svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม Thepeople

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด

ILLSLICK แรปเปอร์อิสระผู้กลั่น ‘ความจริง’ ผ่านเพลงฮิปฮอปที่ไม่มีวันตายไปจากยุคสมัย

ILLSLICK แรปเปอร์อิสระผู้กลั่น ‘ความจริง’ ผ่านเพลงฮิปฮอปที่ไม่มีวันตายไปจากยุคสมัย

อิลสลิก (ILLSLICK) แรปเปอร์อิสระไม่กี่คนที่อยู่คู่กับโลกออนไลน์ ยืนหยัดทำงานมายาวนานจนมีฐานแฟนเพลงของตัวเอง ขณะเดียวกัน แนวทางการทำงานบางอย่างของเขามักนำไปสู่ข้อถกเถียงต่าง ๆ

“จำได้เลยว่าตอนอัดเพลงครั้งแรก ผมตะโกนรอบบ้านเลยว่า ป้า! ผมอัดเพลงได้แล้ว ผมทำเพลงได้แล้ว!”

โต้ง - ทิฆัมพร เวชไทยสงค์ หรือที่รู้จักเขาดีในชื่อ ‘อิลสลิก’ (ILLSLICK) เล่าถึงช่วงเวลาที่เริ่มต้นเส้นทางจับไมค์พ่นไรห์ม (Rhyme) ขณะอายุ 12 ปี ช่วงเวลาที่เขาไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการทำเพลง ใช้เครื่องอัดเทปยังไม่ถนัด ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ยังไม่มี ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์

แม้ไม่ปรากฏข้อมูลแน่ชัดว่าเขาใช้เวลานานเท่าไหร่ กว่าจะผลของความพยายามก็ผลิดอกออกผล แต่เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เด็กชายในวันนั้นที่ดื้อดึงไม่ยอมวางมือ ได้เติบโตมาเป็น ‘อิลสลิก’ แรปเปอร์อิสระระดับตำนานที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ชื่อของเขายังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ

อาจเป็นเพราะ ‘ความลื่นไหล’ ตามชื่อ ‘อิลสลิก’ ที่เขาเลือกนำมาใช้ในวงการ (AKA) และสไตล์การแรปที่ตรงไปตรงมาเข้าถึงง่าย ทำให้เพลงของเขายังครองใจคนฟังทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ หรืออาจเป็นเพราะฐานแฟนคลับยุคบุกเบิกที่ยังคงสนับสนุนและติดตามผลงานของชายคนนี้อย่างใกล้ชิด

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ฐานแฟนเพลงของเขายังคงอบอุ่นไม่ต่างจากวันวาน ถึงอิลสลิกในวัยเลข 3 จะมีเรื่องราวดราม่าตามมาไม่หยุดหย่อน ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะโลกออนไลน์ที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ ‘การพูด’ หรือการกระทำบางอย่างไปกระทุ้งความไม่พอใจของแฟนเพลงบางกลุ่ม จนเกิดเป็นข้อถกเถียงขึ้นในหมู่แฟนเพลง

บทความชิ้นนี้จะพาผู้อ่านไปรับชมความดื้อสุดขีดของ ‘อิลสลิก’ แรปเปอร์ ผู้ยอมเป็นอิสระดีกว่าโดนขังอยู่ในกรงที่เรียกว่า ‘สังกัด’

เส้นทางสายแรปเปอร์

ก่อนที่อิลสลิก (Illslick) ในวัย 34 ปี จะเป็นแรปเปอร์ที่โด่งดังขึ้นมาจากการทำเพลงโดยไม่มีสังกัด เขาเริ่มเส้นทางสายดนตรีฮิปฮอปมาจากประสบการณ์ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ซึ่งเขาได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Nake and the city ออกอากาศเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ไว้ว่า

“มันเริ่มมากจากสมัยมัธยมผมเล่นบาสเกตบอล แล้วกีฬาบาสเกตบอลกับฮิปฮอปมันเป็นของคู่กันอยู่แล้ว ก็คือเราฟังมา พี่ ๆ ที่เล่นบาสเขาก็ฟัง พอเราเริ่มเข้าม.1 เราก็รู้สึกว่าเราฟังเพลงมากขึ้น เราฟังคนอื่นเขาแรป เราก็อยากจะลองแรปดูบ้าง

“สมัยก่อนผมยังไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นยังเด็กมาก ผมไปแถวทิพย์เนตร เชียงใหม่ เป็นที่ขายเทป ซีดี เพลงต่างประเทศเยอะมาก ผมก็ไปไล่ซื้อเทปพวกที่มีโบนัสแทร็ก ที่เป็นดนตรีเปล่า ๆ ไปไล่ซื้อมา...เพื่อเราจะมาฝึกแรป แล้วอัดใส่เทป”

กว่าอิลสลิกจะก้าวขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของยุค เขายอมรับว่า ‘เพื่อน’ คือกลุ่มคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตวัยเด็กของเขา อาจเป็นเพราะพ่อแม่ของเขาแยกทางกันตั้งแต่เด็ก ทำให้การแชร์ความทรงจำหรือประสบการณ์ในชีวิต ทุกอย่างล้วนอยู่กับกลุ่มเพื่อน

อีกทั้งวัยเด็กที่ต้องโยกย้ายไปมาหลายจังหวัดตั้งแต่จากบ้านที่จังหวัดขอนแก่น ไปอยู่กับป้าที่ลำปาง พอเข้าสู่ช่วงมัธยมเขาก็ย้ายไปเรียนหนังสือที่เชียงใหม่

คงไม่ใช่เรื่องแปลกหาก อิลสลิก จะมีประสบการณ์การทำเพลงที่หลากหลาย เพราะทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนที่อยู่ ‘บ้าน’ หลังนั้นก็จะถูกย้ายเข้ามาอยู่ในความทรงจำ เพลงแต่ละเพลงจึงมีความพิเศษเฉพาะตัว แต่บ้านที่เขารักมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเชียงใหม่ จังหวัดที่หล่อหลอมให้อิลสลิก เป็นอิลสลิกในเวอร์ชั่นที่ทุกคนเห็นอย่างในปัจจุบัน

“เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ผมเติบโต ผมเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับฮิปฮอปที่นี่”

เพลงแรกที่เขาทำ ‘อิลสลิก’ ยอมรับว่าทำแบบ ‘งูๆ ปลาๆ’ เมื่อเริ่มมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์จึงรวมกลุ่มกับเพื่อน ทำเพลงที่อัดแบบจริงจังมากขึ้น หลังจากทุ่มเวลาในวัยม.4 ถึง ม.5 ไปราว 1 ปีเต็ม เขาก็ได้ยกระดับความจริงจังให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น โดยเริ่มมองหาห้องอัดเพลง ทำอัลบั้มเป็นของตัวเอง ขณะที่เพื่อนในกลุ่มเริ่มไปสายอื่นกันบ้าง

“ความน่าสนใจของมันคือ สำหรับผมมันเป็นดนตรีแบกับดิน คุณไม่ต้องมีเครื่องดนตรี แค่แรปเป็นไรห์ม (Rhyme) ได้ คุณสามารถทำเพลงได้ทุกคน”

เมื่อมีโอกาสไปเล่นในงานของวงรุ่นพี่แล้วเข้าตา จึงถูกชักชวนมาทำเพลงด้วยกัน เพลงที่ออกมาในช่วงต้นคือเพลง I Need A Girl ยอดวิวทะลุ 10 ล้านวิวไปแล้ว กลายเป็นอีกเพลงที่ทำให้แรปเปอร์รายนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นตามลำดับ ขณะที่เพลงแจ้งเกิดอีกเพลงของเขาคือ รักเมียที่สุดในโลก

รักอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ฮิปฮอป’ เลี้ยงชีพได้

เมื่อเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย อิลสลิก ถามตัวเองว่า ชอบมันจริง ๆ หรือแค่ชอบเพราะองค์ประกอบอื่นของวัฒนธรรมฮิปฮอป เช่น สไตล์การแต่งตัวและรูปลักษณ์ภายนอก หลังจากถามตัวเองซ้ำ ๆ เขาค้นพบว่าดนตรีฮิปฮอปคือสิ่งที่เขารักมากที่สุดในชีวิต

“ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าผมรักมันมาก...

“ผมรักเพลงมาก ผมต้องการที่จะทำเพลง แต่ผมไม่ได้คิดว่ามันจะมาเป็นอาชีพหรือว่าอะไร การทำเพลงของผมเหมือนการที่คนสะสมของหรือว่าอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมอยากมีเพลงของผมดี ๆ เอาไว้ฟัง ซึ่งบางเพลงที่เราทำในตอนนั้น เราก็ไม่ได้เอาไปโชว์อวดอะไรให้ใครฟังหรอก... เราทำเพราะว่าเรารักมันจริง ๆ”

อิลสลิก ทำให้คนรอบข้างเห็นแล้วว่า เส้นทางสายแรปของเขาจากเดิมที่ไม่เคยมองว่าเป็น ‘อาชีพ’ ตอนนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่เขาใช้เลี้ยงชีพจนปัจจุบัน เขายังได้ให้คำแนะนำ ‘ว่าที่’ แรปเปอร์ในอนาคตเอาไว้ว่า ทุกคนสามารถเป็นแรปเปอร์ เพียงแค่ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างจริงจัง ทำให้ทุกคนเห็นว่าอาชีพนี้เลี้ยงตัวเองได้จริง

“ความสุขของผมคือการได้ทำเพลงแบบที่ผมอยากจะทำ... ส่วนหนึ่งเลี้ยงตัวเองได้ด้วยเพลงของตัวเอง แค่นั้นมันก็มีความสุขมากที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้น ‘เพลง’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเราทำเพลงออกมาได้ดี มันก็มีความสุข งานอะไรที่เหลือที่จะตามมา ผมเชื่อว่ามันจะตามมาแน่นอน”

อิลสลิก ทำเพลงแทบทุกวันจนเขาไม่สามารถจำได้ว่าตัวเองทำไปแล้วกี่ซิงเกิล แต่ทุกเพลงที่เขาเขียน ทุกจังหวะ ทุกท่วงทำนอง เขาล้วนทำมันมาจากใจ แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันในวงการที่สูงลิ่ว แต่อิลสลิกก็ยังคงยืนเด่นอยู่บนบัลลังก์โดยไม่มีทีท่าว่าจะถูกล้มล้าง

“ผมเคยพูดไว้ว่าเป็นดนตรีฮิปฮอปเป็นประเภทเดียวที่การแข่งขันสูงมาก เพราะดนตรีประเภทนี้ต้องยอมรับว่าคนไม่ใช่เข้าถึงง่าย ๆ เพราะการแรปมันเร็ว คนที่ฟังผ่าน ๆ ไม่ได้ตั้งใจฟัง เขาไม่มีวันเข้าใจเราตรงนั้นหรอก เราต้องแข่งกับคนอีกเยอะมากเพราะว่าเด็ก ๆ ที่โตขึ้นมาเขาก็แรปได้ ใคร ๆ ก็แรปได้... เพราะฉะนั้น เราต้องแข่งกับคนเยอะมาก”

สำหรับอิลสลิก (และอาจรวมถึงแรปเปอร์อีกหลายคน) เขาเล่าว่า ฮิปฮอปเป็นดนตรีที่ต้องพูดเรื่องจริง ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาพูด ซึ่งการพูดที่เขาพยายามบอกกับสังคมมาโดยตลอด ล้วนมาจากใจจริงของคนทำเพลง ฮิปฮอปจึงเป็นมากกว่าแค่อาชีพ แต่คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตอิลสลิก

“ฮิปฮอปสำหรับผม มันไม่ใช่แค่เพลง มันเป็นทั้งการใช้ชีวิต เป็นไลฟ์สไตล์ เป็นวิธีคิด เป็นหลาย ๆ อย่าง มันคือวิถี”

ตลอดเวลาที่อิลสลิก ทำเพลงและโลดแล่นในโลกบันเทิงสายดนตรี เขาไม่มีค่ายเพลงเป็นต้นสังกัด และยังยืนหยัดในเส้นทางของตัวเองมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2565) แต่ใช่ว่าจะยืนได้โดยไร้รอยขีดข่วน ที่ผ่านมามีสิ่งที่เขาและงานของเขาถูกวิจารณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพูดถึงความเชื่อ หรือดราม่ากับศิลปินอื่นที่หยิบดนตรีของเขามาใช้ ไปจนถึงกระแสดราม่าเรื่อง ‘ราคาตั๋ว’ ที่เกิดจากความเข้าใจผิด

ศิลปินผู้ขอยืนหยัดบนเส้นทางตัวเอง

เหตุผลหลักที่ทำให้อิลสลิกยังคงไม่มีค่ายเพลงหรือสังกัดใด ๆ เนื่องจากเขามองว่าเขาไม่อยากกักขังตัวเองให้อยู่ในกรอบ ซึ่งเป็นกรอบที่อาจทำให้ความเป็นอิลสลิกถูกลดทอนลงจนไม่เหลือเค้าเดิม

“ผมเป็นคนที่รับเอาสื่อต่าง ๆ น้อยมาก ผมจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง เข้าใจตัวเอง แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเอง... มันจะได้คำหรือว่าเพลงที่มาจากใจจริง ๆ แล้วมาจากตัวตนของเราจริง ๆ

“ผมอยากทำแบบนี้ไปอีกเรื่อย ๆ ผมอยากจะทำในแบบที่ผมอยากจะทำ การที่ต้องเข้าไปทำกับค่ายหรือว่าองค์กรอะไรก็ตามที่เขาอยากให้ผมไปทำ มันจะเปลี่ยนผมไปเลย มันจะไม่ใช่อิลสลิก”

จากความเป็นอิสระที่เขายังคงยืนหยัดและไม่เปลี่ยนจุดยืน ทำให้ทุกครั้งที่ใครต้องการติดต่อแรปเปอร์คนนี้ ต้องพลิกแผ่นดินตามหากันแทบวุ่น เพราะเขาแทบจะเป็นศิลปินที่เก็บตัวเงียบที่สุดในศตวรรษ แถมยังไม่ค่อยออกสื่อ จนทำให้ผู้ติดต่องานหลายคนถึงกับถอดใจ

“ถ้าตอนนี้ (ให้สัมภาษณ์เมื่อพ.ศ. 2557 - ผู้เขียน) ผมทำเพลงอยู่ แล้วมีงานเข้ามา ผมไม่รับงานแน่นอน เพราะว่าเพลงคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” (หัวเราะ)

ก่อนจะย้ำว่าไม่ว่ายังไงเม็ดเงินก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เขาไม่เคยมองว่าเงินเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่เป็นเพลงต่างหากที่ทำให้อิลสลิกยังคงเป็นอิลสลิกอย่างในทุกวันนี้

“ทุกเพลงที่ผมทำ ผมไม่เคยทำทิ้งทำขว้างตั้งแต่วินาทีแรกที่บีทเริ่ม... ผมตื่นมาทุกวัน แน่นอนเรามีเรื่องต้องคิดทุกวันอยู่แล้ว นี่คืออาชีพของผม ผมจะมานั่งกิน ๆ นอน ๆ รอเหรอ มันไม่ได้ เพราะวันนึงของผม ถ้าคุณจะนับความนิยมเพลงเป็นปีเป็นเดือน แต่ผมนับเป็นวันเป็นวินาที เพราะผมทำอยู่ทุกวัน

“สิ่งที่ผมปล่อยไปคือสิ่งที่ดีที่สุดของผมแล้ว ถ้ามันไม่ดีหรือต่อให้มันดีแค่ไหน ถ้าคนอื่นจะบอกว่ามันดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าผมไม่ชอบ ผมลบทิ้งทันที”

อิลสลิก ยังบอกอีกว่าทุกเพลงที่เขาทำ เขาไม่เคยมองว่าจะต้องเข้ากับกระแส ไม่ได้กะจังหวะหรือช่วงเวลาในการปล่อยเพลง ทุกอย่างที่ทำ เขาทำลงไปเพราะอยากจะทำ วินาทีที่ปล่อยเพลงออกไป หน้าที่ของศิลปินก็สิ้นสุดลงตรงนั้น

“ผมไม่เคยคิดการตลาดอะไรเลย ผมคิดแค่ว่าถ้าเพลงมันดีจริงรายได้มันจะกลับมาหาเราเอง มันจะให้ทุกอย่างกับเราเอง ถ้าของมันดีจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราทำเพลงทุกวัน ผมจะต้องบังคับตัวเองให้ทำให้ได้เพราะเพลงเนี่ย อย่าไปพยายามที่จะไปเขียนอะไรมัน หมายความว่ามันก็เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ วันนี้อาจจะได้ท่อนนึง พรุ่งนี้อาจจะได้อีกท่อนนึง เราแต่งไม่ได้ก็อย่าไปพยายามฝืน

“เพลงมันจะพยายามหาชิ้นส่วนของมันเอง ให้เวลากับมัน… เดี๋ยวเรื่องราวในชีวิตคุณจะทำพาคุณไปเอง”

 

ภาพ: Facebook/Illslick - Thikhumporn Whetthaisong

 

อ้างอิง:

https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/924644

https://www.youtube.com/watch?v=9kjEbxeICs0

https://facebook.com/thepeoplecoofficial/photos/a.1040280779477779/2178052989033880/?_rdc=1&_rdr

https://www.facebook.com/OFFICIAL.ILLSLICK1/posts/pfbid0PUn31z4P6gMgJ6PbGSDqFKPThcroANzzbPVqaUL2ZETHQPLzEwX57jmCUJp9kAr9