Post on 28/10/2019

โฆเซ การ์เรรัส กับคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในไทย “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีชีวิต”

         “เทเนอร์คือชื่อเรียกช่วงของเสียงในดนตรี โดยเสน่ห์ของมันคือเสียงที่มีความนุ่มลึกและทุ้มในแบบผู้ชาย จะร้องขึ้นสูงก็ได้ต่ำก็ดี ถ้าให้เปรียบเป็นคนก็ไม่ต่างกับผู้ชายสุภาพบุรุษสักคนหนึ่งในชุดสูทสั่งตัดเฉพาะ

และถ้าพูดถึงเสียงแห่งเทเนอร์ในวงการโอเปรา คงจะไม่มีใครเทียบชั้นสามมหาเทพ “The Three Tenors” ในอดีตที่นำโดย โฆเซ การ์เรรัส (Jose Carreras), ลูชาโน่ ปาวารอตติ (Luciano Pavarotti) และ พลาซิโด้ โดมิงโก้ (Placido Domingo) ได้ แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปหลายทศวรรษและดูเหมือนจะเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเส้นชัยรีไทร์ของการเป็นนักร้อง แต่สำหรับโฆเซ การ์เรรัส ในวัย 72 ปี ดนตรีและโอเปราก็ยังคงเป็นสิ่งที่หอมหวานสำหรับเขาอยู่เสมอ

แต่ด้วยอายุที่ร่วงโรยขึ้นทุกวัน การ์เรรัส ตัดสินใจเดินทางมาแสดงส่งท้ายให้ประเทศไทยอีกครั้ง ในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 21 ร่วมกับนักร้องโซปราโนชาวไอริช เซลิน ไบร์น (Celine Byrne) และวาทยกรมากความสามารถ เดวิด กีเมเนซ (David Gimemez) โดยมีวง RBSO เป็นผู้รับหน้าที่บรรเลงดนตรี ซึ่งถ้าจะบอกว่านี่คือครั้งสุดท้ายจริง ๆ ของประเทศไทยที่จะได้ยินเสียงของชายคนนี้ก็คงไม่ผิดแปลกอะไร

กีเมเนซ และวง RBSO ประเดิมโหมโรงด้วยเพลง ‘L’Arlesiene Suite. Faramdole’ ก่อนที่การ์เรรัสจะขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับเพลงเปิดตัวอันยิ่งใหญ่ทรงพลังอย่าง ‘L’ultima canzone’ และ ‘Pecché’ ช่วงต้นการ์เรรัสถ่ายทอดการร้องออกมาได้ยอดเยี่ยมอย่างมาก โดยเฉพาะไดนามิคของเสียงที่ออกมาเป็นธรรมชาติไร้การปรุงแต่งใด ๆ ที่สะท้อนราวกับว่าเสียงกับตัวตนเขารวมกันเป็นหนึ่งอย่างแท้จริง

       งานนี้ถ้าการ์เรรัสเป็นเหมือนกับพระเอกของงาน ไบรน์ก็ไม่ต่างกับนางเอกของเรื่อง เธอปรากฏตัวครั้งแรกด้วยเพลง ‘La Wally. “Ebben? Ne andrò lontana”’ ซึ่งแม้ว่าบาลานซ์ของเสียงร้องกับดนตรีจะไม่ค่อยดีในช่วงแรก แต่การร้องที่เหมือนกับการเล่าเรื่องของเธอก็สะกดคนได้อยู่หมัดจริง ๆ

อีกทั้งในเพลง ‘Faust. ‘Ah! Je ris de me voir si belle’ ไบรน์ก็เนรมิตศูนย์วัฒนธรรมฯ ด้วยเสียงของเธอให้กลายเป็นสถานที่เหนือจินตนาการ เรียกได้ว่าสิ่งที่ออกมาทั้งงดงามและไพเราะในเวลาเดียวกัน

ก่อนที่ทั้งคู่จะโชว์ duet ในเพลงคู่อย่าง ‘Je te Veux’ duet ซึ่งตลอดทั้งเพลงมีการโต้ตอบแบบ Call & Response ที่ชวนน่าหลงใหล ยิ่งตอนท่อนประสานคู่ ไลน์ร้องที่ออกมาสวยงามมาก เป็นการสะท้อนให้เราเห็นว่าพวกเขาต้องการซึ่งกันและกันจริง ๆ (เหมือนชื่อเพลงที่แปลเป็นไทยได้ว่า ฉันต้องการคุณ”)

แม้โอเปราจะเป็นดนตรีชั้นสูงในอดีต และยากที่สามัญชนจะได้มีโอกาสสัมผัสความสวยงามของมัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่าน ในวันนี้ทุกเพศทุกวัยและผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงโอเปราได้มากขึ้นแล้ว อาจจะเพราะตัวโอเปราเองก็ปรับตัวให้เข้าใกล้กับคนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การ์เรรัส ปิดการแสดงช่วงแรกของเขาด้วยเพลง ‘The Man of La Mancha. “The Impossible Dream”’ ซึ่งหลังจากที่ฟัง ส่วนตัวแทบจะไม่มีคำพูดใด ๆ จะให้เขาได้มากเท่ากับคำว่า “classy” จริง ๆ

       เปิดมาช่วงที่สอง การ์เรรัสเหมาคนเดียวสองเพลงพร้อมเทคนิคจัดเต็มและมีท่อนขึ้นเสียงสูงที่ทรงพลังสนั่นเข้าไปในหูเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ‘Serenata Sincera’ และ ‘Passione’

ช่วงต่อมา ไบร์นก็ขอยกมือขึ้นมาร้องคั่นกลางด้วยเพลง ‘The Merry Window.”Vilja Lied”’ ก่อนที่เวลาต่อมาทั้งคู่จะผลัดกันหอบเพลงดัง มาโชว์เพียบเช่น ’El dúo de La africana Dúo y Jota’, ‘El barberillo de Lavapiés-Canción de Paloma’, ’Musica Proibita’ และ ’Dicitencello vuie’ ที่กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่การ์เรรัสโชว์เสียงมากที่สุดในคอนเสิร์ตครั้งนี้

การ์เรรัสและไบร์นปิดคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์ด้วยสามเพลงก้องโลกอย่าง ‘My Fair Lady’ “I Could have danced all night”, ‘Granada’ และ ‘La Traviata. Brindisi’ ท่ามกลางการลุกขึ้นมา standing ovation ของคนดูทั้งฮอลล์

       ภาพรวมของคอนเสิร์ต ช่วงแรกมีทั้งความสนุกและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน แต่หลังพักครึ่งเป็นต้นมาความน่าสนใจของการแสดงก็ลดลง อันเนื่องมาจากหลาย ๆ ปัจจัยโดยเฉพาะเรื่องของพลังที่ลดลงของการ์เรรัส โดยเฉพาะในท่อนขึ้นเสียงสูงเพลงท้าย ๆ พลังของการ์เรรัส แอบลดลง (ตามอายุ) แต่ทั้งหลายทั้งปวงความน่าทึ่งก็คือเสียงของเขาก็ยังฟังแล้วทรงเสน่ห์อย่างน่ามหัศจรรย์ เพลงไหนที่มีโทนสว่าง เสียงร้องของเขาก็แสดงถึงความอบอุ่น แข็งแกร่งและทรงพลัง ส่วนเพลงไหนที่มีโทนเศร้าหมอง เขาก็นำความเบามาถ่ายทอดให้สวยงามได้เช่นกัน 

ทั้งหมดนี้คือพลังของตำนานที่ยังเดินได้วัย 72 ปี ผมแทบไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าได้ฟังเขาร้องตอนหนุ่มแน่นมันจะออกมาสุดยอดขนาดไหน แต่อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นบุญหูของคนฟังชาวไทยอย่างมากที่ได้ฟังเสียงร้องของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เป็น “คน” คนนี้ เป็นครั้งสุดท้าย 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

The Current War: สื่อ ทุนนิยม และศีลธรรม เกมส์การต่อสู้ทางธุรกิจของเวสติงเฮาส์และเอดิสัน

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ “โอกาสของชีวิต กับการให้”

ดินไร้แดน (Soil without Land) สำรวจการต่อสู้ของไทใหญ่ผ่านมุมมองปัจเจกชน

รีวิวคอนเสิร์ต บอน อีแวร์ ศิลปินโฟล์กทรอนิก้า กับวันที่ออกจากป่าพร้อมกับของแปลกอันร่วมสมัย

รีวิวคอนเสิร์ต OneRepublic จากงาน Spotify On Stage โชว์แบบเครื่องดีเซล 11 เพลงฮิต ชวนให้หายคิดถึง

อนาคต 2020 ที่ยังไม่รู้ในสายตาของ ‘เหริน เจิ้งเฟย’ ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย

รีวิวคอนเสิร์ต “น้อมคารวะศิลปินแห่งชาติ ชัยชนะ บุญนะโชติ” ฟื้นชีวิตลูกทุ่งไทยให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

หลับตาฟังเรื่องเล่าไปกับ Blind Experience เมื่อความสวยงามมองไม่เห็นด้วยดวงตา