Post on 02/10/2019

รีวิวคอนเสิร์ต ชอว์น เมนเดส ครั้งที่สองในไทย “ปาดผมทีสะเทือนใจสาวทั้งฮอลล์”

        สิ้นสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับคอนเสิร์ตของนักร้องสุดฮอต ชอว์น เมนเดส หนุ่มแคนาเดียนเจ้าของเพลงฮิตอย่าง ‘Stitches’, ‘Mercy’ และ ‘If I Can’t Have You’ ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งที่สองที่หนุ่มชอว์นมาเปิดคอนเสิร์ตแบบเต็มรูปในเมืองไทย ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อค่ำคืนวันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2562

งานนี้หนุ่ม ชอว์น มาพร้อมหน้าตาใสกิ๊ง หล่อผุด ๆ เรียกได้ว่าขึ้นเวทีมาสปอตไลท์ส่อง เสียงกรี๊ดดังลั่นฮอลล์แทบระเบิด แต่นอกจากหน้าตาอันหล่อเหลาแล้ว หนุ่มชอว์น ยังขนเพลงฮิตและโชว์เสียงอันทรงพลังชนิดที่เรียกว่าแรงไม่มีตกตลอดเกือบสองชั่วโมง

เวลา 20.43 น. นักร้องหนุ่มวัย 21  ปี เปิดการแสดงด้วยสองเพลงสนุก ๆ อย่าง ‘Lost in Japan’ จากผลงานอัลบั้มใหม่ และ ‘There’s Nothing Holdin’ Me Back’ จากอัลบั้มชุดที่สอง Illuminate เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนเพลงชาวไทยได้อย่างสุดยิ่งใหญ่

“เป็นอย่างไรกันบ้าง” ชอว์นกล่าวทักทายแฟนเพลงชาวไทยครั้งแรก ก่อนจะต่อเนื่องความสนุกด้วยเพลง ‘Nervous’ และโชว์ปาดผมเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ ใครที่ได้มาดูโชว์คราวที่แล้วถ้ามองจากตรงนี้จะสังเกตได้ว่า ชอว์น มีการเอนเตอร์เทนคนดูได้ดีกว่าครั้งที่แล้วมาก แฟนเพลงต่างลุกขึ้นมาร่วมสนุกกับเขาแบบก้นแทบไม่ติดเก้าอี้เลย ก่อนที่เขาจะเล่นเพลงสร้างชื่อตัวเองอย่าง ‘Stitches’ เป็นการปิดท้ายช่วงแรกของโชว์

       “กรุงเทพเป็นดินแดนที่คนยิ้มมากที่สุดในโลกเลย” ชอว์น โชว์ปากหวานใส่แฟน ๆ และเดินไปนั่งประจำที่ที่เปียโนและขึ้นอินโทรจากท่อนคอรัสเพลง ‘Señorita’ สั้น ๆ ก่อนจะเข้าเพลง ‘I Know What You Did Last Summer’, ‘Mutual’ และ ‘Bad Reputation’ มาถึงตรงนี้ซาวนด์ดนตรีอาจจะนัว ๆ ไปหน่อย ไม่ชัดเจนมากนัก ส่วนชอว์นก็ยังไม่สามารถสะกดคนดูได้ด้วยเสียงของเขา แต่พอมาถึงเพลงต่อไปอย่าง ‘Never Be Alone’ ชอว์นกลับไปนั่งที่เปียโนอีกครั้ง และถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาได้ดีมาก อีกหนึ่งไฮไลท์ของโชว์นี้คือริสต์แบนด์บนข้อมือของแฟน ๆ ที่ถูกแจกให้หน้างาน ซึ่งริสต์แบนด์ดังกล่าวจะเปลี่ยนสีตามวิชวลของแต่ละเพลง เรียกได้ว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจทีเดียว โดยวิชวลบนเวทีด้านหลังในเพลงนี้จะเป็นรูปพระจันทร์โทนดำ และบวกกับแสงไฟบนข้อมือของทุกคนทำให้บรรยากาศเหมือนราวกับว่าทุกคนอยู่ในอวกาศอย่างไรอย่างนั้น

ระหว่างโชว์เราจะได้ยินเสียงคนตะโกน “ชอว์นฉันรักคุณ” ตลอดเวลา ซึ่งทุกครั้ง ชอว์น ก็จะเดินส่งจูบ หรือทำท่ามินิฮาร์ทใส่แฟน ๆ กลับไปเหมือนกัน (สงสัยได้ท่านี้มาจากโชว์ที่เกาหลีก่อนหน้านี้)

       ต่อไปจะเป็นช่วงที่ชอว์นขยับเข้ามาใกล้ชิด แฟน ๆ มากขึ้น โดยจะขึ้นมาโชว์บนเวทีตรงกลางของฮอลล์ที่มีแกรนด์เปียโนตั้งอยู่และมีกิมมิกเป็นดอกกุหลาบขนาดใหญ่ อันเป็นสัญลักษณ์ของอัลบั้มชุดล่าสุดของเขา โดยในช่วงนี้เขาเปิดด้วยเพลง cover ของวิทนีย์ ฮุสตัน ‘I Wanna Dance With Somebody (Who Loves Me)’ ก่อนจะขนเพลงมาเล่นเพียบทั้งใหม่และเก่าอย่าง ‘Because I Had You’, ‘A Little Too Much’, ‘Patience’,‘When You’re Ready’ และ ‘Life Of The Party’ โดยชอว์นเล่าให้แฟน ฟังต่อว่าหลาย เพลงที่เราเคยได้ยินนั้น เขาเริ่มเขียนมันจากเปียโนก่อนเสมอ

       หลังจากนั้นหนุ่มชอว์นก็โชว์ปาดเหงื่อเรียกเสียงกรี๊ดอันบ้าคลั่งจากแฟน ๆ อีกครั้ง ซึ่งเพลงอย่าง ‘Like to Be You’ และ ‘Ruin’ ได้ถูกหยิบมาเล่นต่อในช่วงนี้ โดยเฉพาะ ‘Ruin’ เพลงจังหวะ 6/8 ที่มีความโซลเล็ก ๆ  ฟังไปฟังมาก็ชวนให้นึกถึงเพลงฮิตของหนุ่มจอห์น เมเยอร์ เพลง ‘Gravity’ ขึ้นมาซะอย่างงั้น อาจจะเพราะการเล่นกีตาร์ร้องไปของหนุ่มชอว์น คล้ายหนุ่มจอห์นนั่นเอง ยิ่งตอนเล่นริฟฟ์กีตาร์แบบบลูซี่เล็ก ๆ ในท่อนกลางนี่ใช่เลย

“How’re you guys doing out there” นี่คือประโยคซักถามสารทุกข์สุกดิบแฟน ๆ ของชอว์นประจำโชว์นี้ ที่เราจะได้ยินจากชายคนนี้

หลังจากลงไปพักนิดหน่อย ชอว์นกลับขึ้นมาบนเวทีหลักพร้อมกับเพลงดังอย่าง ‘Treat You Better’ ก่อนที่จะจัดเต็มด้วยเพลงจากอัลบั้มใหม่ทั้ง ‘Particular Taste’ ที่เสียงหลบของเขาทำออกมาได้ดีมาก เช่นเดียวกับ ‘Where Were You in the Morning?’ ที่กลายเป็นจุดสุดยอดของโชว์ เพราะซาวนด์ดนตรีเริ่มเข้าที่เข้าทางจากเพลงนี้

       ‘Fallin’ All in You’ เพลงแรกที่เขาเขียนในอัลบั้มใหม่ร่วมกับเอ็ด ชีแรน ถูกหยิบขึ้นมาเล่น และต่อเนื่องด้วย ‘Youth’ ที่ชอว์น ทิ้งท้ายเกี่ยวกับเสรีภาพในการใช้ชีวิตของทุกคน โดยในเพลงนี้เราจะได้เห็นเขาโชว์สตรั้มคอร์ดกีตาร์รัว ๆ และโชว์แท็ปกระเดื่องกลองเอง แถมมีแจกปิ๊กให้แฟน ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าวันแมนโชว์ของจริง

ถ้าพูดถึงเพลงที่คนร้องเสียงดังสุดคงหนีไม่พ้นเพลงใหม่อย่าง ‘If I Can’t Have You’ ที่เป็นเหมือนการส่งต่อความสนุกไปให้เพลงอย่าง ‘Why’ ก่อนที่เพลงต่อไป แค่เสียงฮัมทำนองคู่กับเสียงเปียโนขึ้นมา หลายคนก็รู้เลยว่าเพลงดังอย่างMercy’ มาแล้ว เพลงนี้ทำเอาแฟน ๆ ในอิมแพ็คร้องตามกันได้ลั่นทุ่งปากเกร็ด ซึ่งถ้านับตั้งแต่เริ่มแสดงจนถึงเพลงนี้ ก็คงต้องบอกว่านักร้องวัย 21 คนนี้ทำได้ดีเลยทีเดียวในเรื่องของการร้อง แม้เสียงจะมีหลุดบ้างปลิ้นบ้าง แต่ด้วยความหล่อเบอร์นี้ ทุกคนต่างพร้อมใจกันบอกว่าเออไม่เป็นไรให้อภัย

ช่วง encore ชอว์นทิ้งท้ายด้วยเพลง ‘Fix You’ ของ Coldplay และเพลงฮิตจากผลงานชุดล่าสุดอย่าง ‘In My Blood’ เป็นการปิดคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์

       มาพูดถึงภาพรวมของโชว์ หลาย ๆ อย่างสำหรับชอว์น ดูดีขึ้นจากครั้งที่แล้วมาก โดยเฉพาะเรื่องของการเอนเตอร์เทนคนดูที่พัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับการเล่นกับพื้นที่ของเวทีที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ก็มีหลาย ๆ จุดที่ยังไม่ดีพอ ซึ่งถ้ามองภาพกว้าง ๆ เขาก็ยังเป็นเด็กหนุ่มที่ยังต้องสะสมประสบการณ์บนเส้นทางนี้อีกมาก แม้โชว์อาจจะดูสนุกพอถูไถไปได้ แต่ด้วยการที่ขนเพลงมาหลัก 20+ มันก็มาพร้อมกับช่วงที่ดูแล้วเรียบ ๆ ไปบ้าง จะบอกว่าน่าเบื่อไปหน่อยก็คงไม่ผิดอะไร ซึ่งถ้าใครที่คาดหวังจะได้เห็นรูปแบบของโชว์ที่มีการเรียบเรียงทางดนตรีที่น่าสนใจกว่านี้ หรือการโชว์ทักษะโซโล่กีตาร์จากชอว์นที่เหมือนครั้งก่อน ๆ คงต้องบอกว่าโชว์ทัวร์ครั้งนี้ไม่มีจุดแข็งเหล่านั้นเลย เรียกได้ว่าสิ่งที่มันขาดหายไปคือ “ความน่าตื่นเต้น”

สิ่งที่ส่วนตัวผิดหวังกับโชว์นี้มาก คือเรื่องเสียงที่มีความ “นัว” ตลอดโชว์ มาเข้าที่เข้าทางช่วงท้าย ๆ ซึ่งมันก็สายเกินไปเสียแล้ว แต่ข้อสังเกตให้วิเคราะห์ตามอย่างหนึ่งคือ ช่วงที่ซาวนด์ไม่ดีเท่าไหร่นักมักจะเป็นช่วงเพลงจากสองอัลบั้มแรก โดยสังเกตอีกได้ว่าโชว์ช่วงครึ่งหลังไล่ตั้งแต่ ‘Particular Taste’ ถือว่าซาวนด์โอเคเลย ราวกับว่าซาวนด์ดนตรีของโชว์นี้มันถูกออกแบบมาให้เหมาะกับอัลบั้มชุดที่สามที่ดนตรีจะมีโทนที่สะอาดขึ้น น้อย แต่เท่ ส่วนชุดแรก จะมีรายละเอียดของเครื่องดนตรีมากกว่านั่นเอง

นอกจากจะเป็นนักร้องที่หน้าตาหล่อเหลาแล้ว ชอว์น เมนเดส ยังเป็นเด็กหนุ่มวัย 21 ที่ยังคงเป็นตัวความหวังใหม่ของวงการดนตรีโลก โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเสียงร้องของเขาจะพัฒนาขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่บอกอายุ ทุกคนคงไม่เชื่อว่านี่คือเสียงร้องจากเด็กอายุแค่ 21 ปีเท่านั้น ทั้งเล่นเองร้องเองแต่งเอง อีกทั้งความสามารถบนเวทีที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันดึงดูด ด้วยสิ่งเหล่านี้เราคงได้เห็นชื่อของเขากับรางวัลการันตีในวงการเพลงบ่อยครั้งขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน อย่างที่ศิลปินรุ่นพี่อย่างจอห์น เมเยอร์ เคยพูดไว้ว่าจับตาดูไอ้เด็กคนนี้ไว้ดี ๆ ละกัน

ขอขอบคุณภาพจาก : เออีจี พรีเซ้นส์ เอเชีย และ ไลฟ์ เนชั่น บีอีซี – เทโร 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว