read
business
06 ม.ค. 2565 | 15:36 น.
มุทิตา - วันศีล จันทร์อินทร์: Tiengna Viennoiserie กลิ่นครัวซองต์ที่ปลุกให้ย่านสุขุมวิทตื่นมากินของอร่อย
Play
Loading...
ร้านนี้เคยมีคนตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อมาซื้อครัวซองต์
…
ไม่ต่างจากสำนวนฝรั่งที่ว่า นกที่ตื่นเช้าได้กินหนอนก่อนใคร สำหรับคนที่ชอบกินของอร่อยคงจะคิดไม่ต่างกันว่า หากตื่นเช้ามาได้กินของอร่อย จะตื่นเช้าแค่ไหนก็ยอม
กลิ่นของครัวซองต์และขนมอบอันหลากหลายที่ Tiengna Viennoiserie หรือร้าน ‘เถียงนา’ น่าจะปลุกให้หลายคนตื่นเช้าเพื่อเดินทางมาที่สุขุมวิท 39 อันเป็นที่ตั้งของร้านเพื่อมากินของอร่อยกัน
หากคำว่า ‘เถียงนา’ ในความเข้าใจของคุณ คือที่หลบพักกลางทุ่งสำหรับชาวไร่ชาวนาที่ต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ทำงานกลางแดดกับอากาศร้อน ๆ มาทั้งวันก็คงจะไม่ผิดอันใด แต่สำหรับชาวกรุงเทพฯ และจังหวัดตาก รวมถึงเหล่าประชาชนผู้มีใจรักกาแฟและขนมทั้งหลาย คำว่า ‘เถียงนา’ มิได้เป็นเพียงแค่เพิงพักกายกลางทุ่ง แต่ยังเป็นชื่อร้านขนมดังที่มีดีขนาดทำให้คนยอมตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเดินทางมาต่อคิวซื้อครัวซองต์ถึงหน้าร้านที่สุขุมวิท 39
นี่คือเรื่องราวของ มุทิตา - วันศีล จันทร์อินทร์ (แพร - ต่วน) สองพี่น้องผู้ร่วมกันก่อตั้งและสรรสร้าง ‘เถียงนา’ (Tiengna Viennoiserie) ที่ยกขนมอบอร่อย ๆ จากเมืองตากสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร
เรียนเมืองกรุงแล้วกลับบ้านเกิด
“ตอนแรกคิดกันเอาไว้ว่า ขายได้แค่วันละนิดหน่อยก็เอาแล้ว” แพร - มุทิตา ผู้เป็นพี่สาวเล่าเอาไว้ในประโยคเปิดตัวถึงความคิดแรกเริ่มเมื่อครั้งคิดการก่อตั้ง ‘เถียงนา’ ที่เมืองตาก หลังจากที่สองพี่น้องทั้ง แพร - ต่วน ได้เข้ามาร่ำเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็กจนโต ประกอบกับคุณพ่อคุณแม่ที่เปิดร้านขายสังฆภัณฑ์อยู่ที่จังหวัดตากเริ่มอยากจะให้ลูกกลับมาช่วยกิจการและกลับมาอยู่ที่บ้าน เมื่อคนเป็นพ่อ - แม่เอ่ยปากชวนกลับบ้าน ทั้งแพร - ต่วน ในฐานะลูกจะปฏิเสธได้อย่างไร
เมื่อโดนเรียกตัวกลับมาช่วยงานที่บ้าน หัวใจของพี่น้องทั้งสองรู้ดีว่าต้องกลับบ้านเกิด แต่ก็ยังอยากไขว่คว้าเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับกาแฟและขนมซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองรักอีกสักตั้งก่อนกลับบ้าน แพรผู้เป็นพี่สาวที่เรียนจบวิศวะ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่วนผู้เป็นน้องชายที่เรียนจบคณะโบราณคดี จากมหาวิทยาลัยศิลปากร (ภายหลังได้ต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) จึงตัดสินใจแยกทางกันไปเก็บชั่วโมงเรียนและชั่วโมงบินเกี่ยวกับกาแฟและขนม
แพรเก็บออมเงินที่ตัวเองเพิ่งเริ่มทำงานได้ทั้งหมดเพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ส่วนต่วนผู้เป็นน้องชายเริ่มเส้นทางการอบขนมจากการเปิดหาสูตรตามอินเทอร์เน็ต แล้วหัดทำเอง แต่ไป ๆ มา ๆ เมนูขนมที่อยากจะลองอบเริ่มซับซ้อนขึ้น ต่วนจึงเริ่มไปลงทะเบียนเก็บคอร์สเรียนกับเชฟดังระดับโลกที่มักจะแวะเวียนมาเปิดคอร์สสั้น ๆ ในเมืองไทย (ต่วนเก็บคอร์สกับเชฟดังไปทั้งหมด 20 กว่าคอร์ส)
ถึงตรงนี้ทั้งสองพี่น้องถือว่าได้เดินตามความฝันของตนเองแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อไปสานต่อกิจการสังฆภัณฑ์ของพ่อแม่ที่ตาก
จากร้านเครื่องสังฆภัณฑ์สู่คาเฟ่กลางทุ่งนา
ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยอยู่กับเมืองใหญ่มาเป็นสิบปี บวกกับใจที่ใฝ่รักกาแฟของแพร - ผู้เป็นพี่สาว กับต่วน - น้องชายที่รักการอบขนม แถมยังได้ไปเริ่มเก็บเกี่ยววิชากันมาแล้ว
ทั้งสองจึงเกิดความคิดที่จะเปิดร้านขายกาแฟ - ขนมบริเวณใต้ถุนบ้านที่อยู่กลางทุ่งนา พร้อม ๆ ไปกับการดูแลกิจการสังฆภัณฑ์ของครอบครัวไปด้วย จึงเกิดเป็นทั้งคอนเซ็ปต์ของร้านและชื่อร้าน ‘เถียงนา’ ขึ้น
จากตอนแรกที่ทั้งสองคิดเพียงแค่อยากจะเปิดร้านคาเฟ่เล็ก ๆ เคียงคู่ไปกับกิจการสังฆภัณฑ์ และตั้งเป้าไว้ในใจว่าอยากจะทดสอบตลาด เลยมีเป้าหมายขายกาแฟได้ประมาณวันละ 10 แก้วก็เป็นที่น่าพอใจแล้ว
เพราะค่าใช้จ่ายต้นทุนคงที่ (fixed cost) แทบจะไม่มี ทั้งค่าเช่าที่ก็ไม่ต้องจ่าย เพราะเป็นที่ใต้ถุนบ้าน, ค่าจ้างพนักงานก็เป็นศูนย์ เพราะทั้งร้านมีแรงงานกันอยู่เพียงแค่ 2 คน พี่ (แพร) และน้อง (ต่วน) ทั้งทำขนม - กาแฟ ทั้งเสิร์ฟกันเอง เพราะฉะนั้นมุ่งเป้าที่ 10 แก้วน่าจะเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ในช่วงแรกและทำให้ร้านพอประคองตัวอยู่ได้
เพราะนี่เป็นธุรกิจเสริมจากการขายเครื่องสังฆภัณฑ์
แต่ปรากฏว่ายอดขายของร้านวันแรกคือ 78 แก้ว!
Beginner’s luck โชคของมือใหม่ - สำนวนที่เปรียบเปรยว่าเมื่อเริ่มทำอะไร ช่วงแรกของ ‘มือใหม่’ ทำอะไรก็ ‘มือขึ้น’
ลูกค้าที่มาอุดหนุนกันวันแรกมักจะเป็นคนรู้จัก คนสนิทรักใคร่กันแวะเวียนมาให้กำลังใจ และสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นกับแพร ต่วน และเถียงนา เพราะวันแรกที่เปิดร้านแล้วขายได้ 78 แก้ว ลูกค้าส่วนใหญ่คือมิตรสหายคนคุ้นเคยกัน
แต่หลังจากช่วงแรก ร้านจะยังมีลูกค้าอุ่นหนาฝาคั่งต่อไปหรือไม่นี่สิ...ของจริง
จากที่ขายกาแฟได้ 78 แก้วในวันแรก กลายเป็น 100 แก้ว กลายเป็น 200 แก้ว มาถึงตรงนี้คงไม่ใช่แค่คนสนิทแวะเวียนมาอุดหนุนกันเท่านั้นแล้ว แต่คงเป็นความติดอกติดใจของลูกค้าชาวเมืองตากเอง บวกกับการกระจายข่าวแบบปากต่อปากของผู้คนว่านี่คือของดีที่ต้องมาลองของเมืองตาก
“ด้วยความที่มันเป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวด้วย เพราะร้านเราตั้งอยู่ถนนสายเอเชีย ใครจะขึ้นเชียงใหม่ทุกคนต้องผ่านร้านเรา เพราะฉะนั้น พอนักท่องเที่ยวเริ่มมาแล้วก็ปากต่อปากต่อเนื่องมีคนรู้จักมากขึ้น มันกลายเป็น จุดเช็กอินในที่สุด”
จากที่คิดว่าจะทำร้านขนม - กาแฟกันแค่สองคนพี่น้อง พอขายกาแฟได้วันละ 200 แก้ว และเริ่มเป็นจุดเช็กอินของนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านเมืองตากแล้ว จะทำกันแค่ 2 คนคงไม่ไหว แพร - ต่วนจึงขยับขยายเปิดรับพนักงานและปรับปรุงร้านให้รองรับลูกค้าได้มากขึ้น แต่ยังคงความโฮมมี่แบบ ‘เถียงนา’ อยู่ นั่นคือคุณจะรู้สึกว่านี่คือบ้าน มีทั้งขนม มีทั้งเครื่องดื่ม มีทั้งอาหารที่คุณมาแวะพักกินได้ให้หายเหนื่อย และอิ่มท้องเพื่อให้คุณพร้อมเดินทางต่อ
ยกเถียงนาไปไว้ในเมือง
เถียงนาที่เมืองตาก ที่มองไปด้านนอกคุณจะเห็นท้องไร่ท้องนา ได้กลิ่นต้นไม้ใบหญ้ากับกิจการที่ไปได้ดีทั้งกาแฟ อาหาร ขนม ของที่ร้าน จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งแพร - ต่วนตัดสินใจยกเถียงนาจากใต้ถุนบ้านของตนเองมาสู่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลที่ว่า ของบางอย่างอาจจะเหมาะกับการ
วางขายให้ถูกที่
(ซึ่งที่นั่น คือ กรุงเทพฯ)
“ด้วยความที่มันอยู่ที่ตาก ขนมเค้กที่เราขายมันไม่สามารถขายขนมที่มันอลังการอย่างนี้ได้ ถ้าไม่นับปีนี้นะ ปีที่ผ่านมา 2 - 3 ปีแรกมันไม่สามารถขายขนมอย่างนี้ได้ แต่เขา (ต่วน) ทำได้ เราเคยทำแล้วแหละ เราถึงรู้ว่ามันอยู่ที่ตากไม่ได้ เพราะว่ามันขายไม่ได้ ด้วยความที่เขาใช้วัตถุดิบดี มันไม่สามารถขายถูกได้ ทีนี้พอมันขายแพง แล้วด้วยความที่ค่าครองชีพที่ตากมันไม่ได้สูงขนาดนั้น ถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวผ่านมาเยอะก็ตาม แต่สิ่งที่เราทำมันกลายเป็น waste มันทิ้งเยอะ มันขายไม่ได้ เรารู้สึกว่าเฮ้ย! ต่วน เราต้องเข้ากรุงเทพฯ เราเสียดายศักยภาพของน้อง”
หากจะกล่าวอ้างว่ามหานครอย่างกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีร้านขนม - กาแฟ มากมาย และเต็มไปด้วยร้านคาเฟ่แสนเก๋คงจะไม่ผิดนัก การจะยกเอาเถียงนาจากตากมาตั้งที่กรุงเทพฯ ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ แพร - ต่วนคงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี พอดีกับโอกาสที่จะได้ลองยกเอาเถียงนามาไว้ที่กรุงเทพฯ แบบชั่วคราว นั่นคือการมาออกบูธขายขนมที่ Warehouse 39 เป็นเวลา 2 - 3 วัน ทั้งคู่จึงคิดว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะลองหยั่งความลึกของมหาสมุทรแห่งวงการขนมดูว่าจะลึกสักเพียงใด
มหาสมุทรแห่งวงการขนมที่Warehouse39
ก้าวแรกของการยกเถียงนาจากตากมายังเมืองใหญ่ของแพร - ต่วน เริ่มขึ้นที่นี่ จากการออกบูธขายขนมที่
Warehouse 39 (เจริญกรุง)
ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ขาย คุณคงพอจะนึกออกว่า การคาดคะเนปริมาณของที่จะขายในแต่ละวัน ยังไงเสียมันก็คงเป็นเพียงแค่การคาดคะเน ทั้งแพร - ต่วนก็เช่นกัน เขาทั้งสองไปยืมครัวของเพื่อนที่กรุงเทพฯ เพื่ออบขนมมาขายในงานอีเวนต์นี้ โดยทั้งแพร - ต่วนอบขนมมาถึง 1,000 ชิ้นเพื่อขายในงาน 2 - 3 วันนี้ อ่านถึงตรงนี้คุณคงคิดว่า ช่างเป็นก้าวที่กล้าหาญและตื่นเต้นในคราวเดียวกันกับการเตรียมขนมมาถึง 1,000 ชิ้นกับก้าวแรกสู่เมืองใหญ่
ขนมทั้ง 1,000 ชิ้นนั้นหมดตั้งแต่วันแรกของงาน
นั่นแสดงให้เห็นว่าสินค้าของพวกเขามีดีพอ
แพร - ต่วนแห่งเถียงนาไม่เหลือขนมแม้แต่ชิ้นเดียวไว้ขายในวันที่สองของงาน จนต้องโทรศัพท์บอกร้านที่เมืองตากให้ส่งขนมลงมาเพื่อขายในวันต่อไป นี่คือใบเบิกทางใบแรกที่รับประกันชื่อเสียงของ ‘เถียงนา’ ว่ามันได้เดินทางมาถึงในเมืองกรุงก่อนที่แพร - ต่วนจะมาถึงเสียอีก และนั่นคือจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองตัดสินใจยกเถียงนามาสู่กรุงเทพฯ
เถียงนาทุ่งเมืองตากสู่ทุ่งสุขุมวิท
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการออกบูธขายขนมที่ Warehouse 39 แพร - ต่วนเองก็เริ่มมีความมั่นใจว่าคนในเมืองกรุงก็ตอบรับ ‘เถียงนา’ อย่างอบอุ่นเช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยได้รับจากชาวเมืองตากและคนเดินทางที่ผ่านมา ประกอบกับโอกาสอันดีที่ได้ทราบว่าพื้นที่บริเวณสุขุมวิท 39 (ตรงที่ร้านเถียงนา สุขุมวิท 39 ปัจจุบันตั้งอยู่) กำลังถูกปล่อยเซ้ง ในช่วงมีนาคม ปี 2020 ในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งสองคนรู้ดีว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะได้ที่ตั้งร้านที่อยู่ใจกลางเมือง
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นโอกาสที่มาพร้อมกับความเสี่ยงสูง เพราะช่วงเวลานั้นเริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้ว แต่เมื่อใจมันมา ถึงรู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง ทั้งสองจึงตอบตกลงเซ้งตึกแถวนั้น เป็นอันเริ่มต้นการยกเถียงนาสู่ทุ่งสุขุมวิทอย่างแท้จริง
การตอบรับที่ล้นหลามกว่าเคย
เวลา 07.00 น. วันที่ 18 มกราคม 2021 คือวันแรกที่เถียงนา สาขากรุงเทพฯ เปิดรับให้ผู้คนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจซื้อขนม - กาแฟ และทุกอย่างเป็นไปตามคาดคือ ขนมของที่ร้านหมดตั้งแต่เที่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคอครัวซองต์ คุณคงทราบดีว่าครัวซองต์ของเถียงนา (Plain croissant) นั้นเป็นที่เลื่องลือว่าอร่อยไม่แพ้ใคร ถือเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของร้าน 3 วันแรกที่เปิดร้าน ปรากฏว่าครัวซองต์หมดเร็วทุกวัน
“เปิดได้ 3 วัน เปิดจันทร์ อังคาร พุธ เราก็เป็นอย่างนี้ทุกวัน คือ (ครัวซองต์) หมด ๆ ๆ...เที่ยงบ้าง บ่ายบ้าง...ลูกค้ามาก็ไม่ได้กิน”
ทั้งแพร - ต่วนเลยตัดสินใจหลังเปิดร้านได้ 3 วันว่าจะปิดร้าน 2 วันเพื่อปรับปรุงระบบ…
ถอยหลังเพื่อพุ่งไปข้างหน้า
หลังจากการถอยมาตั้งหลักของแพร - ต่วน ทั้งสั่งอุปกรณ์ ทั้งตู้เย็น เตาอบเพิ่ม, ทำระบบสต็อกใหม่, จัดระบบครัวใหม่ การกลับมาของเถียงนาก็ยังได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและอบอุ่นเช่นเคย
จากเดิมที่ร้านเถียงนาเปิด 7 โมงเช้า ปรากฏว่าลูกค้าบางคนถึงกับมายืนรอที่หน้าร้านตอนตี 5 เพื่อที่จะซื้อครัวซองต์จากร้านเถียงนา คุณจะเห็นคนมายืนต่อแถวหน้าร้านเถียงนาตั้งแต่ก่อนร้านเปิด แม้แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะจากประสบการณ์ตรงที่ผู้เขียนเคยได้ร่วมชะตากรรมการต่อคิวเพื่อซื้อครัวซองต์ของร้านเถียงนาเมื่อเช้าวันอาทิตย์
จนถึงวันนี้ภาพคนยืนต่อคิวหน้าร้านจนยาวเหยียดตามทางฟุตปาธไปอาจเปลี่ยนเป็นภาพไรเดอร์ที่เดินเข้า - ออกกันอย่างขวักไขว่แทน เพราะเถียงนาในตอนนี้เปิดรับออร์เดอร์ในแพลตฟอร์มเดลิเวอรีแล้ว ระบบสต็อก ระบบครัว และขนม - กาแฟของเถียงนาก็พรั่งพร้อมต้อนรับผู้คนที่จะเข้ามาพักกายและหย่อนใจในย่านใจกลางเมืองที่ผู้คนต่างเร่งรีบและจังหวะชีวิตที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับเถียงนาที่เมืองตากที่คุณจะได้สูดไอดินกลิ่นหญ้าพร้อมกับกินขนม - กาแฟที่แสนอร่อยในคราวเดียวกัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ASW เปิดศักราช 2568 โตแรง! กวาดยอดขาย 8,320 ล้านใน 3 เดือน รับดีมานด์ภูเก็ต-แนวราบพุ่ง
03 เม.ย. 2568
ของมันต้องลอง! “มาม่าคัพ รสหม่าล่า” เผ็ดร้อนลิ้นชา อยากหม่าล่า ก็มาม่าดิ
03 เม.ย. 2568
TOA กับการผนึกกำลัง JOMOO บุกตลาด Smart Toilet สุดพรีเมียม ชูจุดแกร่งเทคโนโลยีล้ำ ตอบโจทย์ชีวิตเหนือระดับ ขับเคลื่อนธุรกิจที่เป็นมากกว่าสี
03 เม.ย. 2568
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Business
The People
Tiengna Viennoiserie
ครัวซองต์