Post on 22/05/2019

รีวิวคอนเสิร์ต เจสัน มราซ เสน่ห์ของการเล่นเบา ที่ทำให้โชว์ Good Vibes เวอร์ ๆ

จบไปแล้วสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่สี่ในประเทศไทยของศิลปินอารมณ์ดี เจ้าพ่อเพลงฟีลกู้ด เจสัน มราซ (Jason Mraz) กับทัวร์ภายใต้ชื่อ “Jason Mraz Good Vibes Tour” เมื่อค่ำคืนของวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

      หลังทิ้งวงการเพลงและหนีไปเป็นชาวสวนชาวไร่ปลูกอะโวคาโดอยู่เกือบสี่ปี วันนี้หนุ่ม มราซ กลับมาอีกครั้งพร้อมกับสตูดิโอชุดที่หก “Know.” และเวิลด์ทัวร์ครั้งใหม่ที่ยังคงกลิ่นอายของความฟีลกู้ดได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลังประกาศทัวร์เอเชียตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว วันนี้ก็ถึงคิวที่หนุ่ม มราซ จะมาเยือนประเทศไทยของเราแล้ว

ก่อนหน้าโชว์สองวัน มราซ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “คอนเสิร์ตในครั้งนี้จะเป็นการเฉลิมฉลองความงดงามในช่วงหนึ่งของชีวิตของผม” แน่นอนด้วยการที่เขาพักงานเพลงไปนาน ทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่โชว์ในค่ำคืนนี้ พร้อมกับความคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรที่แตกต่างกว่าครั้งก่อน ๆ จากชายคนนี้ โชว์ของ มราซ ขึ้นชื่อในเรื่องของความสนุก และการสร้างบรรยากาศที่ดี หรือเรียกง่าย ๆ ว่าถ้าได้ชมแล้วจะมีพลังบวกในชีวิตมากขึ้นนั่นเอง เอาเป็นว่าคอนเสิร์ตในครั้งนี้จะ “Good Vibes” สมชื่อจริงหรือไม่เราต้องไปชมกัน

“สวัสดีครับ” คือคำแรกที่นักร้องหนุ่มกล่าวทักทายแฟน ๆ ก่อนจะเปิดคอนเสิร์ตของเขาในครั้งนี้ด้วยเพลงสนุก ๆ อย่าง ‘Let’s See What The Night Can Do’ ผลงานจากอัลบั้มล่าสุด แม้จะเปิดตัวด้วยเสียงเบสที่เบาบางไปนิด แต่ด้วยการเอนเตอร์เทนของหนุ่ม มราซ ตั้งแต่เพลงแรกก็ทำให้ข้อผิดพลาดนี้ดูไม่ส่งผลลบกับโชว์มากนัก ก่อนจะต่อเนื่องด้วยเพลงที่สอง ‘Living in the Moment’ เพลงจากอัลบั้มชุดที่สี่ Love Is a Four Letter Word เพลงนี้ทำให้เราสังเกตได้ว่าลำโพงซ้ายมีปัญหาเสียงแตก ๆ ซึ่งไม่รู้ว่ามีผลมาจากวงเปิดที่เล่นกันเสียงดังเกินหรือไม่ แต่ถ้าพูดถึงไฮไลท์ของเพลงนี้ แน่นอนมันอยู่ที่เสียงร้องประสานสุดไพเราะจากสี่สาว Raining Jane

เพลงที่สาม มราซ หยิบเพลงสนุก ๆ อย่าง ‘Curbside Prophet’ ผลงานจากอัลบั้มแรกมาเล่นให้เราได้ฟังกัน ก่อนในช่วงกลางเพลงเขาได้นำเมโลดี้ของเพลง ‘The Remedy’ มาเล่นต่อไปจนจบ ณ จุดนี้ มราซ เรียบเรียงโชว์ของเขาได้น่าสนใจมาก มีการเต้นพร้อมกันทั้งวงให้อารมณ์ความเป็นมิวสิคัลเล็ก ๆ เป็นโชว์ที่ทั้งดูสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก


       มราซ จะโชว์ความ vibes สุด ๆ ในเพลง ‘No Plans’ เพลงนี้เราจะได้ยินเสียง Cross stick (เสียงตีขอบสแนห์) ที่บวกกับเสียงรีเวิบเพราะ ๆ เบา ๆ เหมือนเป็นการสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กับโชว์ โดยในช่วงก่อนจะจบ มราซ ใช้เสียงเชลโล่ของสาว ไม บลูมฟิลด์ (Raining Jane) ปิดท้ายอยู่ด้านหลังเพื่อส่งอารมณ์เข้าเพลงต่อไปอย่าง ‘Sleeping to Dream’ นี่ถือเป็นเพลงที่ทั้งวงไล่ไดนามิคของเสียงได้ดีมาก เราจะเห็นได้ถึงความแตกต่างเรื่องของความดังเบาได้ชัดเจนมากในเพลงนี้

เพลงที่หกของโชว์ ถึงคิวของเพลง ‘More Than Friends’ ซิงเกิลที่ มราซ ได้มีโอกาสร่วมงานกับนักร้องสาว เมแกน เทรนเนอร์ แต่ถึงแม้สาว เทรนเนอร์ จะไม่ได้บินมาร่วมโชว์ด้วย แต่งานนี้หนุ่ม มราซ ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการนำเอาตุ๊กตาหุ่นมือ ที่เขาตั้งชื่อให้มันว่า “เมแกน” มาขยับปากโชว์ร้องในเพลงนี้แทนสาว เมแกน ตัวจริง (แต่เสียงร้องจริง ๆ ในโชว์นี้คือสาว แชสกา พอตเตอร์ หนึ่งในนักร้องนำวง Raining Jane)


มราซ กับเจ้าเมแกน

       หลังจบเพลงหนุ่ม มราซ พูดซึ้งใส่แฟน ๆ ประมาณว่า “คุณเลือกที่จะอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่สุดท้ายพวกคุณเลือกที่จะอยู่ที่นี่กับเราแทน” ก่อนจะเข้าเพลงต่อไปอย่าง ‘Unlonely’ ซึ่งถือเป็นเพลงที่ มราซ ทำออกมาได้สนุกมาก ๆ มีการเต้นและแนะนำสมาชิกในวงคร่าว ๆ โดยก่อนจะจบมีการนำเอาริฟฟ์ทำนองเพลง ‘I Want You Back’ ของ The Jackson 5 มาเล่นปิดอีกด้วย เพลงนี้ทำเอาหนุ่ม มราซ มีแอบลิ้นห้อยเลยทีเดียว ซึ่งในตอนท้ายหนุ่ม มราซ ก็สร้างเสียงฮาด้วยการบอกว่า “นี่แหละคือเหตุผลที่ผมชอบแต่งเพลงช้ามากกว่า !”

มาถึงช่วงต่อไป นี่คือช่วงพิเศษที่หนุ่ม มราซ ได้ให้สี่สาว Raining Jane ขึ้นมาแจมกับเขาพร้อมกับมือกีตาร์สาวสุดเท่อย่าง มอลลี่ มิลเลอร์ ช่วงเกริ่นนำ มราซ ได้มีการซาวนด์เสียงคนดูก่อนเข้าเพลงต่อไปด้วยการดีดคอร์ด B เรียกเสียงกรี๊ดสนั่น แถมมีการยิงมุขต่อว่า “โหย มีคนเป็นแฟนคอร์ด B นี่เยอะจัง” ใช่แล้วเหตุผลที่ทุกคนกรี๊ดเพราะคอร์ดดังกล่าวที่ว่านี้คือคอร์ดแรกของเพลงฮิตที่สุดตลอดกาลของเขาอย่าง ‘I’m Yours’ เราจะเห็นได้ว่ามือขวาของหนุ่ม มราซ มีการดีดเบามากเหมือนเขาคำนึงถึงเรื่องบาลานซ์ของเสียงเป็นสำคัญ โดยก่อนจบ มราซ ได้ให้แฟน ๆ ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับโชว์ โดยการให้ร้องตามเขาในทำนองแปลก ๆ และช่วยกันร้องประสานในประโยคที่ว่า “Love Love Love be mine” ซึ่งองค์ประกอบรวมทุกอย่างทำออกมาได้สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว โดยหลังจบเพลง มราซ ถึงขั้นกล่าวขอบคุณแฟน ๆ และเผยว่ายินดีกับทุกคนมาก ๆ เพราะนี่เป็นอะไรที่เขาจะจำไปจนวันตายเลย

       เพลงในลำดับที่เก้าของโชว์คืออีกหนึ่งเพลงฮิตของเขาอย่าง ‘Lucky’ เพลงนี้เสียงเชลโล่โดดเด่นมาก ก่อนจะโดนขโมยซีนเล็กน้อยในท่อนโซโล่สำเนียงกีตาร์แจ๊สของสาว มิลเลอร์ ‘Lucky’ เวอร์ชั่นนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนย้อนกลับไปฟังเพลงบรอดเวย์ ในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเลย มาถึงเพลงที่สิบ มราซ หันมาใช้ไมค์เดียวร่วมกับสี่สาว Raining Jane ก่อนจะขึ้นเพลงสนุก ๆ อย่าง ‘Make It Mine’ เพลงนี้มีการโชว์ตีเพอร์คัสชั่นของสาว โมนา ทาวาโคลี่ ที่ถือว่าเรียกเสียงฮือฮาได้ดีทีเดียว

ก่อนถึงเพลงต่อไป มราซ ได้พูดถึงวง Raining Jane ว่า เขาและพวกเธอได้มีโอกาสรู้จักกันมานานและต่างประทับใจซึ่งกันและกัน ก่อนจะได้มีโอกาสมาร่วมงานกันครั้งแรกในการเขียนเพลง ‘A Beautiful Mess’ และนี่คือเพลงต่อไปที่เขาเลือกนำมาเล่นในโชว์ครั้งนี้

“ผมได้เจอกับพวกเธอตอนปี 2006 และมันได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล แต่ก็ไม่รู้ว่าที่เปลี่ยนเนี่ยดีหรือร้าย แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ผมชอบสิ่งที่พวกเธอทำ ผมชอบพลังบวก”


มาถึงตรงนี้บอกได้เลยว่า ‘A Beautiful Mess’ กลายเป็นเพลงที่มีไดนามิควงดีที่สุดในโชว์ครั้งนี้ ! โชว์พิเศษในช่วงนี้ปิดด้วยโชว์การโซโล่คาฮองกับซีตาร์ จากสองสาว Raining Jane นำโดย โมนา ทาวาโคลี่ และ เบ็คกี้ เกบฮาร์ดท 

       มาถึงช่วงเพลงช้า เบา ๆ ประจำโชว์ หนุ่ม มราซ เริ่มต้นด้วยเพลง ‘Love Is Still the Answer’ ผลงานเพราะ ๆ จากอัลบั้มล่าสุด ก่อนจะต่อเนื่องด้วยเพลง ’93 Million Miles’ จากอัลบั้มชุดที่ห้า Yes! ผลงานที่เขาพยายามกลั่นกรองมาจากความรักที่เขามีต่อภรรยา โดยเขาเคยนิยามมันว่าเป็นผลงานที่เหมือนกับ “จดหมายรักจากเขาถึงแฟนสาว”

ตลอดทั้งโชว์ มราซ พยายามพูดถึงความสำคัญของการหายใจ โดยเขาอธิบายว่าถ้าวันไหนกังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรือเสียใจกับบางสิ่งที่เคยทำลงไป ก็ให้หายใจลึก ๆ หายใจเข้า หายใจออก เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น เพราะทุกอย่างเริ่มจากการหายใจ เกิดมาเรายังหายใจก่อนอย่างแรก


ช่วงพีคที่สุดของโชว์ ผมยกให้อยู่ในเพลงต่อไปอย่าง ‘I Won’t Give Up’ เพลงนี้ มราซ แสดงให้เห็นถึงความเป็นยอดศิลปินของเขาอย่างแท้จริง การดึงคนเข้าไปอยู่ใน rhythm ของตัวเองเป็นอะไรที่ทำได้ยากมาก ศิลปินคนอื่นอาจจะใช้เสียงดังดึงความสนใจกับคน แต่วันนี้ มราซ แสดงให้เห็นว่าในความเงียบนั้นมีความสนใจอย่างไร นี่น่าจะเป็นความ Good Vibes ที่เขาอยากให้ทุกคนได้สัมผัสถึง

ช่วงท้าย มราซ หยิบอีกสามเพลงมาโชว์ให้แฟน ๆ ได้ชมกันเริ่มที่ ‘3 Things’, ‘Might As Well Dance’ ก่อนจะปิดโชว์ด้วยเพลง ‘Have It All’ เพลงที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทัวร์ในครั้งนี้ ซึ่งเขาเคยให้ความเห็นเกี่ยวกับเพลงนี้ว่า 

“ผมแต่งเพลงนี้ตอนปี 2012 บนเครื่องบิน หลังไปเมียนมาร์ แล้วได้รับการแสดงความชื่นชมจากผู้คนที่นับถือศาสนาพุทธ ด้วยการโค้งคำนับและพูดอวยพรว่า ‘tashi delek’ ที่แปลว่า ‘ขอให้คุณประสบแต่ความสำเร็จและสิ่งที่ดีงาม’ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกปลื้มปิติ แล้วก็เริ่มแต่งเพลงนี้ขึ้นมา”


       แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของแฟน ๆ แน่นอนหนุ่ม มราซ กลับขึ้นเวทีอีกครั้ง พร้อมกับเพลงเพราะ ๆ อย่าง ‘Love Someone’ ที่ถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการนำมาปิดโชว์ในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์ แต่ไม่รู้มีใครสังเกตหรือไม่ ก่อนลงจากเวทีช่วงโบกมือลาแฟน ๆ หนุ่ม มราซ ได้มีการเปิดเพลง ’Respect’ ของราชินีเพลงโซลผู้ล่วงลับอย่าง อารีธา แฟรงคลิน ไม่รู้ว่าตั้งใจเป็นการทิ้งทวนแฟน ๆ ก่อนจากหรือต้องการ tribute เล็ก ๆ ให้กับนักร้องระดับตำนานคนนี้กันแน่

ภาพรวม : จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด เรื่องของ “ไดนามิค” หรือความดังเบาของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นรวมถึงเสียงร้องต่าง ๆ กลายเป็นพระเอกของโชว์ในค่ำคืนนี้ ก่อนหน้านี้ต้องยอมรับว่า ส่วนตัวตั้งคำถามกับชื่อทัวร์ในครั้งนี้ว่ามันจะออกมา “รู้สึกดี” ในรูปแบบไหนกันแน่ ซึ่งวันนี้ มราซ ทำให้เห็นแล้วว่า ความเบา สร้างความแตกต่างได้มากมายขนาดไหน นอกจากนี้มันยังแสดงให้เห็นว่า Good Vibes เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยอะไรที่มากมายเกินตัว

       แต่ทีเด็ดที่ครองใจหลาย ๆ คนในค่ำคืนนี้คงต้องยกให้ความสามารถของสี่สาว Raining Jane ทีมเวิร์คในเรื่องของการร้องประสาน ฮาร์โมนี ที่ลงตัวของทั้งสี่คนเป็นสิ่งที่ มราซ มองเห็นและเป็นเหตุผลที่เขาพาทั้งสี่มาอยู่ในโชว์ด้วย นี่คือเสียงร้องประสานที่เพราะที่สุดโชว์หนึ่งของปี

หลังหายหน้าหายตาไปนาน นี่กลายเป็นโชว์ที่สดใหม่สำหรับเขา การหยุดพักไปทำอะไรใหม่ ๆ เหมือนเป็นการเติมเชื้อเพลิงและพลังงานชีวิตให้กับเขา เราได้เห็นว่าโชว์บางช่วงมีความมิวสิคัลเป็นอย่างมาก แน่นอน มราซ ได้แรงบันดาลใจนี้มาจากประสบการณ์การเล่นละครเวทีเมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ตลอดทั้งโชว์เขาพยายามเน้นย้ำและส่งต่อถึงมุมมองการใช้ชีวิตที่แฝงไปด้วยพลังบวกและแรงบันดาลใจ วันนี้ มราซ แสดงให้เราเห็นแล้วว่าทั้งหมดมันเป็นมากกว่าคอนเสิร์ต สุดท้ายสิ่งที่เขาพยายามแสดงให้เห็นคือความสุขในการเล่นดนตรีอีกครั้งของเขา

ขอบคุณภาพจาก : Live Nation BEC-Tero Entertainment


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

ตั๊ก บริบูรณ์ จันทร์เรือง: คนฮายุคสองพัน “แก…ไม่มีสิทธิ์…มาเรียกฉันว่าพ่อ!!!”

เบจิต้า: ความรักของนักรบชาวไซย่า นักล่าผู้เหี้ยมโหดที่กลายเป็นพ่อบ้านแสนดี

แฟรงกี แมนนิง สัญลักษณ์แห่งความสุขของนักเต้น Lindy Hop

รวมสถานที่ผีสิงวงการเพลง เรื่องจากบ้านสุดหลอนของ ริก รูบิน ที่ทำเอา ทอม ยอร์ก, แอนโทนี คีดิส และคอรีย์ เทย์เลอร์ หัวฟูมาแล้ว

พาทัวร์ teamLab Borderless พิพิธภัณฑ์ที่รวมงานศิลปะกับดิจิทัลเข้าด้วยกัน ที่ไปกี่ครั้งก็ใหม่เสมอ

‘My Hero’ เพลงสำหรับฮีโร่ (คนธรรมดา) ที่ เดฟ โกรห์ล มอบให้หมอสู้โควิด โดยมีแรงบันดาลใจมาจาก เคิร์ท โคเบน

บรัชชี วัน สตริง ชายผู้สร้างความแตกต่างด้วยกีตาร์แค่สายเดียว (มีคลิป)

ซึบาสะ: จากการ์ตูนสู่เกมของค่าย TECMO ความฮิตที่ยาวนาน เล่นกันยันลูกบวช