Post on 15/09/2019

รีวิวคอนเสิร์ต The 1975 แมตตี้อย่างบ้า ซาวนด์โคตรดี คนถ่ายวิดีโอตลอดโชว์ และไฮไลท์ที่สะท้อนให้เห็นความน่ากลัวของน้ำมือมนุษย์

       สิ้นสุดการรอคอยสักที สำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่สองในบ้านเราของ “The 1975” หลังทิ้งช่วงจากครั้งแรกนานกว่า 4 ปี รอบนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับโชว์ที่เต็มรูปแบบขึ้น และเปี่ยมไปด้วยศักยภาพที่มากขึ้น ที่สำคัญภาพรวมตลอดโชว์ถือว่าสร้างความเซอร์ไพรส์และสะท้อนอะไรหลายอย่างให้เราได้คิดตามเป็นอย่างมาก สมกับที่ใครหลายคนรอคอยมาร่วมปี (หลังโปรโมทมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2018 นำเข้าโดย VIJI CORP)

The 1975 ที่นำโดยนักร้องนำสุดกวนอย่าง แมตตี้ ฮีลีย์ และผองเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 13 ประกอบด้วย อดัม ฮานน์ (กีตาร์), รอส แมคโดนัลด์ (เบส) และ จอร์จ แดเนียล (กลอง) พวกเขากลายเป็นวงดนตรีขวัญใจแฟนเพลงทั่วโลกอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ออกผลงานอัลบั้มแรกเมื่อปี 2013

คอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ No Rome ขึ้นมาเล่นเปิดในช่วง opening act ก่อนที่เวลาประมาณ 21.30 น. เป๊ะ แมตตี้ ที่มาพร้อมเสื้อยืดแขนยาวสกรีนฟอนต์ The 1975 แบบร็อก ๆ กับกางเกงสีแดงแรงฤทธิ์ และรองเท้า adidas SPZL Whalley Blue Green สีสะท้อนแสง ก็พาเพื่อน ๆ ขึ้นมาเปิดความสนุกเกือบ ๆ สองชั่วโมง

       คอนเสิร์ตเปิดด้วยวิชวลและวิดีโอจากอัลบั้ม ‘A Brief Inquiry Into Online Relationships’ ก่อนจะส่งเข้าเพลงแรกแบบเดือด ๆ กับเพลง ‘People’ และมาเพลงที่สอง ‘Give Yourself a Try’ ที่ทางวงได้ใช้วิชวลบนจอแอลอีดีบวกกับแสงไฟ เล่นล้อกับเงาของสมาชิกในวงบนเวที เรียกได้ว่าถ้ามองจากข้างล่างขึ้นไปจะเห็นเป็นเงาของพวกเขาทั้งสี่คนสวยงามเลย แต่น่าเสียดายมาก ๆ ตรงจุดที่ผมยืนมีคนกลุ่มหนึ่งยืดแขนยาวถ่ายวิดีโอเก็บไว้ทั้งเพลงน่าเสียดายที่ส่วนตัวไม่ได้เห็นความสวยงามที่วงอยากนำเสนออย่างเต็มที่ เพราะการกระทำแบบนี้

แมตตี้ ได้เริ่มแสดงพลังงานอันล้นเหลือของเขาให้แฟน ๆ ได้เห็นในเพลง ‘TOOTIMETOOTIMETOOTIME’ จากการเต้นที่เป๊ะกับแดนเซอร์สุด ๆ แม้ช่วงแรกเสียงอาจจะอึกทึกไม่ชัดไปบ้างแต่พอเข้าเพลง ‘She’s American’ ต้องบอกได้เลยว่านี่คือโชว์ที่มีเสียงกลองดีที่สุดในรอบปีนี้ ซาวนด์กลองสะอาดมาก เสียงแต่ละลูกออกมาเป็นเม็ดเลย ซึ่งกลองเป็นเครื่องดนตรีที่อาจจะเรียกได้ว่าเสียงดังที่สุดบนเวที เพราะฉะนั้นการจัดการเสียงของมันจึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก ถ้าจัดการแย่เสียงกลองจิก ๆ น่ารำคาญ ภาพรวมของโชว์อาจจะเน่าในทันที นอกจากนี้เสียงริฟฟ์กีตาร์ดับเบิ้ลสตอปของ อดัม ที่เป็นเหมือนเอกลักษณ์ของวง วันนี้เสียงที่ออกมาก็มีความชัดเจนอย่างลงตัว คือไม่ได้ถูกดันออกมาแบบน่าเกลียด ที่สำคัญด้านการ perform ของวงน่าสนใจมาก สังเกตได้จากไดนามิกของเสียงที่ส่งเข้าท่อนแซกโซโฟนโซโล่ มีหนักเบาชัดเจน ซึ่งมันเป็นการสร้างอารมณ์ให้ผู้คนรู้สึกดีกับดนตรีวิธีหนึ่ง

       ต่อเนื่องกับเพลง ‘Sincerity Is Scary’ ที่แมตตี้มาพร้อมหมวกมีหูเหมือนปิกาจูสุดน่ารัก เพลงนี้ด้วยพื้นฐานที่มันมี vibes แบบโยก ๆ นิด ๆ ความยากของมันคือการทำอย่างไรก็ได้ให้แฟนเพลงรู้สึกอย่างนั้น ซึ่งเพลงนี้ต้องชม จอร์จ แดเนียล มือกลองของวงอีกครั้ง เพราะการตี lay back (ตีจังหวะหน่วง ๆ) ของเขาในวันนี้ มันตอบโจทย์โชว์ได้อย่างลงตัว ฟังแล้วมันจะโยกตามไปเองอัตโมมัติ ก่อนจะจบช่วงนี้ด้วยเพลงฮิตจากอัลบั้มชุดที่สามอย่าง ‘It’s Not Living (If It’s Not With You)’

สวัสดีเป็นอย่างไรบ้าง ขอบคุณที่เข้ามาดูวงของพวกเราอีกครั้ง และพวกคุณบ้ามาก ๆ นี่คือคำกล่าวทักทายแฟน ๆ ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ แมตตี้ จะจิบเครื่องดื่มมึนเมาเล็กน้อยเป็นการเพิ่มพลังก่อนบอกทุกคนว่า “cheers”

ช่วงต่อไปเป็นช่วงเปลี่ยนอารมณ์มาฟังเพลงกลาง ๆ เบา ๆ บ้าง โดยวงขนเพลงฮิตมาเพียบไล่ตั้งแต่ ‘I Couldn’t Be More in Love’ ที่โชว์ซาวนด์แบบฟุ้ง ๆ ลอย ๆ เสียงรีเวิร์บเยอะ ๆ ซึ่งตรงนี้ทำได้ดีมาก ยิ่งท่อนเปลี่ยนคีย์ส่งอารมณ์ได้มากเลยว้าว ผมได้เห็นสิ่งของต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ The 1975 อัลบั้มแรกเต็มไปหมดเลย โอเคเพลงต่อไปเราจะเล่นเพลงเก่าเหมือนกันแมตตี้กล่าวหลังจบเพลง เพื่อส่งเข้าเพลงต่อไปอย่าง ‘She Way Out’ และ ‘A Change of Heart’

ในช่วงเพลงที่สิบ แมตตี้ ได้เชิญ No Rome กลับขึ้นมาบนเวทีอีกครั้งในเพลง ‘Narcissist’ ก่อนจะปิดช่วงนี้ด้วยเพลงบรรเลงอย่าง ‘Depth’ ผลงานจากอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะวางแผงช่วงปีหน้า

       เสียงกรี๊ดในธันเดอร์โดมดังลั่นเมื่อวงเริ่มเล่นอินโทรเพลง ‘Robbers’ ผลงานที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักพวกเขา ก่อนต่อเนื่องความสนุกด้วยเพลง ‘fallingforyou’ และ ‘I Like America & America Likes Me’ ซี่งเป็นสองเพลงที่วงวางแผนคิววิชวลมาได้ดี คุณจะได้เห็นมิติการเล่นแสงสีเสียงที่ล้อกับจังหวะในเพลงต่าง ๆ จากสองเพลงนี้

ขอบคุณที่เป็นแฟน ๆ ที่น่าทึ่ง เป็นอีกครั้งที่ แมตตี้ กล่าวกับแฟน ๆ หลังเพลง ‘Somebody Else’ ซึ่งแม้นี่จะเป็นโชว์วันที่สอง แต่แมตตี้ ก็เผยว่าพวกเขาได้มีการใส่เพลงใหม่ set list เพื่อแฟน ๆ ในรอบนี้ด้วย ทำให้คนดูในรอบนี้ได้มีโอกาสฟังเพลงอย่าง ‘If I Believe You’ (ช่วงแซกฯ โซโล่ยังกับ จอห์น โคลเทรน ตำนานแจ๊สผู้ล่วงลับ)

มาถึงช่วงท้าย ๆ ของโชว์ The 1975 หยิบเพลงสนุก ๆ อย่าง ‘Girls’ ให้แฟน ๆ ได้ร้องและเต้นกันอย่างสนุก ก่อน แมตตี้ จะพูดขึ้นมาว่า “shut up” และหยิบกีตาร์โปร่งขึ้นมาเล่นในเพลง ‘I Always Wanna Die (Sometimes)’ ที่ได้แฟนเพลงทั้งฮอลล์ร่วมร้องตามในท่อนฮุค ถ้าถามว่าเพลงไหนคือไฮไลท์ของรอบนี้ คงต้องบอกว่ามันคือเพลงนี้เนี่ยแหละ

ทั้งสี่หนุ่มเดินลงจากเวทีไป ก่อนที่แมตตี้ จะเดินกลับขึ้นมาพร้อมกับคลิปวิดีโอที่เขาอยากจะสื่อสารข้อความบางอย่างให้กับแฟน ๆ ซึ่งนี่อาจจะเป็นหัวใจของการทัวร์ในครั้งนี้เช่นกัน คลิปวิดีโอดังกล่าวพูดถึงเรื่องปัญหาโลกร้อน ที่มนุษย์ทุกคนละเลย ตัวแมตตี้เองถือเป็นศิลปินที่มีความเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนหนึ่ง เขามักจะออกมาพูดในประเด็นปัญหาสังคมหลายครั้ง ทั้งเรื่องการเหยียดผิว หรือแม้กระทั่ง brexit

“ตอนนี้เรามีทางเลือกที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องสภาพความเป็นอยู่สำหรับคนรุ่นหลัง หรือเราแค่จะสนใจแต่เรื่องของตัวเองและล้มเหลวต่อไป มันขึ้นอยู่กับพวกเรานี่แหละ ใช่แล้ว เราต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบมากกว่าการทำด้วยตัวเราเอง แต่เราไม่สามารถทำคนเดียวโดยไม่มีคนอื่นช่วยได้หรอก ถ้าเรามองกลับไปตามประวัติศาสตร์ที่ผ่าน ๆ มา คนธรรมดาอย่างเรานี่แหละ ที่เป็นคนริเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

“เพราะฉะนั้นฉันจึงขอเราให้เราทุกคนตื่นได้แล้ว และทำให้ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ ทำดีที่สุดตอนนี้มันไม่พอแล้ว เราต้องทำในสิ่งที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้ได้ ทุกวันนี้เราใช้น้ำมันกว่า 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยไม่มีการรณรงค์ทางการเมืองไหนที่เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ ไม่มีกฎข้อบังคับให้น้ำมันมันอยู่ตรงนั้นใต้พื้นดิน

“เราไม่สามารถช่วยโลกของเราโดยการเดินตามกฎ เพราะกฎนั้นต้องการการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง และมันต้องเริ่มวันนี้! และทุกคน ตอนนี้มันคือเวลาที่เราจะไม่ฟังใครอีกต่อไปแล้ว มันคือเวลาที่เราต้องต่อต้าน”

       ตัววิดีโอมีความยามเกือบ 5 นาทีและปิดท้ายด้วยภาพพื้นหลังสีเหลืองที่เป็นธีมอัลบั้มหน้าของพวกเขา เหมือนวงกำลังจะสื่อว่าผลงานต่อไปของพวกเขาจะมีการพูดถึงเรื่องในลักษณะนี้มากขึ้น

ในเพลงดังที่พวกเขาเล่นต่อไปอย่าง ‘Love It If We Made It’ ก็มีวิดีโอวิชวลข้างหลังที่เท่มาก โดยยังคงสะท้อนปัญหาของโลกที่มาจากน้ำมือมนุษย์อย่างสงครามหรือความป่าเถื่อน ต่าง ๆ ก่อนสุดท้ายวงจะขนสามเพลงดังมาเล่นไล่ตั้งแต่ ‘Chocolate’, ‘Sex’ (ตอนหลังขึ้นจอคำว่า “rock and roll is dead god bless” เหมือนเป็นการประกาศว่านี่มันเป็นยุคของพวกกูแล้ว ทำนองนั้น) และ ‘The Sound’ เพลงที่ทุกคนต่างพร้อมใจกันร้องขึ้นเองในช่วงแรก จนแมตตี้พูดว่าห๊าา อะไรนะก่อนที่วงจะเข้าเพลงนี้เต็ม ๆ และเป็นการปิดคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์

       แม้อาจจะมีคนบ่นว่า แมตตี้ พูดน้อยไม่ค่อยเอนเตอร์เทนเลย แต่ส่วนตัวผมมองว่าถ้าใครได้ติดตามพวกเขาก็จะรู้ว่านี่คือเอกลักษณ์ในการแสดงของนักร้องนำคนนี้ บางวันก็พูดเป็นต่อยหอย บางวันก็พูดน้อย แต่พูดน้อยในที่นี้ผมว่าเขาก็ต่อยหนักอยู่เหมือนกัน แถมเรื่องดิ้น เซิ้ง ๆ บ้า ๆ ไม่เป็นสองรองใคร ซึ่งน้อยครั้งที่เราจะได้เห็นแฟน ๆ ทั้งฮอลล์พร้อมใจกันกระโดดมากขนาดนี้ แม้ตัว แมตตี้ บางเพลงจะร้องโปรเจกต์เสียงกับไมค์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เสียงมันเลยเบาบ้างบางช่วง (สังเกตได้จากตอนที่กล้อนแพนไปที่ปาก) อาจจะหมดแรงตามสภาพของมนุษย์ แต่โดยรวมบวกกับซาวนด์ที่ลงตัวมากในวันนี้ ทำให้โชว์ออกมาดีเกินคาด แต่สำหรับใครที่เพิ่งจะมาฟังเพลงของวงนี้อาจจะไม่อินเท่าไหร่นัก

ภาพรวมของโชว์ มีความน่าสนใจในหลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะเมสเสจเรื่องโลกร้อน ปัญหาของโลกที่วงจะสื่อสารน่าสนใจมากอย่างที่บอก แม้ก่อนหน้านี้จะมีศิลปินรุ่นพี่ของพวกเขาเคยทำสิ่งเหล่านี้มาแล้วเช่น U2 ที่ชอบพูดเรื่องความน่ากลัวของสงคราม หรือแม้กระทั่ง ไมเคิล แจ็กสัน ในช่วงหนึ่งที่พูดถึงความสำคัญของโลกอันสวยงามใบนี้

The 1975 มีสิทธิ์ที่จะละเลยหรือปล่อยผ่านเรื่องพวกนี้ไปและใช้ชีวิตสบาย ๆ ต่อไป แต่พวกเขาเลือกที่จะใช้ความมีชื่อเสียงของตัวเองในทางที่สร้างสรรค์อย่างมาก มันเหมือนเป็นกระบอกเสียงที่อยากให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่แค่มาคอนเสิร์ตและได้รับความสนุกกลับไปเท่านั้น นี่คือต้นแบบของศิลปินศิลปินรุ่นใหม่ที่ดีจริง ๆ

ขอขอบคุณภาพจาก VIJI CORP


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว