคอมพิวเตอร์ แล้วชีวิตที่ถูกประดิษฐ์จะมีความรู้สึกนึกคิด มีศรัทธา มีความเชื่อทางศาสนาได้เช่นเดียวกับมนุษย์หรือเปล่า? 

แม้คำถามดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงของงานไซ-ไฟ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้จะพยายามหาคำตอบกันมากแค่ไหน บทสรุปที่ได้ล้วนไม่ตายตัวและชวนให้เราค้นหาต่อ

ผลงานไซ-ไฟอย่าง ‘Raised by Wolves’ ออริจินัลซีรีส์ที่เปิดตัวทางช่อง HBO Max เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดสำหรับใครที่ชอบผลงานแนวระทึกตื่นเต้น เซ็ตติ้งล้ำยุค แถมยังแฝงปรัชญาชวนถกเถียง แค่ชื่อของนักเขียนและผู้อำนวยการสร้าง แอรอน กูซิคาวสกี้ (Aaron Guzikowski) และผู้กำกับ ริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) เจ้าพ่อหนังไซ-ไฟ ผู้เคยฝาก Alien (1982) Blade Runner (1982) และ The Martian (2015) ไว้ประดับวงการฮอลลีวูด ก็การันตีได้แล้วว่านี่จะเป็นอีกผลงานที่จุดประกายคำถามอันน่าสนใจได้ในปี 2020

ว่าด้วย ‘คำถามแรก’ ที่เราอาจต้องหาคำตอบให้ตัวเองเลยคือ “หุ่นยนต์สามารถเป็นพ่อแม่ได้ไหม?” เพราะเพียงแค่เปิดเรื่องมาด้วยแอนดรอยด์สองตนที่กำลังลำเลียงตัวอ่อนทารกขึ้นยานอวกาศเพื่อเดินทางไปสู่ดาวดวงใหม่โดยไม่มีมนุษย์ผู้ใหญ่ตามไปด้วย แค่นี้ก็ทำเอาคนดูสงสัยแล้วว่ามันจะไปรอดไหม คำตอบที่ได้ถูกเฉลยอย่างไว เมื่อแอนดรอยด์ทั้งสองต่างเรียกขานกันและกันว่า ฟาเธอร์ (พ่อ) กับ มาเธอร์ (แม่)

พวกเขาคือแอนดรอยด์ชายหญิงที่ถูกตั้งโปรแกรมให้นำตัวอ่อนไปตั้งรกราก และสร้างอารยธรรมบนดาวดวงใหม่ ดาวดวงนี้มีชื่อว่า Kepler-22b ซึ่งปรากฏอยู่จริง (ข้อมูลจาก NASA บอกว่ามันอยู่ห่างจากโลกถึง 600 ปีแสง) เส้นเรื่องเล่าสลับไปมาระหว่างช่วงเวลาปัจจุบันบนดาวดวงใหม่ ขณะที่แอนดรอยด์ทั้งสองค่อย ๆ เลี้ยงดูเหล่าทารกให้เติบใหญ่ขึ้นมา แบ่งหน้าที่กันสอนทักษะการใช้ชีวิต และองค์ความรู้ที่จำเป็น (รวมถึงมุกตลก) ก่อนจะย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวบนโลกช่วงปี ค.ศ. 2145 ซึ่งโลกกำลังเกิดสงครามที่เป็นเหตุให้มีภารกิจการย้ายถิ่นฐานมนุษย์เกิดขึ้น

สงครามดังกล่าวคือการปะทะกันระหว่างกลุ่มศาสนาที่เชื่อว่ามีพระเจ้าและกลุ่มที่ไม่เชื่อว่ามี กลุ่มที่นับถือศาสนาเรียกตัวเองว่า มิเธรก (Mithraic) ซึ่งเรืองอำนาจมาก พวกเขามีทั้งประวัติศาสตร์และองค์ความรู้ที่ส่งต่อกันมายาวนาน คงไม่น่าแปลกใจที่จะมองว่าพวกตนสูงส่งกว่าเหล่า เอทิสต์ (Atheist) หรือคนที่ไม่เชื่อใน โซล (Sol) เทพเจ้าที่พวกเขานับถือ

กลุ่มมิเธรกถือครองวิทยาการล้ำสมัยเป็นจำนวนมาก พวกเขามีทั้งยานอวกาศที่อพยพประชากรไปนอกโลกได้ทีละหลายพันคน ระบบจำศีลที่คงสภาพร่างกายให้ไม่เสื่อมระหว่างเดินทาง แถมยังเชื่อมต่อจิตวิญญาณให้สามารถใช้ชีวิตตามปกติในโลกเสมือน พวกเขายังสามารถสร้างแอนดรอยด์สังหารที่ถูกเรียกขานว่า เนโครแมนเซอร์ (Necromancer) ซึ่งกลายมาเป็นอาวุธเข่นฆ่าที่ทรงพลังที่สุดในช่วงเวลานั้น 

ทางฝ่ายคู่ขัดแย้งของกลุ่มมิเธรก พวกเขาเรียกตัวเองว่า อเทวนิยม หรือ เอทิสต์ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม่เชื่อในพระเจ้า เพราะแบบนั้นจึงถูกกลุ่มมิเธรกมองว่า ‘มีมลทิน’ พวกเขาคิดว่าเอทิสต์ทั้งไร้อารยะ ผิดบาป และแปดเปื้อน วิญญาณที่สกปรกและมีมลทินมัวหมองจะไม่ได้กลับสู่โซล (ส่วนนี้คล้ายกับศาสนาอิสลาม) เพราะโซลคือความบริสุทธ์ คือแสงสว่างที่จะนำทางมนุษย์ไปสู่อนาคตอันสงบร่มเย็น ดังนั้นจึงไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย หากพวกมันจะถูกกำจัดไปเสีย

กลุ่มเอทิสต์เรียกได้ว่าแทบไม่มีทรัพยากรอะไรจะสู้อีกฝั่งได้ พวกเขาจึงใช้วิธีฝึกเด็ก ๆ ให้กลายเป็นทหารเพื่อเข้าสู่สงคราม เด็กบางคนเอาตัวรอดและสามารถโตเป็นผู้ใหญ่ได้ แต่อีกไม่น้อยก็ต้องจบชีวิตในสนามรบที่ไม่มีวันจบสิ้น การต่อสู้ของชาวมิเธรกและเอทิสต์ยืดเยื้อยาวนานมาหลายปี พวกเขาผลาญใช้ทรัพยากรที่มีบนโลกอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย เมื่อโลกค่อย ๆ กลายเป็นดินแดนรกร้าง สัตว์ต่าง ๆ สูญพันธุ์ ออกซิเจนบนโลกเริ่มร่อยหรอ ในที่สุด กลุ่มมิเธรกจึงวางแผนจะอพยพไปยังดาวดวงใหม่ ซึ่งจะเป็นดาวดวงไหนไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ Kepler-22b

กลับมาที่ฝั่งครอบครัวแอนดรอยด์ ทีแรกพวกเขาจะนำตัวอ่อนมนุษย์มาถึง 12 คน แต่ที่ได้มีโอกาสลืมตาดูโลกจริง ๆ กลับมีเพียง 6 คนเท่านั้น และแม้พวกเขาจะเริ่มลงหลักปักฐาน สร้างบ้าน ทอเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงทำเกษตรกรรม แต่สภาพแวดล้อมบนดาวที่ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตทำให้ร่างกายของเด็ก ๆ เริ่มอ่อนแอ พวกเขาป่วยและตายไปทีละคนโดยไม่มีวิธีรักษา ในที่สุดครอบครัวนี้ก็เหลือเด็กชายมนุษย์เพียงคนเดียว เขาคือลูกคนสุดท้องชื่อ ‘แคมเปียน’

“ทำไมสิ่งต่าง ๆ ต้องตาย” แคมเปียนถาม เขาได้คำตอบจากมารดาที่ยืนมองเถ้าธุลีของสิ่งที่เคยเป็นพี่น้องของเขาว่า “เพราะมันคือธรรมชาติ และธรรมชาติย่อมมีตำหนิ”

และนั่นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มลาดตระเวนของชาวมิเธรกลงมาจอดเพื่อสำรวจดาวดวงใหม่ พวกเขาสนใจในตัวแคมเปียนทันที เพราะคิดว่านี่อาจเป็นเด็กในคำทำนายของชาวมิเธรก “…เด็กชายกำพร้าจากดินแดนรกร้าง จะนำพาเหล่ามิเธรกไปสู่สันติ”

กลุ่มมิเธรกวางแผนเพื่อจะลักพาตัวแคมเปียนไปจากแอนดรอยด์ทั้งสอง ซึ่งที่จริงแล้วความคิดนี้เป็นสิ่งที่ฟาเธอร์มองออก เพียงแต่เขาเองก็ต้องการให้แคมเปียนถูกพาตัวไป เพราะไม่มั่นใจว่าเด็กชายจะรอดชีวิตบนดาวแห้งแล้งดวงนี้ได้ ความคิดดังกล่าวเมื่อนำไปบอกกับมาเธอร์ กลับทำให้เขาถูกเธอฆ่า ตอนนั้นเองที่ความลับของแอนดรอยด์มาเธอร์เปิดเผยออกมาว่า ที่จริงแล้วเธอคือ เนโครแมนเซอร์ ที่ถูกนักวิทยาศาสตร์เอทิสต์ดัดแปลงให้กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่อัดแน่นด้วยความเป็น ‘แม่’

มาเธอร์คุ้นชินกับความสามารถของตัวเองอย่างรวดเร็ว เธอตามกลุ่มมิเธรกไปถึงยานแม่ และแทบจะสังหารประชากรมนุษย์บนยานไปหมด หากไม่ใช่เพราะพบตัวแคมเปียนเสียก่อน มาเธอร์ลักพาตัวเด็กบนยานกลับมาพร้อมแคมเปียนอีก 5 คน แฟน ๆ เดาว่าเป้าหมายของเธอคือการพามาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนแคมเปียน หรือไม่ก็เติมเต็มช่องว่างอันเว้าแหว่งจากความผิดพลาดที่ไม่สามารถเลี้ยงดูเด็ก ๆ ให้รอดชีวิตได้ของตัวเธอเอง

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ระหว่างแอนดรอยด์มาเธอร์กับชาวมิเธรกที่รอดชีวิต พวกเขาทั้งอยากจะแก้แค้นและนำตัวเด็ก ๆ คืนมา รวมถึงอยากค้นหาความจริงตามคำทำนายของโซล เรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นบนดาวลึกลับที่มีสิ่งปลูกสร้างหน้าตาประหลาด แต่ดันคล้ายกับภาพวาดที่บันทึกไว้ในตำราเก่าแก่ของชาวมิเธรก

หลายครั้งที่มีฉากตัวละครบางตัวเหมือนจะได้ยินเสียงกระซิบบางอย่าง บางครั้งพวกเขาก็อธิบายการกระทำของตัวเองว่าเป็นบัญชาจากโซล แต่ก็มีบางตัวละครที่ค่อย ๆ เผยความลับออกมาว่าที่จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้มีความศรัทธาในหลักการใด ๆ เลย และบางทีก็เพียงใช้ความศรัทธาของคนอื่นเป็นข้ออ้าง ไม่ก็เครื่องมือในการครองอำนาจเท่านั้น

แม้เราจะเคยเห็นประเด็นประมาณนี้ในผลงานแนว Post-apocalyptic ที่ตัวละครมักเปิดเผยแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ผ่านการกระทำอันต่ำช้าและแสนเห็นแก่ตัวเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เพราะนี่คือผลงานของริดลีย์ สก็อตต์ มันจึงแทบจะกลายเป็นลายเซ็นของเขา ที่ต้องชวนคนดูหาคำตอบในประเด็นทางปรัชญาซึ่งถ้าให้เดา สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ คงเป็นการหาความหมายของ ‘ศาสนา’ ว่าด้วย “คนเรานับถือศาสนากันไปทำไม?”

เมื่อกลุ่มหนึ่งเริ่มเสื่อมความศรัทธา อีกกลุ่มกลับค่อย ๆ เอนเอียงที่จะเชื่อถือในบางอย่าง ใช่, เรากำลังกล่าวถึงฝั่งของครอบครัวแอนดรอยด์ เพราะเด็กชายแคมเปียนผู้สูญเสียพี่น้องไปจนเหลือตัวคนเดียวเริ่มที่จะแอบอธิษฐานและสวดภาวนา ทั้งที่เป็นสิ่งที่พ่อแม่พร่ำบอกว่าทั้งไม่มีประโยชน์และทำให้มนุษย์ไม่ยอมรับความจริง บทบาทที่เห็นได้ชัดของศาสนาในซีรีส์เรื่องนี้ คงเป็นคำที่เราอาจคุ้นเคยกันดี ‘ที่พึ่งทางใจ’

แคมเปียนได้รับอิทธิพลไม่น้อยจากเด็ก ๆ ที่มาเธอร์ลักพาตัวมา เขาเริ่มเชื่อว่าทุกอย่างนั้นมี ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งที่จริงก็ขัดกับคำสอนของเหล่ามิเธรกนิดหน่อย เพราะตามความเชื่อเดิม มนุษย์เป็นเพียงสิ่งเดียวที่มีวิญญาณ แต่สัตว์ต่าง ๆ นั้นไม่มี ในขณะที่แคมเปียนเชื่อว่า แม้แต่แอนดรอยด์อย่างพ่อและแม่ของเขาก็มีวิญญาณเช่นกัน

ขณะที่มาเธอร์เองก็ต้องเผชิญกับจุดยืนที่ไม่มั่นคงของตน เพราะทันทีที่แคมเปียนรู้ว่าเธอคือผู้สังหารชาวมิเธรก รวมถึงอาจจะเคยเข่นฆ่ามนุษย์มาแล้วมากมาย เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากแม่ มาเธอร์ต้องพยายามตอกย้ำตัวเองถึงอุดมการณ์และภารกิจจาก ‘ผู้สร้าง’ ที่บอกว่าเธอจะเป็นความหวังใหม่ของมนุษย์ เธอคือผู้ที่พาคนรุ่นต่อไปออกจากวังวนแห่งสงครามที่นำมาแต่ความสูญเสีย มาเธอร์แสดงบทบาท ‘แม่’ ของเหล่าเด็ก ๆ ต่อไป แม้จะพอสังเกตได้ว่าไม่มีใครไว้ใจเธอเลย

ครั้งหนึ่งมาเธอร์พร่ำบอกเด็ก ๆ ว่า การมีศาสนานั้นทำให้มนุษย์ทำลายกันเอง และภารกิจสร้างอารยธรรมขึ้นมาใหม่คือเรื่องสวยงามและยิ่งใหญ่ของเธอ เด็กสาวคนหนึ่งถามกลับว่า “ทำไมคุณพูดจาเหมือนพวกนับถือศาสนาเลย”

โดยปกติแล้ว Raised by Wolves เป็นสำนวนที่เอาไว้เรียกขานคนที่เข้าสังคมไม่ได้ ไม่สุภาพเรียบร้อย ราวกับ ‘โดนหมาป่าเลี้ยงมา’ แต่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ทีมผู้สร้างคงตั้งใจอิงกับตำนานของ โรมูลุส (Romulus) และ เรมุส (Remus) พี่น้องฝาแฝดที่เกือบถูกฆ่าตาย แต่ก็รอดและเติบโตมาได้เพราะ ‘แม่หมาป่า’ ที่คอยให้นมและเลี้ยงดู กระทั่งหนึ่งคนในนี้กลายเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งกรุงโรม มาเธอร์จึงเปรียบได้กับแม่หมาป่าที่คอยเลี้ยงดูเด็กชาวมนุษย์

น่าเสียดายที่หลาย ๆ คำถาม ดูเหมือนคนดูจะไม่สามารถหาคำตอบได้จากการดูซีรีส์เพียงซีซันเดียว ซึ่งก็น่าเศร้าเพราะคงต้องรออีกยาวกว่าซีซันสองจะปล่อยมาให้ดูต่อ แต่นอกเหนือจากประเด็นและเรื่องราวที่เล่าไปแล้ว ยังมีปริศนาลึกลับของดาว Kepler-22b อยู่ เพราะหลังจากค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ รวมถึงภาพเขียนประหลาดบนผนังถ้ำ ก็ชวนให้สงสัยว่า หรือที่จริงดาวดวงนี้จะเคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ ไหนจะความลับดำมืดของ ‘โซล’ ที่แฟน ๆ วิเคราะห์กันว่าอาจจะมีตัวตนจริง (บางส่วนคาดว่าเขาอาจจะเป็นแอนดรอยด์) แต่ก็ยังไม่มีการเฉลย 

ผู้เขียนเดาว่ากว่าจะดูซีรีส์เรื่องนี้จบ ก็น่าจะมีประเด็นที่ชวนขบคิดอีกมาก Raised by Wolves นับว่าเป็นอีกผลงานที่เปิดตัวซีซันแรกได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความสนุก ตื่นเต้น ปนน่าขนลุกตามสไตล์ริดลีย์ สก็อตต์ (ตอนจบทำเอาผู้เขียนนอนไม่หลับ) และบทสนทนาแฝงความหมายลึกซึ้งต่าง ๆ ก็ถือเป็นส่วนผสมแปลกใหม่ที่คงไม่เสียหายอะไร หากจะชวนผู้อ่านไปลองสัมผัสดู

 

เรื่อง: พาขวัญ ศักดิ์ขจรยศ


Related