Post on 29/04/2019

รีวิวคอนเสิร์ต เอ็ด ชีแรน กับโชว์ครั้งที่สอง ที่กระตุ้นแฟนเพลงสุด “ผมร้องดังแค่ไหนพวกคุณต้องร้องให้ดังกว่าผม”

สิ้นสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับคอนเสิร์ตของนักร้องนักแต่งเพลงที่ฮอตที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ “เอ็ด ชีแรน” เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Thinking Out Loud, Photograph และ Shape of You ซึ่งนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่หนุ่มเอ็ดมาเปิดคอนเสิร์ตแบบเต็มรูปแบบในเมืองไทย งานนี้จัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา

แม้จะเป็นครั้งที่สองที่มาทัวร์ภายใต้การโปรโมทอัลบั้มชุดสอง divide แต่งานนี้หนุ่มเอ็ดเล่นใหญ่กว่าเดิมเพราะทุกโชว์ในทัวร์จะเล่นที่สนามกีฬาแห่งชาติทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นโปรเจกต์ทัวร์ที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ แต่สำหรับใครที่เคยมาชมโชว์เมื่อครั้งที่แล้ว งานนี้อาจจะรู้สึกไม่ตื่นเต้นมากเท่าไหร่ เพราะเพลงส่วนใหญ่ในโชว์ครั้งนี้ก็ยังคงเป็นเซ็ทลิสต์เดิมจากครั้งที่แล้ว

เวลาประมาณ 19.15 สี่หนุ่ม ONE OK ROCK วงดนตรีร็อกสัญชาติญี่ปุ่นได้มีโอกาสมาเล่นเปิดให้กับโชว์ครั้งนี้ ก่อนฤกษ์งามยามดี เวลา 20.30 น. หนุ่มหัวเพลิงจากฮาลิแฟกซ์กับเสื้อยืดสีเทาพร้อมกีตาร์ตัวโปรด จะขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับเพลง Castle On The Hill ซิงเกิลเปิดตัวจากอัลบั้ม divide โดยงานนี้เอ็ดทำให้เราเห็นว่า “แค่เขากับกีตาร์แค่ตัวเดียวก็เอาอยู่” นอกจากนี้แสงสีบนเวทีก็จัดเต็มไม่แพ้กัน สังเกตได้จากจอบนเวทีนี่ชัดขนาดเห็นสิวบนข้างจมูกหนุ่มเอ็ดเลยทีเดียว หลังจบเพลงหนุ่มเอ็ดกล่าวทักทายแฟน ๆ และบอกว่าขอให้ทุกคนสนุกกับสองชั่วโมงต่อไปนี้ ก่อนเอ็ดจะพาทุกคนไปต่อเนื่องความสนุกด้วยเพลง Eraser เพลงเร็วที่มีบีท ฮิปฮอป น่าสนใจ เพลงนี้เอ็ดถ่ายทอดออกมาได้น่าชม พร้อมกับใส่เต็มวิ่งรอบเวทีชนิดลืมเหนื่อยเลย นอกจากนี้ความสามารถในการเล่นลูปกีตาร์ที่เรียกได้ว่าคิวเป๊ะสุด ๆ ก็สร้างความประทับใจได้ตั้งแต่ช่วงแรก

       หลังจบเพลง เอ็ด เผยว่าเขาดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมาเล่นที่ประเทศไทย พร้อมยังบอกอีกว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้เขาเสมอ เพราะเขาไม่เคยคิดว่าจะมาไกลจากอังกฤษเพื่อเล่นให้คนดูเยอะขนาดนี้

อย่างที่หลายคนทราบ เอ็ด เคยเป็นคนไร้บ้านมาก่อน หลังจากออกจากบ้านตัวเองกว่า 2 ปี เพื่อออกมาตามหาฝันในลอนดอน ตอนนั้นเขามีอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น ในช่วงเทศกาลคริสมาสต์ ณ คอนเสิร์ตการกุศลที่จัดขึ้นเพื่อคนไร้บ้าน ระหว่างที่เอ็ดกำลังแสดงอยู่นั้น เขาได้สังเกตเห็นป้ายหนึ่งที่เขียนว่า “Angels Rules” ซึ่งมีที่มาจากสาวไร้บ้านคนหนึ่งที่ชื่อว่า “แองเจิล” สาวคนนี้เป็นคนตั้งกฎต่าง ๆ ของที่นี่ขึ้น ซึ่งในภายหลังเธอก็ได้ขึ้นมาเป็นผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ในเวลาต่อมา ทั้งหมดนี้คือที่มาของเพลงที่สามในโชว์นี้ เพลงดังจากอัลบั้มแรกของเขาอย่าง The A Team

โดยระหว่างในเพลงเอ็ด ได้ขอให้ทุกคนเปิดไฟโทรศัพท์ของตัวเองและโบกไปมา เรียกได้ว่าเป็นภาพที่สวยงามมาก ๆ ของโชว์นี้ ต่อมาหนุ่มเอ็ดได้เผยว่าหัวใจหลักของทัวร์นี้ คือเล่นในอากาศที่ร้อนเพื่อทุกคนจะได้เหงื่อแตกไปด้วยกัน ซึ่งหนุ่มเอ็ดก็พูดเชิงติดตลกว่ามันเป็นเรื่องที่ดี

เขาไม่รอช้าจัดเพลงที่สี่มาให้แฟน ๆ ได้เต้นกัน กับเพลง Don’t ซึ่งความพิเศษของเพลงนี้หนุ่มเอ็ดได้นำเพลง New Man มาใส่ในท่อนหลังของเพลง Don’t ด้วย กลายเป็นการนำทำนองของอีกเพลงมาใส่ในดนตรีของอีกเพลงที่น่าสนใจมาก เพลงที่ห้าเอ็ดพาทุกคนไปพักอารมณ์กับเพลง Dive ซึ่งก่อนขึ้นเพลง เอ็ดได้เผยว่าแม้เขาจะร้องเสียงดังขนาดไหน แต่เขาอยากให้แฟนเพลงทุกคนร้องดังกว่าเขาเสมอ แต่งานนี้ทำเอาหนุ่มเอ็ด เซ็งนิด ๆ เพราะในท่อนก่อนพรีฮุคเขาได้ยื่นไมค์ให้แฟน ๆ ร้องตาม แต่เสียงที่ออกมาไม่ได้ดังลั่นดั่งที่เขาตั้งใจไว้ จะสังเกตได้ว่าเขาต้องเดินกลับไปคว้าไมค์มาร้องต่อเอง

       หลังจบเพลง เอ็ดใช้เวลาเกือบ ๆ สามนาทีในการคุยกับคนดูเพื่อปรับทัศนคติเล็กน้อย ซึ่งครั้งนี้หนุ่มเอ็ดดูพยายามจะเชื่อมถึงคนดูและต้องการจะปลุกเร้ามากกว่าโชว์ครั้งที่แล้วมาก ๆ เขาเริ่มต้นด้วยการบอกว่าถ้าจบทัวร์ในครั้งนี้คนดูทั้งหมดที่มาชมคอนเสิร์ตจะมียอดรวมกันมากถึงแปดล้านคน ก่อนจะบอกต่อว่าส่วนมากนั้นจะเป็นแฟนเพลงของเขาจริง ๆ แต่อีก 2 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นพวกแฟนของคนเหล่านั้นที่ดูจะไม่ค่อยอินกับเขาเท่าไหร่ อารมณ์ประมาณว่าถ้าเจอคนรู้จักมาถามคนเหล่านั้นก็จะบอกว่า “อ่อ มาเป็นเพื่อนแฟน แฟนเข้าห้องน้ำอยู่” เอ็ด เล่าต่อว่าอีกส่วนหนึ่งคือพวกเหล่าสุดยอดคุณพ่อที่พาลูก ๆ มาดู คนเหล่านี้ก็ดูไม่อินกับเขาเท่าไหร่ แถม เอ็ดยังล้อเลียนอีกว่า “พวกพ่อ ๆ เหล่านี้คงบอกลูก ๆ ให้กลับก่อน encore ขึ้นเพราะจะได้ไม่เจอรถติดหลังคอนเสิร์ตจบ” เอ็ด ยังแซวประเทศไทยอีกว่า เป็นประเทศที่มีสภาพการจราจรน่าสนใจอย่างมาก เขาใช้เวลากว่า 50 นาทีเพื่อมาหลังเวที ซึ่งตอนแรกก็แอบลุ้นว่าจะมาทันไหม ช่วงเวลานี้เรียกเสียงฮาในสนามได้ดังลั่น

เป็นอีกครั้งที่เอ็ดโชว์กับระบบแสงสีเสียงบนเวทีได้อย่างยอดเยี่ยม โดยในเพลง Bloodstream ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่เอ็ดทำได้ดีมากในค่ำคืนนี้ ก่อนเอ็ดจะเล่าให้ฟังว่าในฐานะศิลปินเขาผ่านการเขียนเพลงไว้เยอะมากมาย ซึ่งเป็นการพูดเข้าเพลงต่อไปอย่าง Love Yourself เพลงฮิตที่เขาแต่งให้กับ จัสติน บีเบอร์

“ผมแต่งเพลงเอาไว้เยอะมาก ๆ บางครั้งผมก็แต่งให้อัลบั้มตัวเอง บางครั้งก็แต่งเอาไว้หน้า B บางครั้งเพลงเหล่านี้ก็หาย ๆ ไปบ้าง และบางครั้งก็แต่งให้คนอื่นร้อง ซึ่งนี่เป็นอีกเพลงที่ผมแต่งให้กับเพื่อนแล้วมันดังมาก ๆ”

       ในเพลงนี้วิชวลกราฟิกบนเวทีที่เป็นฝนตก มันเป็นอะไรที่ขัดใจผมอย่างมาก เพราะมันไม่ได้เข้ากับสภาพอากาศตอนนั้นที่ร้อนมากเลย ! เพลงต่อไปหนุ่มเอ็ดได้พูดถึงความประทับใจที่ได้ไปทัวร์ที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะเข้าเพลงช้าเพราะ ๆ จากอัลบั้ม multiply อย่างเพลง Tenerife Sea ให้แฟน ๆ ได้ฟังกัน ซึ่งแค่ท่อนที่ร้องว่า “So in love” แค่นี้ก็เพราะมาก ๆ เลยทีเดียว

“ผมเพิ่งไปทัวร์ญี่ปุ่นมา และพวกเขาเป็นประเทศที่เวลาผมเล่นเพลงเงียบ ๆ พวกเขาจะเงียบมากจริง ๆ แต่ผมชอบมันมาก ๆ ตอนนี้ผมจะทำแบบนี้ในโชว์ครั้งนี้บ้าง คอนเสิร์ตทั่วไปก็มักจะต้องการคนดูที่ร้องเสียงดัง ๆ เสมอ แต่นี่เราจะเงียบแค่เพลงนี้เท่านั้นนะ ดูสิเราจะเงียบได้แค่ไหน”

อัลบั้ม plus ผลงานชุดแรกของเขา เป็นอัลบั้มที่หนุ่มเอ็ดไม่ได้เดินสายทัวร์รอบโลก งานนี้เขาเลยจัด medley สามเพลงฮิตจากอัลบั้มชุดนี้มาให้แฟน ๆ ได้ฟังกัน โดยเริ่มที่เพลงฮิตอย่าง Lego House ก่อนต่อด้วย Kiss Me และ Give Me Love เรียกได้ว่าเพราะแบบตายไปเลย

มาถึงตรงนี้ ผมสังเกตได้ว่าหนุ่มเอ็ดดูแอบนอยด์กับแฟนเพลงระดับหนึ่งและมีแซวหนัก ๆ หลายทีอยู่ ซึ่งก่อนหน้านี้จากทั้งหมดที่เขาพูด ก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณแสดงถึงความน้อยใจเล็ก ๆ เนื่องมาจากแฟนเพลงดูจะไม่สามารถร้องตามเขาได้มากเท่าที่ควร งานนี้เอ็ดถึงขนาดพูดว่า “thanks for being polite.. now I want this quiet to end” หรือแปลเป็นไทยก็ประมาณว่า ก่อนหน้านี้ขอบคุณที่ดูสุภาพแต่ผมอยากให้ความเงียบแบบนี้จบลงได้เเล้ว… คิดในแง่ดีพี่หมีแก่คงต้องการจะบิ๊วด์คนดูแหละ

       ถึงกระนั้น เอ็ดก็พาเราทุกคนต่อเนื่องความสนุกด้วยเพลง Galway Girl ซึ่งแค่ท่อนขึ้นที่ร้องว่า “She played the fiddle in an Irish band , But she fell in love with an English man” ก็ทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจของเขาในวันนี้ ที่เรียกว่าทุกท่อนร้องเต็มที่ชนิดแบตไม่มีอ่อน

เอ็ดพักเบรกด้วยเพลงเบา ๆ อย่าง Wayfaring Stranger และ I See Fire ซึ่งเพลงหลังในช่วงท้านของเพลงหนุ่มเอ็ด มีการพยายามให้คนร้องตามในท่อน “Now I see fire, inside the mountain I see fire, burning the trees” แต่แฟน ๆ ก็ดูไม่ทันเขาเท่าไหร่นัก ถึงขนาดหลังจบเพลงหนุ่มเอ็ดต้องพูดเชิงกระตุ้นอีกว่า “ที่ผ่านมานี่พวกคุณแค่วอร์มอัพใช่ไหม? ต่อไปนี้ถ้าผมบอกให้คุณร้องก็ต้องร้องนะ ซึ่งถ้าคุณร้องเพลงต่อไปนี้ไม่ได้ก็คงมาผิดคอนเสิร์ตแล้ว”

ช่วงต่อไปคือจุดพีคของโชว์ เอ็ดขนเพลงฮิตมาไล่เรียงให้แฟน ๆ ได้ฟังกัน ทันทีที่เห็นหนุ่มเอ็ดเปลี่ยนมาใช้กีตาร์ไฟฟ้า ผมรู้เลยว่าเขากำลังจะเล่นเพลงที่ดังที่สุดของเขา นั่นก็คือ Thinking Out Loud ไม่ต้องถามถึงเสียงคนที่ร้องตามนะ งานนี้ทุกคนในสนามราชมังฯ ร้องตามเอ็ดได้ทั้งหมด ก่อนจะต่อด้วยเพลง One ผลงานจากชุดสอง

และเมื่อเสียงอินโทรจากเพลง Photograph ดังขึ้น ทุกคนในฮอลล์ต่างกรี๊ดออกมาอย่างไม่ได้นัดหมาย ซึ่งการที่ได้มาฟังหนุ่มเอ็ดร้องเพลงนี้ให้ฟังสด ๆ เป็นอะไรที่ชวนขนลุกทีเดียว ยิ่งบวกกับท่อนจบ ที่หนุ่มเอ็ดเลือกทำท่อนจบแบบแท็กเพื่อเน้นอารมณ์คนดู ยิ่งชวนทำให้ขนลุกเข้าไปอีกท่ามกลางสักขีพยานกว่าสามหมื่นคน นี่คงกลายเป็นภาพจำของใครหลายคนในวันนี้ รู้หรือไม่ว่าตัวเอ็ดเองก็อินกับเพลงนี้มากถึงขนาดนำตัวย่อของสถานที่ที่เขาได้แต่งเนื้อของเพลงนี้ไปสักไว้ที่แขนของตัวเองว่า “6 ST.” (มาจากถนน 6thในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโรลาโด) ต่อมาเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องตลกอย่างมาก เมื่อหนุ่มเอ็ดไปเช็คชื่อสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วถนนแห่งนี้มีชื่อว่า 6th Avenue ต่างหาก ถถถถ…

       ปิดท้ายความพีคของเซตนี้ด้วย Perfect เพลงฮิตสุดโรแมนติกกับเสียงร้องของเอ็ดในวันนี้ที่เพราะจับใจมาก ๆ ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาตรงนั้นมีแต่ความโรแมนติกเป็นพิเศษ และแล้วก็มาถึงเพลงท้าย ๆ ของโชว์แล้ว เอ็ดหยิบเพลง Nancy Mulligan เพลงที่มีความเป็นดนตรีไอริชสูงมากจากอัลบั้มล่าสุด (divide) มาเป็นตัวเปลี่ยนบรรยากาศได้ดี เพื่อส่งเข้าเพลงต่อไป

ทุกงานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา เอ็ดปิดท้ายโชว์ของเขาด้วยเพลง Sing เพลงนี้เราจะได้เห็นวิชวลกราฟิกบนจอ ซึ่งเป็นอะไรที่ผมชอบมาก มีความคลาสสิกและความทันสมัยในเวลาเดียวกัน นอกจากการร้องและเอนเตอร์เทนบนเวทีแล้ว เรายังได้เห็นขาของเอ็ดที่ต้องเหยียบลูปไปมาเพื่อสร้างจังหวะ เรียกได้ว่าพี่แก one man show ของจริง จะบอกว่าการได้มาดูแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว แต่หลังจากลงเวทีไปอย่างงง ๆ ไม่นานหนุ่มเอ็ดก็ปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับเสื้อทีมชาติไทยสีแดง ซึ่งใครที่ติดตามเอ็ด ก็คงเคยเห็นว่าทุกที่ที่เขาไปแสดงช่วงท้ายเขาจะสวมเสื้อฟุตบอลทีมชาติหรือทีมกีฬาดัง ๆ ของเมืองนั้นเสมอ

       เอ็ด เปิดช่วง encore ด้วยการเดินไปจิ้มซินธิไซเซอร์ เพื่อขึ้นอินโทรเพลง Shape of You เพลงสุดฮิตที่เรียกเสียงกรี๊ดได้ดังมาก ๆ และส่งเข้าเพลงสุดท้ายจริง ๆ ของโชว์ในครั้งนี้ก็คือเพลง You need me, I don’t need you ซึ่งช่วงท้ายเอ็ด ก็ได้ร้องบีทบ็อกซ์ เป็นจังหวะขึ้นมาได้น่าสนใจมาก ๆ ก่อนจะทิ้งกีตาร์แล้วหยิบไมค์ ร้องแบบใส่เต็มแถมแรปแบบกระจาย เป็นการปิดท้ายคอนเสิร์ตนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

การเปิดคอนเสิร์ตในสนามกีฬา แน่นอนเป้าหมายของเอ็ดคือการทิ้งทวนอัลบั้มนี้แบบจัดเต็ม เขาต้องการความตื่นตัว ความสนุกของแฟนเพลง จากสภาพแวดล้อมแบบนี้ แต่อาจจะเพราะสภาพอากาศที่ร้อนมาก ๆ ในวันนี้ ทำให้แฟนเพลงดูไม่ค่อย enjoy กับโชว์ในครั้งนี้มากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้วที่คนดูอินกว่ามากจริง ๆ ซึ่งตัวศิลปินเองผมเชื่อว่าลึก ๆ เขาก็คงแอบผิดหวังไม่น้อยที่คนดูกว่าสามหมื่นคนไม่ช่วยเขาร้องเท่าไหร่นัก ดูได้จากการพูดในโชว์หลาย ๆ ครั้ง ที่มักจะพูดอ้อม ๆ ถึงเรื่องของการการส่งเสียงเพื่อมีส่วนร่วมในโชว์ ส่วนตัวผมสังเกตสิ่งเหล่านี้ได้จากคนรอบข้าง (แถว ๆ โซน AL) หลายคนถึงขนาดนั่งเล่นโทรศัพท์เลยทีเดียว ซึ่งนี่กลายเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะครั้งนี้เอ็ดใส่เต็มที่กว่าครั้งที่แล้วมาก ร้องดีเล่นตลอดเกือบ ๆ สองชั่วโมง แถมสภาพเสียงโดยรวมก็แทบไม่มีให้ติเลย

แต่อย่างน้อยโชว์ในวันนี้ ก็เป็นการตอกย้ำและการันตีถึงคุณภาพของหนุ่มเอ็ด ได้อย่างแท้จริง ทั้งเสียงร้อง เสียงกีตาร์ของเขายังคงมีอิทธิพลและทรงเสน่ห์อย่างน่าเหลือเชื่อ นานแล้วที่เราไม่ได้เห็นศิลปินที่เล่นเดี่ยวคนเดียวและออกมาน่าสนใจตลอดเวลาแบบนี้

 

ขอบคุณภาพจาก : Live Nation BEC-Tero Entertainment

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

Thundercat กับโชว์ครั้งแรกในไทยที่โซโล่ซอยยิกชนิดแทบขาดลมหายใจ

ฟลี มือเบสสุดเก๋าจากวง Red Hot Chili Peppers ร็อคสตาร์ที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตต่อสู้กับยาเสพติด

ปีเตอร์ เมย์ฮิว “ชิวแบคกา” ชายร่างใหญ่กับหัวใจที่ใหญ่กว่า

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ “คนรู้จัก โทนี สตาร์ค มากกว่าตัวผมเสียอีก”

เควิน ไมเออร์ส บอดี้การ์ดส่วนตัวสุดฮาของ เอ็ด ชีแรน ชายผู้พร้อมรับกระสุนแทนเขาได้ทุกเมื่อ

ความจริงอิงนวนิยาย จากละครเวที “น้ำเงินแท้” แล้วแลมองประวัติศาสตร์

โธมัส กัลลาเกอร์ “พ่อ” ที่โนล และ เลียม กัลลาเกอร์ สองพี่น้องวง Oasis “อยากฆ่า”

รีวิวคอนเสิร์ต เจสัน มราซ เสน่ห์ของการเล่นเบา ที่ทำให้โชว์ Good Vibes เวอร์ ๆ