Post on 28/08/2019

รีวิวคอนเสิร์ต Snow Patrol โชว์อะคูสติกที่ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เครื่องดนตรีน้อยชิ้นแต่เอาอยู่ และชวนให้นึกถึง MTV Unplugged

       จบไปแล้วสำหรับการกลับมาเปิดคอนเสิร์ตในประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 13 ปีของวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากไอร์แลนด์เหนือ “Snow Patrol” เจ้าของเพลงฮิตอย่าง ‘Chasing Cars’, ‘Run’ หรือ ‘Chocolate’ ซึ่งความพิเศษของโชว์ในครั้งนี้ พวกเขามาพร้อมกับรูปแบบการแสดงที่เป็นอะคูสติกตลอดทั้งโชว์ นำโดยนักร้องนำสองวงอย่าง แกรี่ ไลท์บอดี้ และ เนธาน คอนนอลลี่ (กีตาร์) ที่ควงแขนกันแบกกีตาร์โปร่งขึ้นมาโชว์ให้แฟนเพลงชาวไทยได้หายคิดถึงกันนานเกือบ ๆ ชั่วโมงครึ่ง และเช่นเดิมงานนี้จัดโดยโปรโมเตอร์มือทองอย่าง The Very Company

แม้จะขาดสมาชิกในวงอีกสามคนอย่าง พอล วิลสัน (เบส), จอนนี ควินน์ (กลอง) และ จอห์นนี แมคเดด (คีย์บอร์ด, กีตาร์) แต่บอกได้เลยว่างานนี้ทั้งคู่ก็สะกดคนดูด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้นได้อย่างอยู่หมัดทีเดียว

ก่อนหน้านี้ Snow Patrol หายจากวงการเพลงไปกว่า 7 ปี หลังจากหนุ่มแกรี่ ผู้เป็นเสาหลักของวงต้องประสบปัญหาส่วนตัวรุมเร้า ทั้งโรคซึมเศร้าหรืออาการติดสุราอย่างหนัก จนไม่สามารถเขียนเพลงได้ แต่สุดท้ายหลังจากรักษาเนื้อรักษาตัวเรียบร้อย เขาก็กลับมาเขียนเพลงอีกครั้ง พร้อมกับมีผลงานอัลบั้มชุดที่ 7 อย่าง Wildness (2018) ซึ่งเพลงส่วนใหญ่จากโชว์ในครั้งนี้ก็มาจากผลงานชุดดังกล่าวนั่นเอง

เวลา 21.00 . Snow Patrol เปิดโชว์ของพวกเขาด้วยเพลงสุดฮิตอย่าง ‘Chocolate’ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเราได้กลับมาตกหลุมรักดนตรีของพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะต่อเนื่องด้วยเพลง ‘Crack the Shutters ที่ตอกย้ำให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึงกันแบบสุด ๆ

เป็นอย่างไรบ้างทุกคน นี่นานมากแล้วที่พวกเราไม่ได้มาเล่นที่นี่ เรารู้สึกดีใจนะที่ได้กลับมาอีกครั้ง นี่คือคำพูดของหนุ่มแกรี่ ไลท์บอดี้ นักร้องนำ ที่กล่าวทักทายแฟนเพลงชาวไทยในรอบ 13 ปี ก่อนจะเข้าเพลงจากอัลบั้มล่าสุดอย่าง ‘Empress’

เดิมทีหนุ่ม จอห์นนี มีคิวมาร่วมแสดงด้วย แต่โชคร้ายที่เขากำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บบริเวณคอ จนก่อนหน้านี้วงต้องยกเลิกการทัวร์ยุโรปและงานเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่างแกสตันบูรีมาแล้ว ซึ่งผู้ที่มารับหน้าที่ของเขาแทนในครั้งนี้ก็คือศิลปินหน้าใหม่ไฟแรง ไรอัน แมคมัลเลน (ก่อนโชว์จะเริ่ม เขาได้มีโอกาสเล่นเปิดอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง)

โชว์ในครั้งนี้ไม่ใช่อะคูสติกจ๋าแบบกีตาร์โปร่งตีคอร์ดตลอดเวลา เพราะงานนี้หนุ่มเนธานมีการใช้กีตาร์ไฟฟ้าเล่นริฟฟ์ต่าง ๆ ให้เหมือนกับเพลงต้นฉบับ เพื่อให้ความรู้สึกของเพลงเหมือนเดิม สังเกตได้จากช่วงอินโทรของเพลง ‘This Isn’t Everything You Are’ และ ‘Shut Your Eyes’ ที่พาร์ทของกีตาร์ไฟฟ้ามีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวของเพลง นอกจากนี้ในเพลงหลัง แกรี่ ยังให้แฟนเพลงได้มีส่วนร่วม โดยการร้องในท่อน “Shut your eyes and sing to me” ตอนจบอีกด้วย

ต่อด้วยเพลง ‘Don’t Give In’ เพลงจากอัลบั้มใหม่ ที่เวอร์ชั่นอะคูสติกในครั้งนี้มีความต่างกับเวอร์ชั่นปกติ โดยเฉพาะในเรื่องของเทมโป้ (อัตราจังหวะ) ที่ช้าลงกว่าต้นฉบับ และมีท่อนฮุกที่ร้องเสียงต่ำลงหนึ่งอ็อกเทฟ (คือขั้นคู่เสียง (interval) ที่เทียบจากโน้ตดนตรีตัวหนึ่งไปสู่โน้ตตัวหนึ่งในระดับเสียงที่ต่างกัน) แต่ในตอนท้าย แกรี่ ก็กลับมาร้องเสียงสูงเหมือนเดิม เรียกได้ว่าเป็นการสร้างความแตกต่างที่น่าสนใจมากทีเดียว

       ในช่วงนี้มีคนตะโกนว่าอยากฟังเพลง ‘Chasing Car’ แล้ว ซึ่งก็ทำเอา แกรี่ ที่กำลังพูดอยู่ถึงกับต้องพูดไปว่าคุณต้องมีความอดทนหน่อยนะที่รัก วงนี้อยู่มา 25 ปีแล้วนะ เพราะงั้นเรามีเพลงเยอะโคตรที่ให้เล่น

หลังจากแอบฮาใส่คนดูเล็กน้อย แกรี่และเนธานก็มาพร้อมกับเพลงฮิตที่ทำให้โลกรู้จักพวกเขาอย่าง ‘Run’ ซึ่งตลอดทั้งเพลงแฟน ๆ ก็ต่างร่วมกันร้องไปกับพวกเขาได้อย่างพร้อมเพียง โดย แกรี่ ยังพูดทิ้งท้ายหลังจบเพลงอีกว่ายี่สิบกว่าปีที่แล้วตอนผมแต่งเพลงนี้ ไรอัน ยังอายุสิบขวบเอง ผมจำได้เลยว่านั่งเขียนเพลงนี้ท่ามกลางอากาศหนาว ๆ ที่แฟลตของผมในกลาสโกว์ ผมคงไม่ได้ไปรอบโลก หรือมาที่ประเทศไทย ถ้าไม่มีเพลงนี้ ก่อนเขาจะพาทุกคนไปฟังสองเพลงจากอัลบั้มชุดที่สี่ Eyes Open อย่าง ‘Set the Fire to the Third Bar’ และ ‘You’re All I Have’ 

แต่หลังจบเพลงนี้ ก็ยังมีคนตะโกนขึ้นไปบนเวทีอีกว่า “Chasing Car…” ซึ่งทำเอาแกรี่ ต้องพูดตอบกลับไปอีกว่าคุณนี่ดึงดันกันจังนะ เดี๋ยวผมจะเล่นทีหลังแน่นอน คุณคิดเหรอว่าเรามาไกลถึงประเทศไทยแล้วไม่เล่นเพลงนี้น่ะ ขอแค่คุณมีความอดทนกันอีกสักนิด ความอดทนแบบผู้ใหญ่น่ะ

ต่อมาจะเป็นช่วงแกรี่หยิบเพลงจากอัลบั้มล่าสุดที่มีความหมายกับเขามาเล่น โดยเริ่มจากเพลงที่เขาแต่งให้กับคุณพ่อที่ตรวจพบว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์อย่าง ‘Life on Earth’ และ ‘Heal Me’ เพลงที่เขาแต่งให้กับนักบำบัดที่ช่วยให้เขาผ่านจากมรสุมชีวิตในช่วง 7 ปีหลังสุด

ช่วงต่อไปเป็นช่วงโซโล่ของหนุ่มแกรี่ โดยเขานำเพลงส่วนตัวจากผลงานเดี่ยวที่กำลังจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้อย่าง ‘I Think of Home’ มาเล่นให้เราได้ฟังก่อน ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่เขาเล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กที่โตมาในเมืองลอนดอนเดอร์รี ประเทศไอร์แลนด์เหนือ

แม้ฉากหลังบนเวทีจะดูไม่มีอะไร แต่ถ้าสังเกตดี ๆ อีกหนึ่งความน่าสนใจก็คือไฟด้านหลังมีการดีไซน์ต่างกันไปในเกือบทุก ๆ เพลง

และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย Snow Patrol หยิบเพลงดังมาเล่นแบบ non-stop เริ่มด้วย ‘Called Out in the Dark’, ‘Chasing Cars’ และ ‘Open Your Eyes’ ก่อนจะลงจากเวทีอย่างไม่เป็นทางการ

แน่นอนตามเสียงเรียกร้อง แกรี่ กลับขึ้นมากับ ไรอัน ในช่วง encore พร้อมกับเพลงช้าเพราะ ๆ จากอัลบั้มใหม่อย่าง ‘What If This Is All the Love You Ever Get?’ ซึ่งในช่วงก่อนเข้าท่อนฮุก แกรี่ มีการ test แฟนเพลงเล็กน้อยว่ารู้จักเพลงนี้หรือไม่ โดยการปล่อยให้แฟนเพลงได้ร้องแทนในท่อน “So you’ve fallen in love” ซึ่งแม้จะร้องกันเสียงไม่ดังมาก แต่ แกรี่ ก็มีปล่อยมุกมาว่า “ทำเหมือนร้องได้หน่อยสิ แต่ดีนะที่มีสามคนร้องได้ตรงนี้” แต่สุดท้ายแฟน ๆ ทั้งฮอลล์ก็แก้ตัวด้วยการร้องท่อนจบพร้อมกันเสียงดังว่า “What If This Is All the Love You Ever Get” จน แกรี่ ต้องยกนิ้วโป้งให้เลย

และเหมือนในทุก ๆ โชว์ Snow Patrol ปิดโชว์ของพวกเขาอย่างเป็นทางการด้วยเพลง ‘Just Say Yes’ เรียกได้ว่าเป็นการจบที่คลาสสิกและสมบูรณ์แบบมาก ๆ

ภาพรวม: แม้ว่านี่อาจจะเป็นโชว์ไม่เต็มรูปแบบของพวกเขา ซึ่งตลอดโชว์มีเพียงเสียงกีตาร์สองตัว และเปียโนอีกหนึ่ง บวกกับเสียง sampling กลองมาผสมนิดหน่อยในบางช่วงเท่านั้น เรียกได้ว่าขาดริทึ่มเซ็คชั่นมากขนาดนี้ แต่ภาพรวมของโชว์ที่ออกมา Snow Patrol แบบสองคนทำโชว์ออกมาได้น่าทึ่งมาก ๆ ทีเดียว เสียงร้องของแกรี่ ยังคงทรงเสน่ห์และมีการถ่ายถอดเรื่องราวรวมถึงอารมณ์ผ่านบทเพลงที่ยอดเยี่ยมเหมือนเคย และยิ่งช่วงครึ่งหลังของโชว์จนไปถึงช่วง encore ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูโชว์อะคูสติกระดับขึ้นหิ้งของเอริค แคลปตัน หรือ Nirvana ใน MTV Unplugged เลย เป็นโชว์ที่ทั้งสนุกและน่าจดจำมาก ๆ

ที่สำคัญแม้จะไม่ครบองค์ประชุมทั้งวง แต่ทั้งสองหนุ่มตัวแทนก็นำเสนอความเป็น Snow Patrol แบบแท้ ๆ ให้เราได้หายคิดถึง และเป็นเหมือนกับการเติมเต็มความรู้สึกในวัยเด็กของใครบางคนให้สมบูรณ์อีกด้วย ซึ่งก็หวังว่าเราจะได้มีโอกาสพบกับพวกเขาแบบเต็มรูปแบบอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

ตูรันด็อต โอเปราชิ้นเอกที่แสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ คุณค่าของโลกที่หุ่นยนต์ไม่มีวันแทนที่

รีวิวคอนเสิร์ต บอน อีแวร์ ศิลปินโฟล์กทรอนิก้า กับวันที่ออกจากป่าพร้อมกับของแปลกอันร่วมสมัย

เดอะ ไลอ้อน คิง มิวสิคัล “จิตวิญญาณของแอฟริกา” ความสวยงามของวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านสัตว์

รีวิวคอนเสิร์ต OneRepublic จากงาน Spotify On Stage โชว์แบบเครื่องดีเซล 11 เพลงฮิต ชวนให้หายคิดถึง

Hobbs & Shaw: ครอบครัวนามสกุลมนุษย์

รีวิวคอนเสิร์ต Mumford & Sons โชว์ 10 เต็ม 10 กับความ “งดงาม” ของฮาร์โมนีที่ส่งตรงถึงใจคนดู…จะหาเพอร์เฟกต์ ได้จากที่ไหนอีก

หลับตาฟังเรื่องเล่าไปกับ Blind Experience เมื่อความสวยงามมองไม่เห็นด้วยดวงตา

รีวิวคอนเสิร์ต Two Door Cinema Club ธันเดอร์โดม นายเล่นเราแล้ว !