Post on 22/11/2019

รีวิวคอนเสิร์ต Mumford & Sons โชว์ 10 เต็ม 10 กับความ “งดงาม” ของฮาร์โมนีที่ส่งตรงถึงใจคนดู…จะหาเพอร์เฟกต์ ได้จากที่ไหนอีก

       จบไปแล้วสำหรับคอนเสิร์ตครั้งแรกในไทยของวงโฟล์กร็อกจากเกาะอังกฤษ เจ้าของรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส์ “Mumford & Sons” กับคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดโชว์หนึ่งในปีนี้! สนุกเกินความคาดหมายมาก ๆ

Mumford & Sons นำโดย มาร์คัส มัมฟอร์ด (Marcus Mumford) นักร้องนำและกีตาร์, เบน โลเว็ตต์ (Ben Lovett) คีย์บอร์ด, วินสตัน มาร์แชล (Winston Marshall) กีตาร์, แบนโจ และเท็ด ดเวนย์ (Ted Dwane) ในตำแหน่งเบส แม้การมาทัวร์ประเทศไทยครั้งนี้จะเป็นช่วงการโปรโมทอัลบั้มชุดล่าสุดอย่าง Delta แต่งานนี้ทั้งสี่หนุ่มก็เอาใจแฟน ๆ ด้วยการขนเพลงฮิตอัลบั้มเก่า ๆ มาเล่นให้แฟน ๆ ได้ฟังกันตลอดหนึ่งชั่วโมงกว่า

Mumford & Sons เปิดตัวแบบเรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยเพลง ‘Snake Eyes’ ผลงานจากอัลบั้มชุดที่สาม Wilder Mild ก่อนจะต่อเนื่องความสนุกแบบ non-stop ด้วยเพลงฮิตอย่าง ‘Guiding Light’, ‘The Cave’ และ ‘Beloved’

หนุ่มมาร์คัส ในฐานะนักร้องนำของวง ก็ได้กล่าวทักทายแฟนเพลงชาวไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่าพวกเรารู้สึกดีมากที่ได้มาเล่นที่นี่ครั้งแรก การได้มาเล่นที่นี่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นวงใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่วงจะหยิบเพลงจากอัลบั้มชุดแรกอย่าง ‘White Blank Page’ ขึ้นมาบรรเลง และส่งต่ออารมณ์ความมันไปกับเพลง ‘Blind Leading the Blind’ ความพิเศษของเพลงนี้ก็คือการที่หนุ่มมาร์คัสกระโดดขึ้นไปตีกลองเอง (ร้องไปตีไปได้มันแบบไม่มีหลุดเลย) และด้วยความเนียนในการโชว์ของพวกเขา ก็เหมือนเป็นการส่งต่ออารมณ์ไปสู่ผู้คนได้ดีมาก ๆ ทำให้ในเพลงนี้เราได้เห็นแฟนเพลงทุกคนพร้อมใจกันปรบมือตามจังหวะของเพลงแบบทางวงไม่ได้นำก่อนเลย

มาร์คัส มัมฟอร์ด นักร้องนำของวง

       Mumford & Sons พาทุกคนย้อนกลับไปฟังผลงานเก่า ๆ ของพวกเขา เริ่มที่เพลง ‘Lover of the Light’ ผลงานจากอัลบั้มยอดเยี่ยมเวทีแกรมมี่ฯ และ สองเพลงจากชุด Wilder Mild อย่าง ‘Tompkins Square Park’ และ ‘Believe’ โดยเฉพาะท่อนโซโล่ในเพลงนี้ของหนุ่มวินสตัน ทำได้กระชากอารมณ์อย่างแท้จริง บวกกับการร้องของมาร์คัสที่แรงดีไม่มีตก ทำให้เพลงนี้ออกมาน่าฟังยิ่งกว่าในแผ่นเสียอีก

นอกจากนี้หลังจบเพลง มาร์คัสยังเล่าอีกว่าพวกเขาได้เดินทางมาก่อนกำหนด และได้มีโอกาสไปลิ้มรสเมนูไข่เจียวปูของเจ๊ไฝ ร้านอาหารสตรีทฟู้ดระดับมิชลินสตาร์ชื่อดังของบ้านเรา  ซึ่งอาหารไทยของเรากลายเป็นสิ่งที่หนุ่ม ๆ ทั้งสี่ประทับใจอย่างมาก ซึ่งมาร์คัสปิดท้ายว่า ที่ลอนดอนมีร้านอาหารไทยเยอะมาก แต่การได้มากินที่นี่มันเป็นอะไรที่สุดยอดและพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

วินสตัน มาร์แชล (กีตาร์และแบนโจ)

       ช่วงท้ายของโชว์ สี่หนุ่มจากเมืองผู้ดีฝากความประทับใจไว้กับเพลงในช่วงนี้มากมาย แน่นอนพอมาถึงช่วงท้ายทุกอย่างเริ่มลงตัวขึ้น ทั้งเรื่องของแสง สี เสียง หรือแม้กระทั่ง performance ของศิลปิน ‘Little Lion Man’, ‘Ditmas’ และ ‘Slip Away’ สามเพลงจากสามอัลบั้ม ถูกหยิบขึ้นมาถ่ายทอดระหว่างช่วงที่วงกำลังทำได้ดีสุด ๆ ในโชว์ครั้งนี้

‘The Wolf’ จากอัลบั้ม Wilder Mild กลายเป็นเพลงที่พีคที่สุดของโชว์ในครั้งนี้ เนื้อหาเพลงที่ดี โดยมีเสียงสตั้ม (stum) กีตาร์มัน ๆ และเสียงกลองที่มาพร้อมกับไดนามิคการตีที่สุดยอดมากของคริส มาสส์ มือกลองซัพพอร์ทของวง บวกกับซาวนด์ที่ลงตัว ทั้งหมดกลายเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เพลงนี้น่าฟังกว่าเวอร์ชั่นไหน ๆ ก่อนที่พวกเขาจะปิดท้ายช่วงนี้ด้วยเพลงเบา ๆ ชื่อเดียวกับอัลบั้มใหม่อย่าง ‘Delta’ ซึ่งถือเป็นการเลือกปิดท้ายโชว์ด้วยความนุ่มลึก มากกว่าที่จะเลือกแบบดุดัน มัน ๆ ตามธรรมเนียมของวงร็อกทั่วไป

       หลังจากปล่อยให้แฟน ๆ ตะโกนอย่างโอดครวญอยู่สักพัก มาร์คัส และเพื่อน ๆ ก็กลับมาปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วยช่วง encore โดยพวกเขาขึ้นเวทีมาพร้อมกับไมค์แค่หนึ่งตัว ทั้งสี่ได้ล้อมรอบไมค์นั้นแล้วบอกกับแฟน ๆ ว่า เพลงต่อไปพวกเขาจะร้องด้วยกันที่ไมค์ตัวนี้ จังหวะนั้นมีแฟนเพลงคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่าหรือพวกคุณจะร้องเพลง ’Bohemian Rhapsody’ ของวง Queen” หนุ่มมาร์คัสก็แอบขำแล้วตอบกลับไปว่าถ้าร้องเพลงนั้น มันคงกลายเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่น่าฟังเท่าไหร่ สุดท้ายพวกเขาเลือกที่จะหยิบเพลง ‘Reminder’ และ ‘Forever’ มาร่วมร้องประสานกันแบบอะแคปเปลล่า ซึ่งบทสรุปที่ออกมามันกลายเป็นสองเพลงที่ทั้งงดงามและน่าจดจำมาก ๆ 

งานนี้แถมเยอะหน่อย! ช่วง encore ของ Mumford & Sons ไม่จบเพียงเท่านั้น พวกเขาได้ทิ้งท้ายอีกสามเพลง เริ่มที่ ‘Only Love’, ‘Awake My Soul’ และปิดท้ายคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างเป็นทางการด้วยเพลงฮิตอย่าง ‘I Will Wait’

เท็ด ดเวนย์ มือเบส

       10 เต็ม 10 คือคะแนนที่ผมให้กับคอนเสิร์ตในครั้งนี้ มันคือความงดงามของฮาร์โมนีที่ส่งตรงถึงใจคนดู อีกทั้งการที่คุณมีโชว์ที่ซาวนด์โดยรวมออกมาดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว นอกจากนี้เสียงร้องของหนุ่มมาร์คัส กับลีลาการฟาดกลองของมือกลองที่เป็นเหมือนตัวโจ๊กเกอร์สำหรับใครหลายคน คือสิ่งทำให้โชว์นี้มีพลังมาก ๆ! โดยเฉพาะการดึงดูดคนดูให้สนุกร่วมไปกับพวกเขา เป็นสิ่งที่ทำออกมาให้เห็นจากการร้องและเล่นจริง ๆ (ไม่มีมาแบบขอเสียงหน่อยเชย ๆ ตามเคย)

ที่สำคัญที่สุด นี่คือมิติใหม่ของการดูคอนเสิร์ตในบ้านเราเลย เพราะงานนี้คนดูส่วนใหญ่มีความอินกับโชว์จริง ๆ น้อยมากที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย!!! อาจจะเพราะงานนี้มีคนต่างชาติเข้ามาชมเยอะมาก ๆ ซึ่งถ้าใครเคยสัมผัสการชมคอนเสิร์ตของชาติตะวันตก จะรู้ว่าพวกเขามีวัฒนธรรมการชมที่ต่างกับเรา ลองนึกภาพดูว่าถ้าคุณไปเสพดนตรีแล้วตลอดโชว์ไม่มีใครหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบังคุณเลย มันจะออกมาเยี่ยมขนาดไหน

เบน โลเว็ตต์ (คีย์บอร์ด)

       ที่สุดของโชว์ครั้งนี้คือช่วง encore ที่ทั้งสี่มาร้องประสานด้วยกันที่ไมค์ตัวเดียว ณ ช่วงเวลานั้นที่ทั้งฮอลล์หยุดเงียบแล้วฟังอย่างตั้งใจ ความเงียบนั้นสะท้อนให้เราเห็นว่า นี่คือสาเหตุที่พาเรามายังคอนเสิร์ตนี้ มันคือการเติมเต็มความรู้สึก และได้รับความงดงามที่พวกเขาแบ่งปันผ่านเสียงเพลง

“ไว้พบกันใหม่”

 

ขอขอบคุณภาพจาก Live Nation BEC-Tero


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว