Post on 25/07/2019

รีวิวคอนเสิร์ต Westlife โชว์เกือบสองชั่วโมงที่เหมือนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไป 20 ปี

       ย้อนกลับไปต้นยุค 2000s นั่นถือเป็นยุคทองของวงบอยแบนด์อย่างแท้จริง รูปแบบของวงที่มีนักร้องหนุ่มสี่ถึงห้าคนช่วยกันร้องประสานเสียงส่งพลังในท่อนคอรัสที่ชวนติดหู กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ลงตัวอย่างมากของวงการดนตรีในสมัยนั้น หลาย ๆ วงสามารถแจ้งเกิดขึ้นมาได้ซึ่งหนึ่งในนั้นคือห้าหนุ่มจากดับลินอย่าง “Westlife”

ห้าหนุ่มสัญชาติไอริชนำโดย นิกกี้ เบิร์น, คีแอน อีแกน, มาร์ค ฟีฮิลี, ไบรอัน แม็คเฟดเดน และ เชน ฟิแลน โด่งดังอย่างมากในฐานะนักร้องกลุ่มผู้เป็นตัวแทนของดนตรีป๊อปยุคมิลเลนเนียม บทเพลงของพวกเขาอย่าง ‘My Love’, ‘Fool Again’, ‘Uptown Girl’, ‘If I Let You Go’ และ ‘Swear It Again’ กลายเป็นผลงานที่ครองใจแฟนเพลงทั่วโลกอย่างมากในขณะนั้น

ถ้าจะบอกว่า Westlife เป็นหนึ่งในศิลปินบอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คงไม่เป็นการพูดเกินจริงแต่อย่างใด เพราะตามประวัติศาสตร์ชาติดนตรีพวกเขาเป็นอีกศิลปินที่ทำยอดขายได้มากกว่า 50 ล้านแผ่นทั่วโลก

แรกเริ่มเดิมที Westlife เริ่มต้นด้วยสมาชิกห้าคน ก่อนที่หนุ่ม ไบรอัน จะขอถอนตัวออกจากวงไปในปี 2004 ซึ่งสมาชิกที่เหลืออีกสี่คนก็เดินหน้าทำผลงานต่อไปจนถึงปี 2012 แต่สุดท้ายพวกเขาก็ประกาศพักวงในปี 2012 พร้อมกับเหตุผลยอดนิยมที่ว่า “อิ่มตัวกับงานเพลง”

สมาชิกทั้งสี่ต่างหันไปใช้ชีวิตส่วนตัวของตัวเอง บางคนหันไปเขียนหนังสือ ขายเครป บ้างก็ไปอยู่ในรายการเต้น แต่ส่วนใหญ่ก็กลับไปทำหน้าที่หลักก็คือการเป็นพ่อของลูก แต่คนเราก็ไม่อาจทิ้งตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้ หลังทิ้งไมค์ไปนานในปี 2019 พวกเขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับสตูดิโออัลบั้มชุดใหม่ล่าสุด Spectrum และเอเชียทัวร์ในรอบกว่าแปดปีที่ใช้ชื่อว่า “Westlife The Twenty Tour” โดยพิกัดแรกของพวกเขาในทัวร์ครั้งนี้คือประเทศไทยของเรานั่นเอง

แม้จะหายหน้าหายตาไปนาน แต่บอกได้เลยว่าการกลับมาของทั้งสี่หนุ่มในครั้งนี้เต็มไปด้วยห้วงอารมณ์ที่ชวนให้นึกถึงความทรงจำในวัยเด็กของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี วันนี้ Westlife จะพาเราย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1999 และกลับมาสู่ปี 2019 โดยใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมงตลอดการเดินทาง… เอ้า ไปเริ่มกันเลย

เวลาประมาณสามทุ่มหน่อย ๆ สี่หนุ่มปรากฏตัวพร้อมกับเพลง ‘Hello My Love’ ผลงานจากอัลบั้มใหม่ พร้อมกับเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ ลั่นฮอลล์หลังทั้งสี่โชว์สเต็ปร้องเต้นเป๊ะตั้งแต่แต่วินาทีแรก ไฮไลท์อีกอย่างของวันนี้คือ visual บนเวทีด้านหลังที่เป็นจอแอลซีดีขนาดใหญ่ที่คอยฉายภาพประกอบเป็นฟุทเทจเก่าจากโชว์ก่อนหน้านี้และมิวสิควิดีโอจากเพลงต่าง ๆ

       บทเพลงที่สองอย่าง ‘Swear It Again’ ทำให้ผมรู้สึกเซอร์ไพรส์อย่างมาก เพราะคนดูทั่วทั้งฮอลล์ต่างช่วยกันส่งเสียงกรี๊ดเพื่อต้อนรับสี่หนุ่มกันอย่างเต็มที่ มันแสดงให้เห็นว่าแม้พวกเขาจะหายไปนาน แต่ดนตรีของพวกเขายังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงเสมอ


เพลงที่สามพวกเขาหยิบผลงานจากวง Daughtry ที่เคยนำมา cover อย่าง ‘What About Now’ มาโชว์ให้แฟน ๆ ได้ฟังกัน ก่อนจะเข้าเพลงฮิตในอดีตอย่าง ‘My Love’ โดยก่อนเข้าเพลงดังกล่าว เชน ได้พูดทักทายแฟน ๆ ไว้ว่า

“ทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง พวกคุณกำลังมีช่วงเวลาดี ๆ ใช่ไหม พวกเรารู้สึกดีใจมากที่ได้กลับมาที่ไทย เพราะพวกเราไม่ได้มาที่นี่นานมากแล้ว ยินดีต้อนรับสู่ Westlife The Twenty Tour ซึ่งที่นี่เป็นโชว์แรกในเอเชีย และเราจะพาทุกคนย้อนความทรงจำ 20 ปีที่ผ่านมา เราจะร้องหลายเพลงที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี เราจะมาสนุกด้วยกัน และเพลงนี้เป็นเพลงที่พิเศษ และเคยฮิตติดอับดับ 1 ที่ไทยมาแล้ว เพลงนี้ชื่อเพลงว่า My Love”

ทั้งสี่ปิดท้ายช่วงแรกด้วยเพลงสนุก ๆ อย่าง ‘When You’re Looking Like That’ ที่หนุ่ม เชน ได้โชว์การเอนเตอร์เทนให้คนลุกมาเต้นร่วมกับพวกเขา ก่อนที่ทั้งสี่จะลงจากเวทีไปและกลับขึ้นมาในเพลงฮิตสนุก ๆ ในอดีตอย่าง ‘Uptown Girl’

หลังจบเพลง Westlife ได้ทำการเปิดคลิปแอนิเมชันพิเศษที่มีตัวละครเป็นพวกเขาทั้งสี่กำลังใช้ชีวิตส่วนตัวก่อนจะถูกเรียกตัวกลับมาทำภารกิจในฐานะ Westlife อีกครั้ง เพื่อนำเข้าเพลงฮิตอย่าง ‘If I Let You Go’ ที่งานนี้ทั้งสี่โชว์เต้น คิวเป๊ะ ชนิดบอยแบนด์เกาหลียุคนี้มีอาย

       คราวนี้ถึงคิวหนุ่ม นิกกี้ พบปะประชาชน เขาเริ่มต้นพูดว่า “สวัสดีครับประเทศไทย” ก่อนจะให้คนทั้งฮอลล์ช่วยต่อ เพราะเขาไม่รู้คำอื่นเท่าไหร่ ก่อนจะหันหน้าไปหาหนุ่มมาร์คและถามว่ารู้คำอื่นไหม ไหนพูดว่าขอบคุณซิ ซึ่งเจ้าตัว (มาร์ค) ก็ไม่รู้ (แต่ระหว่างโชว์ก็มีเดินลงมาถามแฟน ๆ ข้างหน้าว่าพูดอย่างไร) สุดท้ายเขาเลยบอกว่าจะสอนพูดขอบคุณเป็นภาษาไอริชแทน ก่อนจะพูดว่าเพลงต่อไปมาจากอัลบั้มใหม่ที่ได้ทำงานร่วมกับ เอ็ด ชีแรน อย่าง ‘Better Man’ ก่อนทั้งสี่จะลงจากเวทีไปและกลับมาพร้อมกับความช่วง tribute เพลงของวงควีน


เพลงดังอย่าง ‘Another One Bites the Dust’, ‘Radio Gaga’, ‘I Want to Break Free’, ‘Somebody to Love’, ‘Don’t Stop Me Now’, ‘We Will Rock You’, ‘We Are the Champions’ ถูกหยิบมาถ่ายทอดผ่านเสียงของทั้งสี่ ซึ่งนี่ถือเป็นโชว์ที่ดีมากทีเดียว พวกเขาแสดงให้เห็นถึงไดนามิค บาลานซ์ ในการร้องที่ดีมากโดยเฉพาะในท่อนคอรัส

ในช่วงต่อไปพวกเขาได้เปิดคลิปที่พูดถึงเส้นทางก่อนมาเป็น Westlife ของแต่ละคน พวกเขาบอกว่ามันเหมือนฝันยิ่งกว่าฝันอีกที่มาถึงจุดนี้ มันบ้ามากเลยกับความสำเร็จที่ได้มา แน่นอนพูดถึงความฝันขนาดนี้เพลงต่อไปก็คือ ‘I Have a Dream’

นิกกี้, มาร์ค, เชน และ คีแอน

       ช่วงต่อไปเป็นโชว์แบบอะคูสติก ที่ดูเป็นกันเองมาก ๆ ทีเดียว พวกเขาเปิดด้วยเพลง ‘Unbreakable’ ก่อนจะโชว์ร้องเพลงนอกสคริปต์ เรียกได้ว่าเป็นการร้องที่นึกอะไรออกก็ร้องเลย ทำให้โชว์ออกมาดูสบาย ๆ ให้อารมณ์เหมือนเรานั่งเล่นร้องเพลงกับเพื่อนแล้วคอยถามกันว่า “จำเพลงนี้ได้ไหม”

“เราเลือกเพลงยากมาก เอาเพลงนั้นเพลงนี้เข้า ๆ ออก ๆ แต่จะเลือกที่ทุกคนร้องได้” เชน กล่าว ซึ่งมีหลายเพลงที่แฟน ๆ ต่างก็ร้องตามกันได้อย่าง ’I’m Already There’, ‘When You Tell Me That You Love Me’, ’Don’t Let Me Go’, ‘Zombie’ (The Cranberrys), ‘More Than Word’

นี่ถือเป็นช่วงปล่อยมุกของทั้งสี่ที่เรียกเสียงฮาให้แฟน ๆ ได้ยิ้มกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะหนุ่มมาร์คที่แซวตัวเองว่าในเพลง ‘Seasons in The Sun’ หลายครั้งตอนไปออกทีวี เขาก็เหมือนทุกคนที่ชอบร้องมั่ว ๆ หลังท่อน “we have joy, we have fun, we have seasons in the sun” ซึ่งหลังเปิดช่วงตลกคาเฟ่ไปสองสามนาที เชน ก็กลับมาพูดว่าเพลงต่อไปที่จะร้องคือเพลงที่เขาอยากจะร้องร่วมกับแฟน ๆ มาโดยตลอด นั้นก็คือเพลงฮิตอย่าง ‘Fool Again’

ด้าน นิกกี้ เล่าต่อก่อนเข้าเพลง ‘Queen of My Heart’ เพื่อปิดช่วงนี้ว่า “ย้อนกลับไปเมื่อปี 2001 เราบันทึกเสียงเพลงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ Westlife กำลังมีช่วงเวลาที่ดี ได้เดินทางรอบโลกและโดยเฉพาะที่เอเชียที่ทำให้ทุกอย่างดูพิเศษขึ้นมาก ๆ”

       มาถึงช่วงท้ายของโชว์ มาร์ค พูดก่อนเข้าเพลงต่อไปว่า “ขอบคุณสำหรับความทรงจำดี ๆ และเพลงที่ฮิต ๆ ของพวกเรา แม้วันนี้มันจะเป็นการชวนกลับไปถึงเพลงเก่า ๆ เหล่านั้น แต่ตอนนี้พวกเราจะร้องเพลงใหม่จากอัลบั้มล่าสุด อยากให้ทุกคนยืนขึ้นและร้องไปกับเรา เพลงนั้นชื่อว่า ‘Dynamite’”

ช่วงก่อนเพลงสุดท้ายของโชว์แบบไม่เป็นทางการ ถึงคราวหนุ่มคีแอน เป็นตัวแทนเพื่อน ๆ พูดทิ้งท้ายกับแฟน ๆ นับพัน

“สมัยก่อนยังต้องซื้อเทปและซีดี พวกคุณยังจำมันได้ไหม แต่ตอนนี้ทุกคนใช้ Spotify กันใช่ไหม ผมไม่ค่อยรู้หรอก ผมแก่เกินไปสำหรับอะไรแบบนี้ แต่ถ้าพวกคุณใช้ก็อย่าลืมฟัง Dynamite โอเคไหม และเราจะออกอัลบั้มใหม่ตอนปลายปี และใครจะไปรู้ล่ะ เราอาจกลับมาที่นี่อีกก็ได้ ตอน Westlife กลับมารวมกัน พวกเราก็คิดนะว่า แฟน ๆ ยังจะสนใจเราไหมหลังจากผ่านมา 20 ปีแล้ว ตอนแรกเราทัวร์ที่อังกฤษซึ่งเหมือนบ้านเกิด ซึ่งดีมาก ๆ จนต่อมาก็มีคำเชิญต่าง ๆ ว่า อยากมาทัวร์ที่เอเชียไหม เราก็เลยบอก แน่นอนอยู่แล้ว และก็รู้สึกดีมากจริง ๆ ที่ทุกคนมาหลังจากผ่านมาเป็น 20 ปีแล้ว ตอนนี้เราจะต้องบอกลากันแล้วหลังจากเพลงนี้”


‘You Raise Me Up’ กลายเป็นตัวแทนสุดท้ายของพวกเขาในโชว์นี้ ซึ่งความพิเศษอยู่ที่เหล่าแฟนเพลงต่างพากันทำโปรเจกต์ ด้วยกันพร้อมใจชูกระดาษที่มีข้อความว่า “Beside You Forever” ซึ่งทำเอาสี่หนุ่มประทับใจอย่างมากก่อนจะลงจากเวทีไป

       แต่แน่นอนพวกเขาไม่ได้ไปแล้วไปลับ พวกเขากลับขึ้นมาตามคำเรียกร้อง และทิ้งท้ายกับช่วง encore ด้วยเพลง ‘Flying Without Wings’ และ ‘World of Our Own’ เป็นการปิดคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์

ภาพรวม : หลายคนรวมถึงผมโตมากับวงนี้ เราเหมือนโตมาพร้อม ๆ กันกับพวกเขา แน่นอนเรื่องนี้มันกลายเป็นมากกว่าแค่การมา enjoy ร่วมกับคอนเสิร์ต สุดท้ายมันคือการชวนให้เรารำลึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่เหมือนหลักไมล์ของแต่ละคน แม้ปัจจุบันวงบอยแบนด์ในยุคเดียวกันกับ Westlife ต่างก็ล้มหายตายจากกันไปมาก แต่ก็มีหลายวงที่พยายามจะกลับมาสู่วงการอีกครั้ง ด้วยการออกผลงานใหม่หรือออกทัวร์อีกครั้ง บางวงก็ได้รับการตอบรับที่ดี บ้างก็แป้กตามระเบียบ

ซึ่งถ้าให้พูดกันตรง ๆ บอยแบนด์อาจเป็นรูปแบบที่อาจดูเชยไปแล้วสำหรับยุคสมัยนี้ ยิ่งถ้าเป็นวงที่มีสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในฐานะตัวประกอบของนักร้องหลักก็ยิ่งแล้วกันใหญ่ เพราะนี่ไม่ใช่ยุคที่จะอาศัยคนดังหรือเก่งสุดแค่คนเดียวดันวงไปเหมือนสมัยก่อนแล้ว ซึ่งความสามารถของแต่ละคนใน Westlife ที่ร้องได้ดีทุกคน ทำให้พวกเขาไม่ถูกปัจจัยนี้กลืนกิน แถมมิหนำซ้ำยังทำให้เห็นอีกว่าว่าดนตรีในแบบพวกเขา “เทรนด์” ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเลยแม้แต่นิดเดียว

สุดท้ายสิ่งที่น่าเสียดายมาก ๆ ก็คือโชว์ในครั้งนี้เลือกที่จะใช้ดนตรีจาก backing track แทนที่จะเป็นดนตรีสด (โอเคอาจจะมาจากความต้องการของวง รวมถึงการจัดการที่อาจจะง่ายขึ้นง่ายกว่า) แน่นอนความสดความเป็นธรรมชาติ มิติ และเสน่ห์ของการแสดงมันได้หายไปจากปัจจัยข้างต้น ถ้าให้เปรียบเทียบมันก็เหมือนกับคุณได้กินส้มตำใส่มะนาวปลอม แทนที่จะเป็นมะนาวจริง ๆ นั่นแหละ

ขอขอบคุณภาพจาก Live Nation BEC-Tero และ Unusual Entertainment


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

เคียวโกะ ฟุคาดะ: ดาวค้างฟ้าสาวญี่ปุ่นผู้เป็นรักแรกของชายไทยในยุค 90

เวชพงศ์โอสถ ภูมิใจเสนอ คอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด 9 รัตนโกสินทร์เรืองรอง

สัมภาษณ์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ: การเมือง ความเป็นไทย อยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

อิคาริ ชินจิ:ปมทางเพศในอีวานเกเลียนของวัยรุ่นอายุ 14 ต้องมาเป็นหนุ่มขับหุ่นยนต์

ยาสซิน และ อาร์ลีน คู่รักมุสลิม-ยิว นัก Vlog ผู้เดินทางรอบโลกไปด้วยกัน

กลับมาแล้วจ้า มาร่วมกันค้นพบสมมุติฐานความสนุกห้องทดลองการฟังเพลงกับ “Fungjai Lab 2”

แดเนียล ซีซาร์ จากอดีตเด็กไร้บ้านที่หนีออกจากครอบครัวเพื่อมาเป็นนักร้อง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล – ฝันค้างเดือนตุลา: …และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้