Post on 11/08/2021

Reply 1988 –  โอลิมปิก ครอบครัว และวันวานอันแสนอบอุ่นในยุคแอนะล็อก

“สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟน นึกแล้วก็สงสัยว่าตอนนั้นเราใช้เวลาว่างมากมายไปกับอะไรนะ”

ประโยคเปิดเรื่องในซีรีส์ ‘Reply 1988’ ชวนให้ผู้ชมย้อนนึกถึงวัยเยาว์ หรือยุคที่ยังต้องเปิดสมุดหน้าเหลืองก่อนกดโทรศัพท์บ้าน แทนการกดคอลไลน์ผ่านสมาร์ตโฟน เช่นเดียวกันกับซีรีส์ความยาว 20 ตอนนี้ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเพื่อน 5 คนซึ่งเติบโตมาในซอยซังมุนดง ประเทศเกาหลีใต้ ช่วงปลายยุค 80s ถึงต้นยุค 90s 

Reply 1988 คือ ซีรีส์จากฝีมือการกำกับของ ชินวอนโฮ (Shin Won-ho) ผู้ฝากผลงานล่าสุดไว้ในเรื่อง Hospital Playlist ออกอากาศครั้งแรกทางช่อง tvN เมื่อปี 2015 ซีรีส์ดังกล่าวไม่เพียงพาเราย้อนไปสัมผัสชีวิตในวันเก่า แต่ยังเปรียบเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะโอลิมปิก เกมส์ ปี 1988 ทั้งยังชวนให้ผู้ชมหวนนึกถึงเรื่องราวอันแสนปวดร้าวและอบอุ่นภายในครอบครัว

**บทความนี้การเปิดเผยเนื้อหาในเรื่อง Reply 1988**

โอลิมปิกฤดูร้อน สู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 

ภาพแรกที่ปรากฏตอนต้นเรื่อง คือบรรยากาศกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 24 ซึ่งเกาหลีใต้ได้เป็นเจ้าภาพเมื่อปี 1988 โดยเหตุการณ์นี้สะท้อนผ่านตัวละคร ‘ด็อกซอน’ ไม่ว่าจะเป็นการพลาดโอกาสถือป้ายให้ประเทศมาดากัสการ์ เพราะประเทศนี้ถอนตัวจากการแข่งขัน หรือ ‘ซากนกพิราบไหม้เกรียม’ ที่ด็อกซอนเก็บกลับมาฝังที่บ้าน ก็มีที่มาจากเหตุการณ์จริงในพิธีเปิด 

เมื่อฝูงนกพิราบถูกปล่อยเข้ามาในสนามเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เจ้านกเหล่านี้กลับโผบินไปเกาะขอบกระถางคบเพลิง ขณะที่เปลวไฟถูกจุดขึ้น นกหลายตัวจึงไม่อาจกางปีกบินหนีได้ทันท่วงที จนกลายเป็นนกไหม้เกรียมอยู่กลางอากาศ และเป็นภาพพิธีเปิดอันแสนสลดใจสู่สายตาชาวโลกในขณะนั้น

นอกจากบันทึกเหตุการณ์โอลิมปิกแล้ว ยังมีหลายฉากที่ ‘โบรา’ พี่สาวของด็อกซอน เข้าร่วมการประท้วงกับขบวนการประชาธิปไตย ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ชาวเกาหลีจำนวนมากออกมาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เพราะอยากหลุดพ้นจากการปกครองของทหาร

การประท้วงอย่างรุนแรงในเกาหลีใต้ ทำให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากลกลับมาพิจารณาคุณสมบัติของประเทศนี้อีกครั้ง และอาจยกเลิกการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 1988 ฉะนั้นการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ จึงถูกจับตามองจากหลายประเทศ จนในที่สุดรัฐบาลนี้จำต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน และมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเวลาต่อมา

แม้การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ เปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเผด็จการสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง 

 

 

เมื่อป้าข้างบ้านไม่ใช่คนแปลกหน้า

นอกจากประวัติศาสตร์การเมือง ซีรีส์เรื่องนี้ยังพาเราย้อนไปในช่วงที่คอนโดฯ อะพาร์ตเมนต์ หรือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ยังไม่ได้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอย่างในปัจจุบัน บรรยากาศ ‘ความเป็นชุมชน’ จึงยังหลงเหลืออยู่ เหล่า ‘คุณป้าข้างบ้าน’ จึงไม่ได้เป็นเพียงคนที่อาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันเท่านั้น หากมีความสัมพันธ์ราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน 

 

อย่างฉากที่พ่อแม่ฝากลูกให้นำมื้อเย็นไปแบ่งเพื่อนบ้านอยู่บ่อย ๆ แต่ละบ้านจึงมักจะมีอาหารละลานตาส่งต่อมาจากเพื่อนบ้านอยู่เสมอ หรือฉากที่เหล่าแม่ ๆ มักจะออกมาพบปะพูดคุย แบ่งปันสารทุกข์สุกดิบระหว่างกัน 

แม้ว่าพ่อของด็อกซอนจะไม่ค่อยชอบใจเหล่าแม่ ๆ ที่มักจะพูดจาหยอกล้อเสียงดัง อีกทั้งการใช้ชีวิตในซอยนี้ไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไรนัก แต่พวกเขาก็สามารถพึ่งพากันได้ในวันที่ลำบาก โดยเฉพาะวันที่เจ็บป่วย

อย่างพ่อของชเวแท็กซึ่งเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว และลูกชายมักจะเดินทางไปแข่งหมากล้อมอยู่บ่อย ๆ ทำให้เขาต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อของด็อกซอนพบว่าเขากำลังนอนซมอยู่บนพื้น แต่โชคดีที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที แถมเพื่อนบ้านเหล่านี้ก็ผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลจนวันที่เขาสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ภาพเหล่านี้จึงสะท้อนถึงความสำคัญของ ‘เพื่อนบ้านที่ดี’ ซึ่งมีมากกว่าการสังสรรค์และพูดคุยกันเพื่อคลายเหงา แต่ยังเป็นใครสักคนที่เราอุ่นใจและพึ่งพาได้ในยามลำบาก 

 

ย้อนสำรวจรายละเอียดที่ละเลย

ไม่เพียงย้อนเวลาในเชิงสังคม Reply 1988 ยังพาผู้ชมย้อนกลับไปมองชีวิตตัวเองที่อาจละเลยรายละเอียดเล็กน้อยบางอย่างไป โดยเฉพาะเรื่องใน ‘ครอบครัว’ ไม่ว่าจะเป็นความรักและความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำ นอกเหนือไปจากการบอกรัก 

“บนโลกที่เหน็บหนาวและโหดร้ายใบนี้ สิ่งที่มอบความอบอุ่นที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย ไม่ใช่วาทะโด่งดังหรือคำคมสอนใจ แต่เป็นคำเดียวที่แสนอบอุ่นจากใจของอีกฝ่ายต่างหาก”

ถ้อยคำนี้คือบทสรุปของฉากที่พี่ชายคิมจองฮวานผ่าตัดหัวใจ ทันทีที่ฟื้นขึ้นมา เขากลับไม่ได้ถามว่าการผ่าตัดราบรื่นไหม หรือหมอว่าอย่างไรบ้าง หากคำแรกที่พูดกับน้องชาย กลับเป็นคำถามว่า “จมูกเป็นยังไงบ้าง ?” เพราะเขาจำได้ว่าน้องชายของตัวเองมักจะมีเลือดกำเดาไหลอยู่บ่อย ๆ

 

หรืออีกตอนหนึ่งที่คุณพ่ออารมณ์ดีขี้เล่นของจองฮวาน ถูกคนในบ้านเมินเฉย แสดงท่าทีรำคาญใจ บางคราวไม่แม้แต่จะหันมามองเขาด้วยซ้ำ ทำให้เขาน้อยใจจนนอนนิ่งไม่ไปไหน ไม่ยอมพูดคุยกับใครหรือกินอาหารที่ภรรยาทำ สีสันในบ้านจึงกลายเป็นความทึมเทาเมื่อเจ้าพ่ออารมณ์ดีนิ่งเงียบไป จนกระทั่งเสียงเปิดประตูบ้านดังขึ้น พ่อของจองฮวานเข้าใจว่าเป็นด็อกซอน (ลูกเพื่อนบ้าน) แวะมาหา จึงหันไปยิ้มและเล่นมุกทักทายตามปกติ แต่ปรากฏว่าคนที่เปิดประตูเข้ามากลับเป็น ‘จองฮวาน’ ลูกชายของเขาเอง

หากสิ่งที่ไม่คาดฝันไปกว่านั้น คือจองฮวานเล่นมุกตอบกลับไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก ในบ้านที่ไม่ถนัดหยอกล้อและแสดงความรักต่อกัน ทั้งคู่จึงเดินแยกย้ายกันไปอย่างเขินอาย ส่วนคุณพ่อก็เดินยิ้มกลับไปที่โต๊ะแล้วกินอาหารที่ภรรยาทำไว้ให้ ความน้อยใจที่ผ่านมาได้มลายหายไปเสียหมด เพียงเพราะลูกแสดงความ ‘ใส่ใจ’ ผ่านการกระทำเล็ก ๆ ที่ละเลยมาตลอด อย่างบทสรุปในตอนท้ายว่า

“ไม่มีอะไรที่จะน่าเบื่อและน่ารำคาญไปกว่าสิ่งที่เป็นของเรามาอย่างยาวนาน แต่เราอาจจะเรียกคำว่า ‘น่าเบื่อ’ และ ‘น่ารำคาญ’ ว่า ‘ความเคยชิน’ กับ ‘ความสบายใจ’ ก็ได้ การผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมานาน ทำให้เราคุ้นเคยกับสิ่งต่าง ๆ บางครั้งเราไม่อยากเจอพวกเขา เพราะพวกเขาน่าเบื่อหรือน่ารำคาญ แต่บนโลกใบนี้ คนที่กอดเรา และปลอบโยนเราอย่างจริงใจ คนที่สามารถปกป้องเราได้ ก็คือคนของเรา”

 

ครอบครัว คำที่มีความหมายมากกว่าพ่อแม่และลูก

เนื่องจากซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ให้น้ำหนักกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งมากจนเกินไป แต่พยายามบอกเล่ารูปแบบความสัมพันธ์และครอบครัวที่หลากหลาย ทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงความหมายและความงดงามของครอบครัว ที่ลึกซึ้งกว่าการมีพ่อแม่ลูกอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอย่างเป็นสุข เพราะบางคราวครอบครัวอาจสร้างบาดแผลให้เราได้เช่นกัน

อย่างฉากที่เล่าถึงความน้อยใจของด็อกซอน เมื่อพ่อและแม่ใส่ใจน้องคนเล็กกับพี่คนโตมากกว่า จนละเลยความต้องการของเธอ ฉากนี้จึงคล้ายกับการพูดแทนใจ ‘ลูกคนกลาง’ หลายคน ขณะเดียวกันก็เป็นการพูดแทนใจพ่อแม่ที่อาจไม่ได้ตั้งใจละเลย อย่างที่พ่อของด็อกซอนเปิดใจว่า

“ตอนพี่สาวลูกเกิด เราเอาแต่ห่วงว่าจะสอนกันยังไง พอลูกเกิด เราก็กังวลว่าจะเลี้ยงลูกยังไง พอน้องชายลูกเกิด เราก็กังวลว่าจะเลี้ยงเขายังไงให้เป็นคนดี พ่อเองก็ไม่ได้เป็นพ่อคนได้ทันทีหรอก ช่วงเวลาที่ลูก ๆ เกิดมาน่ะ เป็นครั้งแรกที่เพิ่งจะเคยเป็นพ่อเหมือนกัน”

แม้ปัญหาของลูกคนกลางในบ้านหลังนี้จะถูกรับฟัง และพยายามแก้ไข แต่ใช่ว่าปัญหานี้จะหายไปเสียหมด เพราะบางคราวพ่อแม่ก็ยังเผลอละเลยด็อกซอนอยู่เช่นเดิม แต่อย่างน้อยการเปิดใจพูดคุยกันในวันนั้น ก็ทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันมากขึ้น อย่างที่ด็อกซอนกล่าวว่า

 

“บางครั้ง ครอบครัวอาจเป็นคนที่หลงลืมเรามากที่สุด แต่ถึงจะรู้อย่างนั้น ก็ไม่สำคัญอะไร ในท้ายที่สุด สิ่งที่ช่วยให้คุณเอาชนะอุปสรรค ไม่ใช่สมองที่เต็มไปด้วยความรู้ แต่เป็นบางคนที่ยอมให้คุณจับมือ และจะไม่มีวันปล่อยคุณไป และนั่นก็คือครอบครัว

“บาดแผลที่เราได้รับจากโลกภายนอก และแผลที่เราได้รับจากประสบการณ์ชีวิต… แม้แต่ความเจ็บปวดที่เราได้รับจากครอบครัว  คนที่จะโอบกอดคุณและอยู่เคียงข้างคุณไปตลอด สุดท้ายแล้วก็คือครอบครัว”

ขณะเดียวกัน ครอบครัวในซีรีส์เรื่องนี้ อาจไม่ได้หมายถึงสมาชิกที่สืบสายเลือดเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงที่พ่อของชเวแท็กตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับแม่ของซอนอู เมื่อทั้งคู่ต่างสูญเสียคู่ครองไปหลายปี แม้ตอนแรกซอนอูจะรู้สึกต่อต้าน แต่แล้วเขากลับพบว่า สิ่งสำคัญกว่า ‘สมาชิกในครอบครัว’ ที่สมบูรณ์ตามกรอบของสังคม คือความสุขของแม่ และการมีใครสักคนคอยอยู่เคียงข้างแม่ของเขาในช่วงบั้นปลาย 

ฉะนั้นนิยามครอบครัวในเรื่องนี้ อาจหมายถึงใครสักคนที่ห่วงใย พร้อมจะโอบกอดและอยู่เคียงข้างกันไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แม้กระทั่งการดูแลกันและกันของเพื่อน ๆ ในซอยซังมุนดงที่นับว่าเป็น ‘ครอบครัว’ ได้เช่นเดียวกัน

เหตุที่  Reply 1988 ขึ้นแท่นซีรีส์ในดวงใจของใครหลายคน คงเพราะมีมากกว่าเรื่องราวของเพื่อน 5 คนที่อยู่ในซอยเดียวกัน เพราะบางฉากบางตอนในนั้น อาจมีเรื่องราวในชีวิตจริงของผู้ชมรวมอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย ดังนั้นมากกว่าเสน่ห์ของบรรยากาศในวันเก่า อาจเป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ชวนให้เราย้อนกลับมามองชีวิตของตนเอง ใส่ใจในสิ่งที่หลงลืมไป และย้ำเตือนให้เรานึกขอบคุณใครสักคนที่คอยอยู่เคียงข้างกันเสมอมา

 

ที่มา:

https://creatrip.com/en/blog/8886 

http://kultscene.com/telling-korean-history-through-the-reply-series/ 

https://www.38north.org/2018/02/aoneill020818/ 

https://www.sbnation.com/lookit/2017/8/9/16119834/peace-doves-olympic-opening-ceremony-1988-seoul 

 

ที่ภาพ https://www.imdb.com/title/tt5182866/mediaviewer/rm1869145344/


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

The Mitchells vs. The Machines: ครอบครัวที่กู้โลกด้วยการโอบรับความต่าง

พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ “สองล้านสุดท้ายกับการเดิมพันบนโลกออนไลน์”

สฤณี อาชวานันทกุล “5 เรื่องที่ควรทำและไม่ควรทำ ในการถกเถียงบนโลกออนไลน์”

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ “โอกาสของชีวิต กับการให้”

นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ “จากดาราเด็ก สู่พื้นที่ความหลากหลายทางเพศ”

รีวิว Zealy Fools คอนเสิร์ต: “เหวี่ยง” มิตร (Mist) ภาพ “วัดใจ” เพื่อน

รีวิวคอนเสิร์ต Westlife โชว์เกือบสองชั่วโมงที่เหมือนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป 20 ปี

รีวิว หัวหิน อินเตอร์เนชันแนล แจ๊ส เฟสติวัล 2019 มหกรรมดนตรีที่มากกว่าแค่โชว์ริมทะเล